All About Japan

แนะนำที่เที่ยวที่เป็น "ที่สุดในโลก" ในญี่ปุ่น

| พิพิธภัณฑ์ , สะพาน
แนะนำที่เที่ยวที่เป็น "ที่สุดในโลก" ในญี่ปุ่น

แหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศญี่ปุ่นถือว่ามีความหลากหลายและน่าสนใจมากมาย สำหรับสถานที่ที่จะแนะนำในครั้งนี้ก็จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นหนึ่งเดียวในโลกหรือเป็นที่สุดในโลกที่มีความแปลกใหม่ น่าสนใจ นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมทั่วไป โดยได้คัดเลือกความเป็นที่สุด 5 อย่างกับสถานที่ท่องเที่ยวมาแนะนำดังต่อไปนี้

1. สะพานอาคาชิไคเคียว (Akashi-Kaikyo Bridge) สะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก

สะพานอาคาชิไคเคียว (Akashi-Kaikyo Bridge) หรือสะพานไข่มุก คือสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลกโดยมีความยาวทั้งหมดรวม 3,991 เมตร ความยาวช่วงกลางสะพาน 1,991 เมตร ความสูงของหอคอยสะพานประมาณ 300 เมตร ประกอบด้วยถนน 6 เลน เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1998 เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างเมืองโกเบ (Kobe) และเกาะอาวาจิ (Awaji Island) ในจังหวัดเฮียวโกะ (Hyogo) ที่ช่องแคบอะกาชิ (Akashi Strait) เข้าด้วยกันและยังเป็นเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อเกาะฮอนชูกับเกาะชิโกกุให้เดินทางสะดวกสบายมากขึ้นผ่านทางด่วนโกเบ-อาวาจินารุโตะ (Kobe-Awaji-Naruto Expressway) ไปยังจังหวัดโทคุชิมะ (Tokushima) ในภูมิภาคชิโกกุ (Shikoku) ด้วย

สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ : ชมบรรยากาศรอบๆ สะพานอาคาชิไคเคียว (Akashi-Kaikyo Bridge), จังหวัดเฮียวโกะ (Hyogo)

ที่บริเวณสะพานอาคาชิไคเคียวมีจุดท่องเที่ยวและชมทิวทัศน์ของสะพานที่น่าสนใจ เช่น Maiko Marine Promenade หรือทางเดินสำหรับชมวิวบนความสูงประมาณ 47 เมตรจากระดับน้ำทะเล และมีทางเดินความยาวประมาณ 317 เมตร ยื่นออกไปสู่ช่องแคบอาคาชิ ไฮไลท์คือพื้นทางเดินบางส่วนเป็นกระจกใสจึงเห็นคลื่นทะเลได้อย่างชัดเจน หรือถ้าต้องการเรียนรู้เรื่องราวการก่อสร้างสะพานก็จะมีศูนย์จัดแสดงแบบจำลองของสะพานอาคาชิไคเคียว (Akashi Kaikyo Bridge Exhibition Center) ที่ภายในมีการนำเสนอเรื่องราวเทคโนโลยีการเชื่อมโยงสร้างสะพานระดับสูงที่สุดในโลกและการสร้างสะพานอาคาชิไคเคียวมาไว้ให้ได้เรียนรู้ผ่านนิทรรศการจำลอง จากนั้นก็ไปเดินเล่นชมวิวต่อที่สวนไมโกะ (Maiko Park) สวนสาธารณะบริเวณใต้สะพานฝั่งโกเบที่เหมาะกับการพักผ่อนสบายๆ โดยเฉพาะในช่วงค่ำสามารถชมการเปิดไฟประดับสะพานอาคาชิไคเคียวได้ด้วย

เวลาทำการ :
ศูนย์จัดแสดงแบบจำลองของสะพานอาคาชิไคเคียว (Akashi Kaikyo Bridge Exhibition Center) 09.30-17.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)
Maiko Marine Promenade 09.00-18.00 น. (หยุดวันอังคารของสัปดาห์ที่ 2 ของทุกเดือน)
(หมายเหตุ เวลาทำการข้างต้นเป็นเวลาในปีปกติ หลังจากปี 2020 อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากอิทธิพลของ COVID-19)
ค่าเข้าชม :
ศูนย์จัดแสดงแบบจำลองของสะพานอาคาชิไคเคียว (Akashi Kaikyo Bridge Exhibition Center) ราคา 310 เยน
Maiko Marine Promenade ราคา 250 เยน (วันเสาร์-อาทิตย์ และหยุดราชการ 310 เยน)

การเดินทาง : โดยสารรถไฟ Sanyo Electric Railway ไปลงสถานีไมโกะโคเอน (Maiko-koen Staion) และเดินอีกประมาณ 5 นาที

2. โตโยต้า (Toyota) แบรนด์รถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

โตโยต้า (Toyota) คือแบรนด์รถยนต์ของประเทศญี่ปุ่นที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะในประเทศไทยรถยนต์โตโยต้าก็ทำยอดขายอันดับ 1 ติดต่อกันมาหลายปี โตโยต้าได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกก่อตั้งโดย คิอิจิโร โทโยดะ ในปี ค.ศ. 1937 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองโทโยตะ (Toyota) จังหวัดไอจิ (Aichi) ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมาโตโยต้ากลายเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยจากวัดตามจำนวนคันที่ผลิตซึ่งในปีนั้นโตโยต้ารายงานว่าได้ผลิตรถยนต์คันที่ 200 ล้านนับแต่ก่อตั้งบริษัท ถือว่าเป็นบริษัทแรกของโลกที่มีกำลังการผลิตรถยนต์เกิน 10 ล้านคัน/ปี และโตโยต้าก็ยังมีรายได้จากผลประกอบการมากที่สุดในญี่ปุ่นด้วย สำหรับรถยนต์ที่ผลิตโดยโตโยต้าก็มีหลากหลายประเภท อาทิ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล, รถมินิบัส, รถบรรทุก เป็นต้น สำหรับใครที่สนใจประวัติความเป็นมาของโตโยต้าก็สามารถไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวของโตโยต้าในหลายๆ แง่มุมที่จังหวัดไอจิได้

สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ : พิพิธภัณฑ์รถยนต์โตโยต้า (Toyota Automobile Museum), จังหวัดไอจิ (Aichi)

พิพิธภัณฑ์รถยนต์โตโยต้า (Toyota Automobile Museum) คือส่วนหนึ่งของการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เนื่องในโอกาสวันครบรอบ 50 ปี โตโยต้าและเฉลิมฉลอง100ปีของประวัติศาสตร์รถยนต์เชื้อเพลิงน้ำมัน เมื่อปี ค.ศ. 1989 จุดเด่นคือทางเข้ารูปตัว T สีแดงโดดเด่นเป็นสง่า ภายในมีการจัดแสดงเรื่องราวประวัติความเป็นมาทั้งของรถยนต์โตโยต้าและรถยนต์รอบโลก โดยแบ่งพื้นที่เป็น 2 อาคารหลักๆ อาคารหลังแรกหรือเมนฮอลล์จะเป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศกาลกำเนิดรถยนต์ในเชิงประวัติศาสตร์กับวัฒนธรรมตลอดจนวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีของรถยนต์ สำหรับอาคารอีกหลังหรือเรียกว่าอาคารใหม่ก็จะเน้นการจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์รถยนต์ในญี่ปุ่นโดยเฉพาะโตโยต้า นอกจากนี้ก็ยังมีการจัดนิทรรศการพิเศษในแต่ละช่วงเวลารวมถึงอีเวนท์ต่างๆ ตลอดปี อาทิ เทศกาลแสดงรถยนต์วินเทจ มีห้องสมุดหนังสือภาพยานพาหนะในยุคสมัยต่างๆ เป็นต้น

เวลาทำการ : 09.30-17.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)
(หมายเหตุ เวลาทำการข้างต้นเป็นเวลาในปีปกติ หลังจากปี 2020 อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากอิทธิพลของ COVID-19)
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 1,200 เยน, เด็กประถม 400 เยน, เด็กมัธยม 600 เยน, ผู้สูงอายุ (65 ปี ขึ้นไป) 700 เยน

การเดินทาง : จากสถานีนาโกย่า (Nagoya) ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Higashiyama Line ไปลงสถานีฟูจิกะโอกะ (Fujigaoka Station) แล้วเปลี่ยนสายมาขึ้นรถไฟลอยฟ้า Linimo เพื่อไปลงยังสถานีเกอิไดโดริ (Geidai-dori Station) เดินต่ออีกประมาณ 5 นาทีถึงพิพิธภัณฑ์

3. อาโอโมริ (Aomori) หนึ่งในเมืองที่หิมะตกหนักที่สุดในโลก

อาโอโมริ (Aomori) คือจังหวัดหนึ่งของภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของเกาะฮอนชู ด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ซึ่งอยู่ในเขตมหาสมุทรกับความสูงของภูเขาและความใกล้ชิดกับอากาศเย็นจากเอเชียตะวันออกเฉียงเหนืออีกทั้งยังหันหน้าไปทางฮอกไกโด (Hokkaido) โดยมีช่องแคบสึการุ (Tsugaru) คั่นกลาง และภูเขาโออุ (Mt.Ou) ที่พาดผ่านจากทางเหนือจรดใต้ ซึ่งส่งผลให้เกิดภูมิอากาศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างฝั่งตะวันออกกับตะวันตก ทำให้มีปริมาณหิมะตกมากในทะเลฝั่งประเทศญี่ปุ่นรวมถึงพื้นที่จังหวัดอาโอโมริ ในฤดูหนาวของแต่ละปีจะมีปริมาณหิมะตกทับถมสูงเฉลี่ยราวๆ 8 เมตร (อ้างอิงจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น) และเป็นหนึ่งในเมืองที่หิมะตกหนักที่สุดในโลก (อ้างอิง AccuWeather) ดังนั้นหากจะไปเที่ยวอาโอโมริเพราะอยากเจอหิมะช่วงฤดูหนาวก็จะมีงานเทศกาลหิมะที่จัดขึ้นให้ได้เที่ยวชมและมีโอกาสได้สัมผัสกับหิมะอย่างแน่นอน

สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ : ภูเขาฮักโกดะ (Mt.Hakkoda) , จังหวัดอาโอโมริ (Aomori)

ภูเขาฮักโกดะ (Mt.Hakkoda) มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลราวๆ 1,585 เมตร ถือเป็นจุดที่มีหิมะตกทับถมหนักแห่งหนึ่งในอาโอโมริ (Aomori) และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในฤดูหนาวที่มีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจมากมายโดยเฉพาะเทศกาลหิมะและการชมปีศาจหิมะ (Ice Monster หรือจุเฮียว Juhyo) ซึ่งก็คือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากหิมะตกหนักทับถมใส่ต้นสนบนภูเขาแห่งนี้จนทำให้มองดูคล้ายปีศาจ สำหรับใครที่ชอบอากาศหนาวและหิมะถ้ามีโอกาสมาเยือนที่นี่สักครั้งในบางวันก็จะได้สัมผัสอุณหภูมิบนยอดเขาอยู่ที่ -20 องศาเซลเซียส โดยการไปชมวิวปีศาจหิมะ บนยอดเขาฮักโกดะจะต้องนั่งกระเช้าโรปเวย์ขึ้นไป ระหว่างที่เดินทางก็จะมีหิมะโปรยปรายท่ามกลางทิวทัศน์ธรรมชาติให้ได้ชื่นชมอีกด้วย

เวลาทำการของโรปเวย์ :
เดือนมีนาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน 09.00-16.20 น.
กลางเดือนพฤศจิกายน – ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 09.00-15.40 น.
(หมายเหตุ เวลาทำการข้างต้นเป็นเวลาในปีปกติ หลังจากปี 2020 อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากอิทธิพลของ COVID-19)
ค่าใช้จ่ายโรปเวย์: ไป-กลับ: ผู้ใหญ่ 2,000 เยน / เด็ก 700 เยน

การเดินทาง : จากสถานีอาโอโมริ (JR Aomori Station) นั่งรถบัส JR Bus ไปได้ถึงสถานีกระเช้าฮักโกะ (Hakkoda Ropeway Station) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

4. Steel Dragon 2000 รถไฟเหาะระยะทางยาวที่สุดในโลก

ญี่ปุ่นมีสวนสนุกหลายแห่งและมีรถไฟเหาะที่ได้รับความสนใจระดับโลกในหลายๆ สวนสนุกด้วยเช่นกัน สำหรับรถไฟเหาะสตีลดรากอน 2000 (Steel Dragon 2000) ในสวนสนุกนากาชิมะ สปา แลนด์ (Nagashima Spa Land) จังหวัดมิเอะ (Mie) ก็เป็นรถไฟเหาะระดับแนวหน้าของโลกที่ได้รับการรับรองจากกินเนสบุ๊ค (Guinness Book of World Records) ให้เป็นรถไฟเหาะที่ยาวที่สุดในโลกกับระยะทางยาวทั้งหมด 2,479 เมตร อีกทั้งรถไฟเหาะนี้จะมีการไต่ระดับขึ้นไปสู่ความสูงที่สุดถึง 97 เมตรและทิ้งดิ่งลงมา 68 องศา ใช้เวลา 5 นาทีต่อหนึ่งรอบ อีกทั้งรถไฟเหาะรุ่นล่าสุดในปัจจุบันจะมีลักษณะที่นั่งติดกับตัวรถโดยไม่มีอะไรมากั้นไว้ สามารถยืดแขนยืดขาสัมผัสกับความรู้สึกอิสระขณะนั่งรถไฟเหาะได้อย่างเต็มที่เลยทีเดียว

สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ : นากาชิมะ สปา แลนด์ (Nagashima Spa Land), จังหวัดมิเอะ (Mie)

นากาชิมะ สปา แลนด์ (Nagashima Spa Land) คือสวนสนุกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเมืองคุวานะ (Kuwana) จังหวัดมิเอะ (Mie) สามารถเดินทางจากนาโกย่าได้อย่างสะดวก จุดเด่นของที่นี่คือเครื่องเล่นมากมายหลายประเภท นอกจากรถไฟเหาะสตีลดรากอน 2000 (Steel Dragon 2000) ที่ได้กล่าวถึงไปในฐานะรถไฟเหาะระยะทางยาวที่สุดในโลก ก็ยังมีเครื่องเล่นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น อะโครแบท (Acrobat) รถไฟเหาะฟลายอิ้งโคสเตอร์แห่งแรกในญี่ปุ่น, พรมเหาะ (Flying carpet), จานร่อน (Frisbee), สระว่ายน้ำจัมโบ้ขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น, คิดส์ทาวน์ (Kids Town) ซึ่งเป็นโซนเครื่องเล่นสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีบริการร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขนม ตลอดจนร้านขายของที่ระลึกต่างๆ อีกด้วย


เวลาทำการ : 09.30-17.00 น.
(หมายเหตุ เวลาทำการข้างต้นเป็นเวลาในปีปกติ หลังจากปี 2020 อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากอิทธิพลของ COVID-19)
ค่าเข้าชม :
บัตรผ่านประตูเข้าสวนสนุก ผู้ใหญ่ 1,600 เยน, เด็กประถม 1,000 เยน, เด็กเล็ก 500 เยน
บัตรเครื่องเล่นรถไฟเหาะ Steel Dragon 2000 ราคา 1,000 เยน

การเดินทาง : จากสถานีนาโกย่า (Nagoya Station) เดินไปขึ้นรถประจำทางที่ Meitetsu Bus Center โดยสารรถ Mie Kotsu Bus ไปลงที่ป้าย Nagashima Onsen ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วเดินอีก 3 นาที

5. บราเธอร์เอิร์ท (Brother Earth) ท้องฟ้าจำลองใหญ่ที่สุดในโลก

บราเธอร์เอิร์ท (Brother Earth) คือชื่อของท้องฟ้าจำลองในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เมืองนาโกย่า (Nagoya City Science Museum) จังหวัดไอจิ (Aichi) ลักษณะเป็นท้องฟ้าจำลองทรงโดมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางด้านใน 35 เมตร ซึ่งได้รับการรับรองจากกินเนสบุ๊ค (Guinness Book of World Records) ให้เป็นท้องฟ้าจำลองที่ใหญ่ที่สุดโลก ภายในท้องฟ้าจำลองประกอบด้วย UNIVERSARIUM Model IX สำหรับผู้ชม 350 ที่นั่งและมีการแสดงเทคโนโลยีแสง สี เสียง เรื่องราวของโลกและอวกาศ เช่นโมเดลดาวเทียม โมเดลเครื่องบิน รวมถึงการบรรยายเกี่ยวกับระบบสุริยะจักรวาล ดาราศาสตร์และท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับสมจริงมากที่สุดแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังมีการจัดแสดงในธีมต่างๆ ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงฤดูกาลด้วย

สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ : พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เมืองนาโกย่า (Nagoya City Science Museum) ,จังหวัดไอจิ (Aichi)

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เมืองนาโกย่า (Nagoya City Science Musesum) ตั้งอยู่ในพื้นที่สวนสาธารณะชิราคะวะ (Shirakawa Park) ใจกลางเมืองนาโกย่า ที่นี่ไม่ได้มีแค่ท้องฟ้าจำลองบราเธอร์เอิร์ท (Brother Earth) เท่านั้น แต่ยังมีโซนความรู้ด้านวิทยาศาสตร์แขนงอื่นที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง โดยแบ่งออกเป็น 3 อาคารหลัก ได้แก่ อาคารวิทยาศาสตร์ชีวิต อาคารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และท้องฟ้าจำลอง สำหรับอาคารวิทยาศาสตร์ชีวิตก็จะเป็นการจัดแสดงเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับเซลล์ อวัยวะ สิ่งมีชีวิตในชั้นบรรยากาศ และซากฟอสซิลไดโนเสาร์ เป็นต้น ในส่วนของอาคารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็จะมีการจัดแสดงพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่เน้นประสบการณ์เรียนรู้จากการปฏิบัติในห้องทดลองด้วยตัวเอง เกิดการมีส่วนร่วมที่ทำให้รู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินและได้ความรู้ไปพร้อมๆ กัน เช่น ห้องทดลองการปล่อยกระแสไฟฟ้า, ห้องแลปห้องแลปทดลองหนาวสุดขั้วกับอุณหภูมิ -30 องศาเซลเซียส ที่ได้รับความนิยมมาก เหล่านี้เป็นต้น

เวลาทำการ : 09.30-17.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)
(หมายเหตุ เวลาทำการข้างต้นเป็นเวลาในปีปกติ หลังจากปี 2020 อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากอิทธิพลของ COVID-19)
ค่าเข้าชม : ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์รวมตั๋วชมท้องฟ้าจำลอง ผู้ใหญ่ 800 เยน, เด็ก 500 เยน

การเดินทาง : ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินสาย Higashiyama Line หรือ Tsurumai Subway Line ไปลงที่สถานีฟูชิมิ (Fushimi Station) แล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 5 นาที

ผู้เขียน: หนึ่ง
นักอ่านและนักเขียนที่ชอบการเดินทางไปในที่ต่างๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่น รักการดูอนิเมะญี่ปุ่นเป็นชีวิตจิตใจ :)