All About Japan

ประสบการณ์โฮมสเตย์กับครอบครัวญี่ปุ่นผ่าน WWOOF

| การทำฟาร์ม , ชีวิตในญี่ปุ่น
ประสบการณ์โฮมสเตย์กับครอบครัวญี่ปุ่นผ่าน WWOOF

ประสบการณ์การไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับ WWOOF โครงการที่สนับสนุนสวนผักผลไม้หรือฟาร์มออร์แกนิคในญี่ปุ่น โดยเจ้าของฟาร์มเป็นคนรับสมัครให้ผู้สมัครเข้าไปทำงานตามที่โฮสต์บอก ทางโฮสต์ก็จะให้ที่พักและอาหารแก่เป็นการแลกเปลี่ยนกัน ในตอนนี้เราจะเล่าเฉพาะในส่วนของพาร์ทการทำฟาร์มเป็นหลัก เป็นการใช้ชีวิตคล้ายกับในหนังเรื่อง Little Forest เลยล่ะ

เราเริ่มออกเดินทางจากโตเกียวโดยใช้วิธีการนั่งรถไฟไปลงที่สนามบินนาริตะ แล้วนั่งเครื่องบินในประเทศของสายการบิน Peach ไปลงที่ฟุกุโอกะเลย เพราะราคาถูกกว่าการนั่งรถไฟชินคันเซ็นและประหยัดเวลาด้วย หลังจากนั้นก็ต่อรถ Express Bus จากสนามบินไปลงที่ป้ายรถบัส Hirokawa Bus stop ตามที่นัดหมายให้โฮสต์มารับ ด้วยความที่เราชอบหลงเลยมาเร็วกว่าเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง แม้จะถึงป้ายรถตามที่นัดแล้วเราก็ยังกลัวหลงผิดป้ายอยู่ดี เลยตัดสินใจโทรหาโฮสต์เพื่อความชัวร์ ซึ่งก็ถูกที่แล้วจ้า โฮสต์ใจดีมากบอกไม่เป็นไรที่มาถึงเร็วเดี๋ยวเขาออกมารับเลย ระหว่างทางจากป้ายรถบัสไปบ้านโฮสต์ เราก็มีพูดคุยกันเรื่องทั่วๆไป ซึ่งเราก็สอดส่องระหว่างทางว่ามีร้านค้า หรือที่เที่ยวอะไรมั้ยไปในตัว ปรากฏว่ามีแต่ฟาร์มและทุ่งนาจ้า ในใจแอบคิดแล้วว่าไกลจัง ไม่เห็นมีที่เที่ยวเลย จะได้เที่ยวมั้ยเนี่ย หรือต้องทำงานอย่างเดียว แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไรมันต้องมีลู่ทางแหละ

แล้วก็มาถึงบ้านโฮสต์ โฮสต์พาแนะนำให้รู้จักกับคนในครอบครัว พาดูร้าน บ้าน และห้องพักพร้อมบอกกฎเกณฑ์ของที่นี่ หลักๆคือวูฟ (ต่อไปนี้จะเรียกแทนผู้เช้าร่วมโครงการว่า วูฟ นะคะ) ต้องทำงาน 8.00 – 12.00 น. (เบรกย่อยที่ 1 10.00-10.15 น.) และ 13.30-17.00 น.(เบรกย่อยที่ 2 15.00-15.15 น.) หยุดวันอังคารและวันศุกร์ ใน 1 วันเราอาบน้ำได้ตอนเย็นอย่างเดียวตั้งแต่ 17.00 – 18.30 น. ส่วนอาหารการกินทางโฮสต์ทำให้ทุกมื้อ แต่ต้องล้างจานเอง ซึ่งที่พักก็เป็นห้องประมาณ 6 เสื่อ แยกให้ 1 ห้องสำหรับวูฟโดยเฉพาะ มีแอร์และไวไฟให้ใช้ ซึ่งเราก็รู้สึกว่า เฮ้ย!!บ้านพักโอเค โฮสต์และครอบครัวดูทุกคนใจดี คุยด้วยรู้เรื่อง ไม่ได้มาสำเนียงคิวชูมาก แต่ในใจยังมีความกังวลเรื่องงานและวันหยุดที่เราแพลนไว้ว่าอยากเที่ยว จะทำยังไง ทำงานจะทำได้มั้ย และวันแรกก็ผ่านไปด้วยการกินข้าวเย็นกับโฮสต์และครอบครัว พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องต่างๆกัน

แล้วเวลาการเริ่มทำวูฟของจริงก็เริ่มขึ้น เราต้องตื่นและทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยพร้อมกินข้าวเช้าตอน 7.30 น. กับข้าวที่โฮสต์เตรียมให้ มื้อเช้าจะเป็นสไตล์คนญี่ปุ่นของจริงคือ เป็นข้าวกับนัตโตะ ผักดอง และอาจจะมีไข่ดาว หรือไข่หวานม้วนนิดหน่อย เน้นหนักไปที่ผักดอง ซึ่งแน่นอนเราไม่กินนัตโตะ อย่างที่รู้กันว่ากลิ่นและรสชาติมันไม่ค่อยจะเป็นมิตรเท่าไหร่ ถึงประโยชน์นัตโตะจะเยอะแค่ไหนเราก็ไม่ขอสู้ เราเลยรอดชีวิตในมื้อเช้าได้ด้วยผักดองกับไข่ไป หลังจากนั้นก็เริ่มลุยงานวันแรกเลย เย็นวันนั้นจะมีปาร์ตี้สำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นและต้อนรับวูฟทั้งหมด 4 คนที่มารอบเดือนนี้ที่ร้านของโฮสต์ งานวันนี้จึงเป็นในส่วนของการช่วยโฮสต์เตรียมงานปาร์ตี้ ทำความสะอาด เตรียมวัตถุดิบทำอาหาร ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีเพราะทำงานในร่มทั้งวันเลยไม่ร้อนมาก

ในงานปาร์ตี้มีแขกมาเกือบ 150 คน โฮสต์ก็ให้วูฟทั้ง 4 คนขึ้นไปแนะนำตัวเป็นภาษาญี่ปุ่นเล็กน้อย และตอนนั่งที่โต๊ะก็จะมีเพื่อนบ้านโฮสต์ที่อยากรู้จักชาวต่างชาติแวะเวียนมาคุย ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องต่างๆกันไป เราก็ถือว่าฝึกภาษาไป คำไหนนึกภาษาญี่ปุ่นไม่ออกก็อังกฤษไป เปิดดิกคู่ใจไป จนกระทั่งได้รู้จักคนญี่ปุ่น 2 คนที่น่ารักมาก คนนึงเขามีสามีเป็นคนไทย เขาชอบความเป็นไทย ลูกๆเขาชอบภาษาไทยอยากพูดภาษาไทยได้ เขาเลยชวนเราไปเที่ยวในวันหยุดกับลูกๆเขา ส่วนคนญี่ปุ่นอีกคนนึงเราคุยกันถูกคอเลยแลกไลน์กันไว้ เพราะเขาก็ชวนเราไปเที่ยวในวันหยุดอีกเช่นกัน กลายเป็นว่าเราหมดกังวลเรื่องการไปเที่ยวของเราช่วงวันหยุดแล้วว่าจะเดินทางลำบาก เพราะแถวนี้รถบัสน้อยมาก ที่เที่ยวแต่ละที่ก็ไกลเกินจะขี่จักรยานไปได้

ในงานยังเปรมไปด้วยอาหารเกือบ 30 อย่างได้ ทั้งคาวหวาน และโชว์สนุกๆ ถือเป็นการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทำให้มีแรงฮึ่ดสู้กับงานในวันต่อได้

หลังจากจบงานปาร์ตี้ วันถัดไปก็เริ่มการทำงานตามปกติ แต่ละวันจะต่างกันไปตามที่โฮสต์ให้ทำ แต่หลักๆคือการทำความสะอาดร้านขายของของโฮสต์ ในร้านโฮสต์จะขายทั้งผัก ผลไม้ออร์แกนิค ขนมวากาชิ ไอศกรีม คุกกี้ซึ่งทั้งหมดเป็นการโฮมเมดของเพื่อนบ้านโฮสต์และลูกสะใภ้ของโฮสต์เอง

นอกจากงานที่ร้านก็จะเป็นงานในฟาร์มสตอเบอรี่ซึ่งก็อยู่ในโรงเรือนอีกเช่นกัน เลยไม่ร้อนมาก ส่วนมากโฮสต์จะให้ใส่ปุ๋ย ต่อไหลสตอเบอรี่ ตัดกิ่งที่เป็นโรคและเน่า เพราะยังไม่ถึงฤดูเก็บผลผลิต แอบเสียดายนิดนึงที่มาช่วงนี้ แต่ก็ไม่เป็นไรได้เห็นฟาร์มสตอเบอรี่ในอีกมุมนึงแทน ก่ินทำงานเองทุกครั้งโฮสต์จะสาธิตให้ดูก่อนทุกครั้งเลยไม่เป็นปัญหาในการทำงาน และถ้าไม่เข้าใจก็ถามโฮสต์ได้ตลอด

งานอื่นๆที่ต้องทำ อย่างเช่น ตัดวัชพืชให้ต้นสาลี่ที่มีฟาร์มบนเขา ซึ่งบนเขาอากาศดีมาก แต่ด้วยความที่ต้นสาลี่ลูกเยอะเลยทำให้ต้นค่อนข้างเตี้ย วันนั้นเลยปวดหลังไปตามระเบียบ หรือจะเป็นลงแปลงนาตัดวัชพืช ซึ่งทีแรกนี่แยกไม่ได้เลยไหนวัชพืช ไหนต้นข้าว เพราะหน้าตาเหมือนกันมาก ต่างกันแค่ต้นข้าวปลายยอดใบจะตรงแต่วัชพืชจะโค้งงอ

ส่วนงานอื่นๆก็เป็นการพาน้องหมาของโฮสต์ไปเดินเล่น ช่วยโฮสต์เลี้ยงหลาน การช่วยโฮสต์ในการเก็บผ้าใบพลาสติกที่มุงหลังคาเอาไว้ใช้ต่อปีหน้า

สิ่งที่ทำให้แปลกใจอีกอย่างคือ มื้อกลางวันที่นี่ยังคงเป็นสไตล์ญี่ปุ่นจริงๆ ส่วนใหญ่จะเป็นราเมงที่โฮสต์ทำเอง เส้นโซเมงกินกับน้ำซุปตามแบบญี่ปุ่น ที่ไม่มีเนื้อสัตว์ ไข่ หรือผักเลย จริงๆเราไม่ค่อยชอบกินนะเพราะรู้สึกมันมีแต่แป้ง อยากกินผักกับเนื้อสัตว์ครบ 5 หมู่ ซึ่งตอนเย็นจะได้ครบแน่นอน เพราะมื้อเย็นที่นี่จัดเต็มตลอด ทั้งซูชิปลาดิบที่ให้ทำกินเองได้ บางวันก็เป็นสลัด ผัดผัก ปลาทอด บางวันก็เปลี่ยนบรรยากาศ พาไปกินข้าวแกงกะหรี่สไตล์เนปาล หรือร้านอุด้งที่มีชื่อแถวนั้น เราเลยถือว่าเป็นการอดเปรี้ยวไว้กินหวานไป ^^

ถึงแม้ว่าในวันทำงานจะมีทั้งความเหนื่อย ร้อน หรืออยากกินอาหารบางอย่างแต่ไม่ได้กิน แต่สิ่งที่ได้กลับมาเป็นประสบการณ์ในการทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำ ได้เรียนรู้วิถีการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอยู่กับพืชผักปลอดสารพิษ เห็นการใช้ชีวิตที่ประหยัดของคนญี่ปุ่นในการรีไซเคิลของหลายๆอย่างไว้ใช้ซ้ำหลายๆครั้ง ฝึกภาษาไปในตัวด้วย และในวันหยุดก็ยังได้ไปเที่ยวในหลายๆที่ ทั้งไร่ชา งานเทศกาลดอกไม้ไฟ ทำ Workshop งาน Craft สไตล์ญี่ปุ่น ทำให้การทำวูฟครั้งแรกของเราตลอด 2 อาทิตย์ก็ผ่านไปได้ด้วยดี

ถ้าใครที่สนใจอยากลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ อยากเที่ยวญี่ปุ่น หนีควันรถกรุงเทพฯมาสูดอากาศบริสุทธิ์และสัมผัสการใช้ชีวิตแบบสไตล์โฮมสเตย์ของจริง แนะนำให้ลองไปทำวูฟสักครั้งดูนะ แล้วคุณจะได้เห็นอะไรใหม่ๆแน่นอน แค่เลือกโฮสต์ให้ถูกใจตามที่เราต้องการจริงๆแล้วชีวิตการเป็นวูฟจะสนุกแน่นอน อ่อ! แต่ขอเตือนนิดนึงนะคะ สภาพอากาศเป็นปัจจัยสำคัญจริงๆในการทำงานในฟาร์ม เพราะฉะนั้นเลือกช่วงเวลาดีๆตามที่ชอบกันนะคะ จะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไป :)