ย้อนรอยประวัติศาสตร์การเติบโตของกรุงโตเกียว ณ พิพิธภัณฑ์เอโดะ-โตเกียว (Edo-Tokyo Museum) โฉมใหม่
หากมาเยือนโตเกียว จุดหมายหนึ่งที่ไม่ควรพลาดคือ “พิพิธภัณฑ์เอโดะ-โตเกียว” (Edo-Tokyo Museum) แลนด์มาร์กริมแม่น้ำสุมิดะที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของเมืองหลวงแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 1993
ล่าสุด หลังจากปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ไปนานถึง 4 ปี วันนี้พิพิธภัณฑ์พร้อมกลับมาเปิดต้อนรับทุกคนอีกครั้ง จัดเต็มด้วยโซนนิทรรศการใหม่ที่จะพาคุณไปย้อนรอยวิวัฒนาการของมหานครระดับโลก เมืองที่เติบโตและผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั้งการปฏิวัติ ภัยธรรมชาติ และไฟสงคราม
โมเดลจำลองสะพานนิฮงบาชิ (Nihonbashi) ฝั่งเหนือ ตั้งตระหง่านคู่กับโมเดลร้านนาฬิกาฮัตโตริ (Hattori Clock Shop) ภายในพิพิธภัณฑ์เอโดะ-โตเกียวรูปโฉมใหม่ (ภาพโดย Tim Hornyak)
"เอโดะ" มหานครที่เคยมีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "โตเกียว" ในปี 1868 เมื่อจักรพรรดิเมจิทรงทวงคืนอำนาจการปกครองกลับสู่สถาบันจักรพรรดิอีกครั้ง หลังสิ้นสุดยุคโชกุนที่ยาวนานหลายศตวรรษ การปฏิวัติทางการเมืองในครั้งนั้นไม่เพียงแต่เป็นการเริ่มต้นระบอบการปกครองใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย เพื่อให้ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาทัดเทียมกับชาติตะวันตก
เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นค่อนข้างช้าในหน้าประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมยุคศักดินา (ยุคซามูไร) ส่วนใหญ่จึงยังคงหลงเหลือและสมบูรณ์อยู่มาก ประวัติศาสตร์ทั้งสองยุคนี้เองที่เป็นจุดเด่นของโซนเอโดะ (Edo Zone) และโซนโตเกียว (Tokyo Zone) ภายในพิพิธภัณฑ์ โดยทั้งสองโซนจะมาบรรจบกันที่โถงนิทรรศการหลักบนชั้น 5 ซึ่งถูกคั่นด้วยโมเดลจำลองขนาดเท่าของจริงของสะพานนิฮงบาชิ (ฝั่งเหนือ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งจุดเชื่อมต่อและสัญลักษณ์ใจกลางของอาคารแห่งนี้
ซุ้มประตูบริเวณประตูทางเข้าทิศตะวันตกที่ได้แรงบันดาลใจจากเสาโทริอิของศาลเจ้าชินโต พร้อมจอ LED แสดงภาพประวัติศาสตร์โตเกียว บริเวณทางเข้าทิศตะวันตก (ภาพโดย Tim Hornyak)
สำหรับใครที่เคยมาเยือนที่นี่แล้ว อาจรู้สึกว่าตัวอาคารที่เป็นผลงานออกแบบของ คิโยโนริ คิคุทาเกะ (Kiyonori Kikutake) ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก เพราะส่วนใหญ่เน้นไปที่การปรับปรุงระบบสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผู้พิการและผู้สูงอายุ ระบบกันซึม และระบบปรับอากาศ แต่จุดไฮไลต์ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ ทางเดินเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ที่กลายเป็นแนวเสาสีแดงชาด เรียงรายดูคล้ายกับเสาโทริอิของศาลเจ้าญี่ปุ่น บนเสาเหล่านี้มีการติดจอ LED แสดงภาพการ์ตูนเคลื่อนไหวของผู้คนในยุคเอโดะและโตเกียว ซึ่งภาพจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวันและฤดูกาลต่างๆ
นอกจากนี้ เมื่อได้ลองไปยืนอยู่บนสะพานนิฮงบาชิจำลองด้านใน เราก็จะเห็นหน้าจอแบบใหม่ที่ฉายภาพท้องฟ้าและภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นมุมมองที่คนในอดีตเคยเห็นจากสะพานของจริง ก่อนที่จะถูกตึกสูงในปัจจุบันบดบังไป โดยภาพบนจอนี้จะเปลี่ยนสีสันไปตามช่วงเวลาของวันเช่นเดียวกัน
หุ่นจำลองสีสันสดใสจัดแสดงอยู่ภายในโรงละครคาบูกิ "นากามูระ-ซา" (Nakamura-za) จำลอง ซึ่งตอนนี้เปิดให้ผู้เข้าชมสามารถเดินเข้าไปสัมผัสบรรยากาศด้านในได้แล้ว (ภาพโดย Tim Hornyak)
ถัดลงมาจากใต้สะพาน จะเป็นที่ตั้งของนิทรรศการถาวร 2 จุดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ โดยฝั่งซ้ายในโซนเอโดะ คือโรงละครคาบูกิอันวิจิตรตระการตาชื่อว่า “นากามูระ-ซา” (Nakamura-za) ซึ่งตลอดยุคเอโดะยาวนานกว่า 250 ปี ที่นี่คือหนึ่งในสามโรงละครคาบูกิหลักของเมือง ร่วมกับโรงละครโมริตะ-ซา (Morita-za) และอิจิมูระ-ซา (Ichimura-za) โดยโรงละครจำลองขนาดเท่าของจริงนี้ ตอนนี้เปิดให้ผู้เข้าชมสามารถเดินเข้าไปสัมผัสบรรยากาศด้านในได้แล้ว จากที่แต่ก่อนทำได้แค่ยืนมองจากภายนอกเท่านั้น
ส่วนฝั่งขวาตรงข้ามกับโรงละคร คือโมเดลจำลองขนาดความสูง 26 เมตรของร้านนาฬิกาฮัตโตริที่เคยตั้งตระหง่านอยู่ในย่านกินซ่ายุคเมจิ ซึ่งเปิดให้เดินทะลุชมข้างในได้เช่นกัน การเปลี่ยนโมเดลในครั้งนี้มีเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งราวกับเรื่องบังเอิญ เพราะมันมาแทนที่โมเดลตึกสำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์โชยะ (Choya Shimbunsha) ซึ่งเป็นนิทรรศการเดิมของพิพิธภัณฑ์ โดยในประวัติศาสตร์จริงเมื่อปี 1894 ตึกสำนักพิมพ์แห่งนั้นก็เคยถูกดัดแปลงให้กลายมาเป็นร้านนาฬิกาแห่งนี้นั่นเอง
โมเดลจำลองขนาดเท่าของจริงของประตูทางเข้าสวนสนุก "อาซากุสะ ฮานายาชิกิ" (Asakusa Hanayashiki) ยุคต้นทศวรรษ 1900 ซึ่งในอดีตเคยเป็นสถานที่จัดแสดงสัตว์แปลกหายาก รวมถึงเทคโนโลยีสุดล้ำในยุคนั้นอย่างเครื่องเล่นแผ่นเสียงและภาพยนตร์ (ภาพโดย Tim Hornyak)
ไฮไลต์จุดอื่นๆ ที่ปรับปรุงใหม่ ยังมีประตูทางเข้าขนาดเท่าของจริงของสวนสนุก “อาซากุสะ ฮานายาชิกิ” (Asakusa Hanayashiki) ในบรรยากาศยุคต้นปี 1900 และยังมีการจำลองห้องพักของ “โดจุนไก ไดคันยามะ อพาร์ตเมนต์” (Dojunkai Daikanyama Apartments) แฟลตตึกคอนกรีตชื่อดังที่เคยมีคนอาศัยจริงในช่วงปี 1927 ถึง 1996 โดยด้านในห้องจะตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้านที่พาเราย้อนเวลากลับไปสู่ยุคโชวะ (ปี 1926–1989)
นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ยังเติมมุมน่ารักๆ ขนาดย่อมเข้ามาอีกด้วย อย่างในโซนเอโดะ ก็มีการเพิ่มโมเดลร้านค้ารถเข็นริมทาง เพื่อจำลองภาพพ่อค้าแม่ค้าที่คอยเดินเร่ขายของสารพัดสิ่ง ตั้งแต่ดอกไม้ ยาสมุนไพร ไปจนถึงของกินอย่างเทมปุระ แถมยังเปิดบ้านแถวไม้โบราณที่เรียกว่า “นากายะ” (Nagaya) ให้เราเดินเข้าไปดูข้างในได้ด้วย เพื่อให้เห็นว่าคนธรรมดาทั่วไปในยุคเอโดะเขาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเล็กๆที่แสนจะคับแคบกันอย่างไร
รถบัสโดยสารรุ่น Ford TT ปี 1923 รถบัสสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่ และเป็นยานพาหนะคันแรกของประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ (ภาพโดย Tim Hornyak)
กลับมาที่โซนโตเกียว จุดนี้มีนิทรรศการใหม่ที่เป็นพระเอกของงาน นั่นคือ “ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ” ของชาติอย่าง รถบัสโดยสารสาธารณะฟอร์ด รุ่นเอนทาโร่ ทีที (Ford TT type Entaro omnibus) ปี 1923 ซึ่งเป็นรถบัสที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่ โดยปี 1923 นี้ยังเป็นปีเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโตที่เปลี่ยนโฉมหน้าของเมืองหลวงไปตลอดกาล ใกล้ๆ กันนั้น เป็นโซนวิถีชีวิตโตเกียวยุคปัจจุบันที่มีการขยายให้กว้างขึ้นเพื่อเล่าถึงวิถีชีวิตของโตเกียวยุคปัจจุบัน ครอบคลุมทั้งการเข้ามาของสมาร์ตโฟน, เมดคาเฟ่, วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกโตเกียว 2020
นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ยังได้เพิ่มพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการชั่วคราว เพื่อนำของสะสมที่มีมากกว่า 350,000 ชิ้นออกมาให้คนได้ชมกันมากขึ้น (ซึ่งรวมถึงของชิ้นใหม่ๆ อีก 2,411 ชิ้นที่เพิ่งได้มาในปีงบประมาณ 2024 ด้วย) โดยตรงสุดทางของสะพานนิฮงบาชิ จะมีผ้าม่านกั้นประตูสไตล์ญี่ปุ่นโบราณหรือ “โนเรน” (Noren) ผืนใหญ่ คอยต้อนรับผู้เข้าชมสู่โซนใหม่นี้ ซึ่งเปิดตัวด้วยการจัดแสดงชุดเกราะซามูไร 11 ชุดในตู้กระจก ส่วนอีกโซนหนึ่งที่ชื่อว่า “ความงามแห่งเอโดะ” (Beauty of Edo) พิพิธภัณฑ์ได้นำภาพพิมพ์แกะไม้ชุดชื่อดัง “ทัศนียภาพอันเลื่องชื่อทั้ง 100 มุมของเอโดะ” (One Hundred Famous Views of Edo) ผลงานของศิลปินชื่อดัง อุทากาวะ ฮิโรชิเกะ (Utagawa Hiroshige) ในช่วงปี 1797–1858 มาจัดแสดงให้ชมกันแบบครบชุดด้วย
โมเดลจำลองสะพานนิฮงบาชิ ที่ถ่ายทอดรายละเอียดวิถีชีวิตผู้คนยุคเอโดะได้อย่างประณีตและสมจริง (ภาพโดย Tim Hornyak)
อย่างไรก็ตาม ไฮไลต์ที่น่าทึ่งที่สุดบางส่วนของพิพิธภัณฑ์กลับเป็นจุดจัดแสดงเล็กๆที่เราอาจมองข้ามได้ง่าย จุดแรกคือ นิทรรศการที่อธิบาย "ระบบการนับเวลาแบบปรับเปลี่ยนตามฤดูกาลในสมัยเอโดะ" ซึ่งในหนึ่งวันจะถูกแบ่งออกเป็น 12 ช่วงเวลา และตั้งชื่อตามปีนักษัตร โดยความยาวของแต่ละช่วงเวลาจะไม่เท่ากัน แต่จะปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและเวลากลางวันกลางคืน
จุดต่อมาคือ โมเดลจำลอง "โทรทัศน์ริมถนน" (Street Television) ซึ่งก็คือทีวีที่ถูกตั้งไว้บนแท่นสูง 3 เมตรตามนอกสถานีรถไฟและพื้นที่สาธารณะในช่วงทศวรรษ 1950 ซึ่งเป็นยุคแรกเริ่มของการแพร่ภาพกระจายเสียง ตอนนั้นทีวียังมีราคาแพงเกินกว่าที่ชาวโตเกียวทั่วไปจะซื้อไหว เพราะทุกคนยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูเมืองหลังจากเมืองหลวงส่วนใหญ่ถูกทำลายจากการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ ยังมีโมเดลย่อส่วนของสะพานนิฮงบาชิ, ย่านกินซ่า, และคฤหาสน์ของไดเมียว (เจ้าเมืองโบราณ) ที่เก็บรายละเอียดหุ่นจำลองตัวจิ๋วได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้เราเห็นภาพวิถีชีวิตประจำวันของคนยุคเอโดะและโตเกียวในศตวรรษที่ 19 ได้ชัดเจนที่สุด
แม้การกลับมาเปิดตัวหลังปิดปรับปรุงไป 4 ปี อาจไม่ได้มีนิทรรศการใหม่เพิ่มขึ้นมามากมายอย่างที่คาดหวัง แต่ในวันนี้ พิพิธภัณฑ์เอโดะ-โตเกียว พร้อมยิ่งกว่าเดิมที่จะบอกเล่าเรื่องราวอันน่าทึ่งของมหานครที่ไม่เคยหยุดนิ่งแห่งนี้ จากเมืองหลวงที่ครั้งหนึ่ง...เคยเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงอันเงียบสงบ
Edo-Tokyo Museum
ที่อยู่ : 1-4-1 Yokoami, Sumida-ku, Tokyo 130-0015
เบอร์โทรศัพท์ : +81-3-3626-9974