เบื้องหลังอุลตร้าแมน... ย่อมต้องมี "อุลตร้าวูแมน" เคียงข้างเสมอ
อากิโกะ ฟูจิ (Akiko Fuji) เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารแห่ง หน่วยวิทยะ (Science Patrol)
ในซีรีส์ระดับตำนานแห่งยุค 60s อย่าง Ultraman (ยอดมนุษย์อุลตร้าแมน) ฮิโรโกะ ซากุไร คือผู้รับบทอากิโกะ ฟูจิ นางเอกคนแรกผู้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับฮีโร่ร่างยักษ์ และเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของซีรีส์ชุดนี้ เธอได้ร่วมพูดคุยในบทสัมภาษณ์สุดพิเศษกับ แมตต์ อัลต์ (Matt Alt) แฟนพันธุ์แท้ระดับเดนตาย เพื่อบอกเล่าความทรงจำตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว เบื้องหลังการทำงานร่วมกับทีมผู้สร้างสรรค์ ตลอดจนการรับมือกับชื่อเสียงอันล้นหลามจากผลงานระดับปรากฏการณ์ที่ปฏิวัติวงการทีวีไปตลอดกาล
เขียนโดย: แมตต์ อัลต์ (Matt Alt)
วันที่ 10 กรกฎาคมนี้ ถือเป็นวันครบรอบ 60 ปี ของซีรีส์ไซไฟในตำนานปี 1966 อย่าง Ultraman ตัวแทนของซูเปอร์ฮีโร่สายพันธุ์ใหม่ ที่ไม่ใช่แค่มีพลังพิเศษเท่านั้น แต่มาในไซส์ยักษ์เพื่อต่อสู้ฟาดฟันกับเหล่าสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์แต่ละตอนได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แม้เริ่มแรกทีมงานจะตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ให้เป็นเสมือนซีรีส์เกรดพรีเมียมสำหรับเด็กๆ ชาวญี่ปุ่น แต่ไม่นานซีรี่ส์ก็ไปเตะตาผู้จัดจำหน่ายจากต่างประเทศทั่วโลก กลายเป็นความสำเร็จบนเวทีสากลยุคบุกเบิกของป๊อปคัลเจอร์ญี่ปุ่น ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ เนื้อเรื่องที่ดึงดูดใจ และสัตว์ประหลาดสุดล้ำเหนือจินตนาการ ทำให้เด็กๆ ยุคนั้นตื่นตาตื่นใจแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และยังเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้สร้างสรรค์ผลงานในรุ่นต่อๆ มาอีกด้วย เรียกได้ว่า ถ้าไม่มีอุลตร้าแมนในวันนั้น ก็คงไม่มีพาวเวอร์เรนเจอร์ (Power Rangers) หรือโปเกมอน (Pokémon) ที่โด่งดังในวันนี้
เมื่อเสียงดนตรีเปิดตัวของ Ultraman ดังขึ้น เด็กๆ ก็รู้เลยว่าความสนุกระดับพรีเมียมกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว และโลโก้หมุนวนแบบไซเคเดลิกสุดล้ำ (ที่ใช้เทคนิคเล่นย้อนกลับภาพการกวนสีในถัง) คลอไปกับเสียงริฟฟ์กีตาร์สุดมันส์และภาพกระดาษตัดรูปฮีโร่กับคู่ปรับตลอดกาล ก่อนจะเปิดตัวสมาชิกทั้ง 5 ของหน่วยวิทยะในชุดสูทและเนคไทสีส้มสดใสคล้าย "มนุษย์เงินเดือนอวกาศ" ซึ่งเป็นลุคที่สมบูรณ์พร้อมต่อการออกไปเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากนอกโลก หลังจากนั้นก็เป็นฉากยิงเลเซอร์และระเบิดตูมตาม ปิดท้ายด้วยการสู้กับสัตว์ประหลาดยักษ์ แม้เวลาจะผ่านไป 60 ปี และภาพอาจจะดูเก่าวินเทจไปบ้าง แต่อุลตร้าแมนไม่เคยเสื่อมคลายความขลังเลย เรียกได้ว่าตัวซีรีส์ยังมีความน่าหลงใหลและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง
ช่วงพักจากการสู้รบกับสัตว์ประหลาด ณ ฐานบัญชาการหน่วยวิทยะ โดยมีฮิโรโกะ ซากุไร ผู้รับบทเป็น ฟูจิ อากิโกะ อยู่กลางภาพ
ซีรีส์เรื่องนี้เป็นผลงานสร้างสรรค์จากมันสมองของเอจิ สึบูรายะ (Eiji Tsuburaya) ผู้กำกับเทคนิคพิเศษผู้เนรมิตชีวิตให้กับก๊อดซิลล่า (Godzilla) ในภาพยนตร์ระดับขึ้นหิ้งปี 1954 ของผู้กำกับอิโนชิโระ ฮอนดะ (Inoshiro Honda) ก่อนที่เขาจะเดินหน้าสร้างสรรค์สัตว์ประหลาดชื่อดังอีกมากมาย เช่น ม็อธร่า (Mothra), โรแดน (Rodan) และคิงกิโดร่า (King Ghidorah) ให้กับสตูดิโอโตโฮ (Toho) ต่อมาในปี 1963 เขาได้ก่อตั้งบริษัทที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อสึบูรายะ โปรดักชันส์ (Tsuburaya Productions) โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเทคนิคพิเศษมาสู่จอแก้ว ผลงานแรกของเขาคือ Ultra Q ที่เล่าเรื่องราวของทีมสืบสวน 3 คนที่คอยตามล่าปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ก่อนที่ Ultraman จะยกระดับความมันส์ขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเปลี่ยนให้ฉากไคลแมกซ์ของทุกตอนเป็นการต่อสู้สุดอลังการระหว่างฮีโร่ร่างยักษ์และสัตว์ประหลาดไคจูขนาดมหึมา สูตรสำเร็จนี้ได้จุดกระแสความคลั่งไคล้สัตว์ประหลาดไคจูให้สะพัดไปทั่วญี่ปุ่นและลามไปทั่วโลก ซึ่งจะว่าไปแล้วกระแสนี้ไม่เคยเลือนหายไปเลย เพราะสัตว์ประหลาดทั้งขนาดไซส์ยักษ์และไซส์พกพายังคงเป็นเสาหลักในป๊อปคัลเจอร์ญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้
และเพื่อเป็นการร่วมฉลองครบรอบ 60 ปีของซีรีส์ชุดนี้ ทางสึบูรายะ โปรดักชันส์ได้ปล่อยภาพยนตร์สารคดีเรื่อง The Origin of Ultraman ออกมา โดยมีเหล่าคนดังในวงการสร้างสรรค์ระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นกีเยร์โม เดล โตโร (Guillermo Del Toro), นิโคลัส วินดิง เรฟน์ (Nicolas Winding Refn) และฮิเดโอะ โคจิมะ (Hideo Kojima) มาร่วมถ่ายทอดความรู้สึกและเผยถึงอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ที่ซีรีส์เรื่องนี้รวมถึงผู้สร้างอย่างเอจิ สึบูรายะมีต่อชีวิตและเส้นทางอาชีพของพวกเขา
อุลตร้าแมนในท่าเตรียมปล่อย "ลำแสงสเปเซียม" (Spacium Beam) ท่าไม้ตายประจำตัวสุดไอคอนิก
ผู้เขียนเข้าใจความรู้สึกนั้นเป็นอย่างดี เพราะ Ultraman รวมถึงผลงานป๊อปคัลเจอร์ยอดฮิตอีกหลายเรื่องของญี่ปุ่น คือแรงผลักดันที่ทำให้ผู้เขียนเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยวัยรุ่น จนกระทั่งได้มาใช้ชีวิตและสร้างเส้นทางอาชีพของตัวเองที่ญี่ปุ่นในการทำงานด้านการแปล การเขียน และการออกเดินทางค้นหาเรื่องราวต่าง ๆ ผู้เขียนมีโอกาสได้พบกับฮีโร่ในวัยเด็กหลายต่อหลายคน แต่หนึ่งในความผูกพันที่ประทับใจที่สุดคือการได้รู้จักกับนักแสดงหญิงฮิโรโกะ ซากุไรผู้รับบทเป็นอากิโกะ ฟูจิ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารประจำหน่วยวิทยะ เราได้รับการแนะนำให้รู้จักกันผ่านเพื่อนสนิทคนหนึ่งเมื่อราว ๆ ยี่สิบปีก่อน และได้โคจรมาพบกันอีกหลายครั้งหลังจากนั้น ทว่านี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนมีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับเธอแบบเป็นทางการเพื่อบันทึกเทปสัมภาษณ์
เรานัดพบกันที่สำนักงานใหญ่ของสึบูรายะ โปรดักชันส์ ซึ่งตั้งอยู่บนตึกระฟ้าถัดจากเนินโดเกนซากะย่านชิบูยะไปเล็กน้อย เธอปรากฏตัวในลุคที่พร้อมลุยเต็มที่ด้วยเสื้อสูทเบลเซอร์สวมทับเสื้อยืดลาย Ultraman และประดับเข็มกลัดตราสัญลักษณ์รูปดาวตกของหน่วยวิทยะจำลองไว้ที่ปกเสื้อ ด้วยพลังงานอันล้นเหลือและความกระตือรือร้นที่ฉายชัด พร้อมกับอารมณ์ขันและไหวพริบยามที่เธอพูดคุย ทำให้ผมเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมเธอถึงได้รับเลือกให้เป็นนางเอกของซีรีส์เรื่องนี้ในปี 1966 และแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอเพิ่งจะมีอายุครบ 80 ปี (สู่วัยแปดสิบ) ไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้เอง
เอจิ สึบูรายะ บิดาแห่งวงการเทคนิคพิเศษ ขณะกำลังกำกับการแสดงในกองถ่าย
ถาม: ซีรีส์ Ultraman เริ่มเปิดกล้องถ่ายทำตั้งแต่ตอนที่ Ultra Q ยังกำลังออกอากาศอยู่ และได้ลงจอฉายทันทีหลังจากที่เรื่องนั้นจบลง คุณเข้ามามีส่วนร่วมกับโปรเจกต์นี้ได้อย่างไรครับ?
ตอบ: ตอนนั้นพวกเราถ่ายทำ Ultra Q ไปได้ราว ๆ สองในสามของเรื่องแล้วค่ะ จู่ ๆ คุณฮาจิเมะ สึบูรายะ (ลูกชายของคุณเอจิ สึบูรายะ) ก็เดินมาบอกฉันว่า "เรากำลังจะถ่ายซีรีส์ภาคแยกเรื่องใหม่นะ และเธอต้องแสดงเรื่องนี้ด้วย" ฉันก็ตอบไปแค่ว่า "ตกลงค่ะ" แล้วเรื่องก็มีแค่นั้นเลย (หัวเราะ) แม้ว่าทีมงานเบื้องหลังจะเป็นชุดเดิมทั้งหมด แต่ทีมนักแสดงเปลี่ยนใหม่หมดเลยค่ะ ตอนแรกฉันเลยรู้สึกเกร็ง ๆ อยู่เหมือนกัน ซึ่งคุณชิน คุโรเบะ (ผู้รับบท "ฮายาตะ" พระเอกของเรื่อง) ก็เกร็งไม่แพ้กันเลยค่ะ แต่ไม่นานพวกเราก็เริ่มผ่อนคลายและปรับตัวจนทำงานร่วมกันเป็นทีมได้อย่างราบรื่นค่ะ
ถาม: ในตอนนั้น ทีมนักแสดงพอจะรู้สึกหรือสังเกตเห็นสัญญาณอะไรบ้างไหมครับว่า ซีรีส์เรื่องนี้จะกลายเป็นผลงานที่โด่งดังขนาดนี้?
ตอบ: พวกเราไม่มีความคิดนั้นในหัวเลยค่ะว่ามันจะดังขนาดนี้ (หัวเราะ) ความจริงแล้วช่วงแรกๆ ค่อนข้างจะวุ่นวายและขลุกขลักมากด้วยซ้ำ เพราะโครงเรื่องและการเล่าเรื่องทั้งหมดมันเปลี่ยนไปจากตอนทำ Ultra Q แบบคนละเรื่องเลย คราวนี้เราต้องมีสัตว์ประหลาดไคจู โผล่มาในทุกๆ ตอนเลยจริงๆ ซึ่งมันหนักหนาสำหรับพวกเรามาก เพราะทั้งวิธีการเล่าเรื่อง เนื้อหา สไตล์การแสดง ไปจนถึงมุมกล้องและการถ่ายทำ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยค่ะ ตอนนั้นพวกเราถึงกับกังวลกันด้วยซ้ำว่าซีรีส์เรื่องนี้จะได้มีโอกาสออกอากาศจริงๆ หรือเปล่า แต่สุดท้ายพวกเราทุกคนก็หันมาจับมือร่วมแรงร่วมใจกัน เพื่อทำมันออกมาให้ดีที่สุดค่ะ
ถาม: การที่ตัวซีรีส์เน้นไปที่การเปิดตัวสัตว์ประหลาดไคจูตัวใหม่ในทุกสัปดาห์ ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสความคลั่งไคล้อสุรกายเหล่านี้อย่างถล่มทลายเลยนะครับ...
ตอบ: สำหรับพวกเราเหล่านักแสดงแล้ว ไม่มีใครคาดคิดถึงเรื่องนี้เลยจริงๆ ค่ะ แต่เรื่องนั้นนั่นแหละค่ะคือสิ่งที่คุณเอจิ สึบูรายะตั้งใจและอยากจะทำให้ออกมาเป็นจริง ส่วนพวกเราในตอนนั้นก็แค่ก้มหน้าก้มตาตั้งใจทำงานและลุยถ่ายทำซีรีส์เรื่องใหม่นี้กันอย่างเต็มที่เท่านั้นเองค่ะ
ถาม: แล้วเริ่มมีจุดไหนหรือตอนไหนบ้างครับ ที่ทีมนักแสดงเริ่มรู้สึกได้ว่าซีรีส์เรื่องนี้ได้กลายเป็นผลงานที่ฮิตระดับปรากฏการณ์ไปแล้ว?
ตอบ: ถึงแม้ว่าตอนนั้น Ultra Q จะทำเรตติ้งได้สูงถล่มทลายมาก แต่พวกเราก็ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จักอยู่ดีค่ะ (หัวเราะ) เอาจริงๆ นะคะ ฉันรู้สึกว่าทุกวันนี้ตัวเองมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากกว่าในยุคนั้นเสียอีกค่ะ!
ถาม: แทบไม่อยากเชื่อเลยนะครับ เพราะกระแสซีรีส์และภาพยนตร์สัตว์ประหลาดในยุคนั้นโด่งดังมากเสียจนมีคนเห็นแม้กระทั่งเจ้าฟ้าชายพระองค์น้อย (มกุฎราชกุมารในขณะนั้น) ทรงเลือกซื้อหนังสือคู่มือไคจูด้วยพระองค์เองเลยทีเดียว ในตอนนั้นคุณพอจะทราบเรื่องนี้บ้างไหมครับ?
ตอบ: ถ้าดูจากช่วงพระชนมายุแล้ว ฉันคิดว่าพระองค์น่าจะเป็นแฟนตัวยงของเรื่อง Ultraseven (ยอดมนุษย์อุลตร้าเซเว่น) ซีรีส์ภาคต่อในปี 1967 มากกว่าค่ะ พอพระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาขึ้น ก็ทรงเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยกาคุชูอิน (Gakushuin University) ซึ่งที่นั่นมีตึกชื่อดังรูปทรงปิรามิดที่เคยถูกใช้เป็นฉากถ่ายทำในเรื่อง Ultraseven ด้วยค่ะ จริงๆ แล้วตอนที่ตึกนั้นถูกทุบทำลายลงในปี 2008 ทางมหาวิทยาลัยได้จัดพิธีรำลึกถึงประวัติศาสตร์ของตึกนี้ขึ้นมา ซึ่งมกุฎราชกุมาร (ซึ่งก็คือสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบันของญี่ปุ่น) ได้เสด็จมาทรงร่วมพูดคุย และพวกเราสองสามคนจากค่ายสึบูรายะก็ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมงานในครั้งนั้นด้วยค่ะ พวกเราได้ทูลเกล้าฯ ถวายแบบจำลอง "อุลตร้าอาย" (Ultra Eye - อุปกรณ์แปลงร่างของอุลตร้าเซเว่น) และยังมีภาพถ่ายตอนที่พระองค์ทรงหยิบขึ้นมาลองสวมให้พวกเราดูด้วยนะคะ (ยิ้ม)
ฉากเลือกซื้อไข่มุกในย่านกินซ่า จากตอนที่ 14 "ปฏิบัติการปกป้องไข่มุก" (The Pearl Defense Directive) ซึ่งคุณซากุไรเผยว่า ถ้านับในแง่ของงานภาพและองค์ประกอบศิลป์แล้ว นี่คือตอนที่เธอชื่นชอบมากที่สุด
ถาม: อุลตร้าอาย! แว่นตาที่พระเอกหยิบขึ้นมาสวมเพื่อแปลงร่างเป็นอุลตร้าเซเว่นสินะครับ! แหม แต่การที่ได้รับความโปรดปรานจากเจ้าชายพระองค์น้อยในตอนนั้น ถือเป็นคำใบ้ล่วงหน้าเลยนะครับว่า ญี่ปุ่นกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจด้านป๊อปคัลเจอร์ของโลกในอนาคต (หัวเราะ)
ตอบ: สมเด็จพระจักรพรรดิทรงมีความรอบรู้และสนพระทัยในเรื่องป๊อปคัลเจอร์มากจริงๆ ค่ะ คุณมาซาโกะ โนซาวะ (นักพากย์อนิเมะระดับตำนาน) เคยเล่าให้ฉันฟังว่า ในงานเลี้ยงน้ำชาที่พระราชวังอิมพีเรียล พระองค์ทรงทักเธอว่า ทรงจำเสียงของเธอได้จากอนิเมะเรื่อง Ge Ge Ge no Kitaro (อสูรน้อยคิทาโร่) ด้วยค่ะ
ถาม: นั่นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนเลยนะครับว่า พระองค์ก็ทรงมีชีวิตในวัยเด็กที่เรียบง่ายและธรรมดาเหมือนกับเด็กทั่วไปอยู่บ้างเหมือนกัน...
ตอบ: ใช่ค่ะ! และในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นทูตวัฒนธรรมด้วยแล้ว ทุกอย่างมันเลยยิ่งดูสมเหตุสมผลเข้าไปใหญ่ค่ะ แต่ก็อย่างที่ฉันบอกไปนั่นแหละค่ะว่าในตอนนั้น ฉันไม่ได้รู้สึกถึงความโด่งดังของซีรีส์เรื่องนี้เลย จนกระทั่งสิบปีต่อมา ผู้คนเริ่มกลับมาพูดถึงและจดจำฉันจากบทบาทในเรื่อง Ultraman ซึ่งถ้าให้พูดตามตรงเลยนะ ตอนนั้นฉันแอบรู้สึกรำคาญอยู่นิดหน่อยค่ะ (หัวเราะ) เพราะเส้นทางอาชีพของฉันมันก้าวเดินหน้าต่อไปแล้ว และฉันก็ไม่อยากถูกจำกัดให้เล่นอยู่แต่บทบาทเดิมๆ แต่ตัดภาพมาตอนนี้สิคะ! ผ่านไป 60 ปีแล้ว ฉันกลับได้รับเชิญให้มาสัมภาษณ์เยอะกว่าแต่ก่อนเสียอีกค่ะ! (หัวเราะ)
ถาม: ถึงแม้ว่าภาพยนตร์สัตว์ประหลาดจะถือกำเนิดขึ้นในโลกตะวันตก แต่หลายๆ คนก็คิดว่าญี่ปุ่นนี่แหละครับที่เป็นผู้พัฒนาและทำให้มันออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด
ตอบ: การที่คุณเอจิและคุณฮาจิเมะเลือกสร้าง Ultraman เป็นภาพยนตร์สีนั้นมีเหตุผลเบื้องหลังอยู่ค่ะ พวกเขาเรียกพวกเราทุกคนมารวมตัวกันก่อนที่จะเริ่มถ่ายทำฉากแรก และบอกอย่างชัดเจนว่าเป้าหมายของพวกเขาคือการทำผลงานขึ้นมาเพื่อแข่งกับฮอลลีวูด พวกเขาถึงขั้นดึงตัวผู้กำกับฝีมือดีระดับแถวหน้ามาจำลองความยิ่งใหญ่ร่วมกันมากมาย แม้ว่าบางคนในตอนนั้นจะยังเป็นเพียงคนรุ่นใหม่ไฟแรงอยู่ก็ตามค่ะ
"เขาไม่มีที่ยืนบนโลกใบนี้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้มาจากอวกาศอันไกลโพ้น ทำให้เขาไม่มีที่พึ่งพิงในอวกาศด้วยเช่นกัน มันเลยให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องราวที่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ค่ะ"
"จามิลา" (Jamila) นักบินอวกาศที่กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด จากตอน "บ้านของฉันคือโลก" (My Home is Earth) ซึ่งคุณซากุไรได้ให้ความเห็นถึงตอนนี้ไว้ว่า "ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องราวที่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ในชีวิตเรา"
ถาม: ใช่เลยครับ บางคนกลายเป็นผู้กำกับที่โด่งดังมาก อย่างเช่นอาคิโอะ จิสโซจิ (Akio Jissoji) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่มีสไตล์งานภาพโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่น ภาพยนตร์ปี 1988 ของเขาอย่าง Tokyo: The Last Megalopolis ก็เคยติดอันดับท็อปเท็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ทำรายได้สูงสุดอยู่พักใหญ่เลยทีเดียวครับ
ตอบ: โอ๊ย คนนั้นน่ะตัวสร้างความปวดหัวเลยค่ะ! ชอบสั่งให้พวกเราทำอะไรนอกเหนือจากในบทอยู่เรื่อยเลย (หัวเราะ) เขาชอบเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและบทพูดไปเรื่อย อย่างตอนถ่ายทำ "ปฏิบัติการปกป้องไข่มุก" จู่ๆ พวกเราก็โดนบอกว่าจะต้องไปถ่ายทำกันแบบกองโจรท่ามกลางย่านกินซ่าอันพลุกพล่านค่ะ! ตอนนั้นพวกเราตื่นเต้นจนเหงื่อตกเลย เพราะคิดว่าต้องสวมชุดเครื่องแบบสีส้มแปร๊ดของหน่วยวิทยะไปยืนกลางย่านกินซ่าเสียแล้ว! แต่ยังโชคดีค่ะที่สุดท้ายเราได้เปลี่ยนมาสวมเสื้อเบลเซอร์สีน้ำเงินแทน
ถาม: ในมุมมองของนักแสดง มีตอนไหนที่เป็นตอนโปรดในดวงใจของคุณบ้างไหมครับ?
ตอบ: ถ้านับในแง่ของงานภาพและองค์ประกอบศิลป์ ฉันชอบตอน "ปฏิบัติการปกป้องไข่มุก" มาโดยตลอดเลยค่ะ เพราะคุณอาคิโอะ จิสโซจิ ถ่ายทอดมันออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก ทุกอย่างในจอภาพดูสวยงามไปหมดเลย ส่วนในแง่ของเนื้อเรื่อง ฉันประทับใจตอน "บ้านของฉันคือโลก" ที่มีสัตว์ประหลาดชื่อจามิลาเป็นตัวเอกเสมอค่ะ ตอนนั้นเป็นอะไรที่กินใจและสะเทือนอารมณ์จนบีบหัวใจคนดูมากๆ เลยค่ะ
ถาม: ตอนนั้นเป็นตอนที่เศร้ามากเลยนะครับ ที่เล่าเรื่องราวของนักบินอวกาศคนหนึ่งที่กลับมายังโลกในสภาพของสัตว์ประหลาด...
ตอบ: ใช่ค่ะ เรื่องราวของคนที่ออกไปทำหน้าที่ของตัวเองแท้ๆ แต่พอกลับมาในสภาพที่เปลี่ยนไป กลับถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่คน มันช่างให้ความรู้สึกที่สมจริงและน่าหดหู่มากค่ะ เขาไม่มีที่ยืนบนโลกใบนี้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้มาจากอวกาศอันไกลโพ้น ทำให้เขาไม่มีที่พึ่งพิงในอวกาศด้วยเช่นกัน มันเลยให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องราวที่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ในชีวิตเราค่ะ
ฟูจิ อากิโกะในร่างขยายใหญ่ยักษ์จากตอนที่ 33 ของซีรีส์ Ultraman (ต้องขออภัยคุณฮิโรโกะด้วยนะครับ!)
ถาม: ตอนโปรดของผมคือตอน "คำต้องห้าม" (The Forbidden Word) ครับ เป็นตอนที่มีมนุษย์ต่างดาวเสกให้คุณกลายเป็นร่างยักษ์ แล้วออกมาเดินอาละวาดทำลายเมือง...
ตอบ: โอ๊ย ฉันไม่ชอบตอนนั้นเลยค่ะ! (หัวเราะ) อย่างแรกเลยนะ ถ่ายทำยากแล้วก็เหนื่อยมากค่ะ! ฉันต้องไปที่สตูดิโอถ่ายทำสเปเชียลเอฟเฟกต์เพื่อถ่ายฉากเพิ่ม ซึ่งมันคืองานงอกชัดๆ! แต่ที่แย่กว่านั้นคือ หลายปีต่อมา สำนักพิมพ์ในญี่ปุ่นดันเอาฉันไปใส่ไว้ในหนังสือคู่มือไคจูด้วย! ใส่ฉันลงไปเนี่ยนะ! เรื่องนั้นทำให้ฉันหัวเสียมากเลยค่ะ! (หัวเราะ) ในยุคของฉัน นักแสดงหญิงจะต้องออกมาดูสวยงามและสมบูรณ์แบบอยู่เสมอ และพูดตามตรงนะ ฉากนั้นพวกเขาก็ถ่ายทำออกมาได้สวยงามมากๆ เลยล่ะค่ะ แต่ในจอฉันตัวใหญ่ยักษ์มหึมาขนาดนั้น! มันทำลายภาพลักษณ์ความสวยงามในหัวฉันซะป่นปี้เลยค่ะ!
ถาม: จริงเหรอครับ! แต่สำหรับผมแล้ว ผมมองว่าฉากนั้นมันดูเป็นเหมือนพลังหญิงแกร่ง (Girl Power) ที่ทรงพลังมากๆ เลยนะครับ!
ตอบ: คุณชินจิ ฮิกุจิ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Shin Ultraman [2022] เคยเดินมาบอกฉันพร้อมรอยยิ้มกว้างสะใจว่า "เดี๋ยวเธอจะได้กลับมาตัวใหญ่อีกรอบนะ!" ตอนนั้นฉันคิดในใจเลยว่า ปัดโธ่เอ๊ย! (หัวเราะ) แถมในกองถ่าย คุณมาซามิ นากาซาวะ (ผู้รับบทเจ้าหน้าที่หญิงที่ต้องกลายร่างยักษ์ในเวอร์ชันใหม่) ยังเข้ามาแซวฉันด้วยหน้าตาเฉยว่า ฉันน่ะเป็น "รุ่นพี่ยักษ์ใหญ่ตัวจริงเสียงจริง" ของเธอ ซึ่งมันน่าหมั่นไส้มากค่ะ! (หัวเราะ) พอฉันถามเธอว่ารู้สึกอย่างไรบ้างที่ต้องแสดงฉากนั้น เธอกลับบอกว่าเธอชอบที่ได้ตัวใหญ่ยักษ์มากเลยล่ะค่ะ ฉันว่าการขยายร่างยักษ์แบบนั้นคงจะเข้ากับสัดส่วนรูปร่างของเธอมากกว่าตัวฉันล่ะมั้งคะ แต่ก็นั่นแหละค่ะ สุดท้ายฉันก็ยอมทำใจยอมรับมันได้แล้วล่ะ ฉันบอกพวกเขาไปว่า "เอาเลย จะทำเสื้อยืดรูปฉันร่างยักษ์ หรือจะทำสแตนดี้อะคริลิกออกมาขายก็ตามสบายเลย!" (หัวเราะ)
ถาม: สำหรับผมแล้ว ไม่ว่าคุณจะอยู่ในขนาดไซส์ไหน คุณก็ยังคงดูดีเสมอครับ (หัวเราะ)
ตอบ: ขอบคุณมากค่ะ (ยิ้ม)
"คุณเท็ตสึโอ คินโจ (Tetsuo Kinjo) ผู้เขียนบท เคยผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายในวัยเด็กที่โอกินาวะ ส่วนคุณโทชิฮิโระ อีจิมะ (Toshihiro Ijima) ผู้กำกับ ก็เคยผ่านเหตุการณ์ทิ้งระเบิดเพลิงที่โตเกียวมา แต่พวกเขากลับไม่เคยแสดงความรู้สึกสะเทือนใจเหล่านั้นออกมาตรงๆ เลยสักครั้ง..."
ถาม: แต่คุณก็น่าจะพอทราบใช่ไหมครับว่าหลายๆ ตอนมันมีประเด็นที่มืดมนซ่อนอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าเป็นรายการสำหรับเด็ก เพราะมีการสอดแทรกเรื่องมลภาวะ สงคราม หรือการรุกรานอยู่เรื่อยๆ แถมไคจูหลายๆ ตัวก็เป็นเหยื่อของสถานการณ์เหล่านั้นด้วยครับ..."
ตอบ: เหล่านักเขียนบทมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมมากในการหยิบเอาประเด็นที่ลึกซึ้งมาถ่ายทอดให้เข้าใจง่าย จนแม้แต่เด็กๆ ก็ยังเข้าถึงได้ค่ะ แต่พวกเขาสอดแทรกมันไว้อย่างแยบยลและนุ่มนวลมาก จนไม่รู้สึกเหมือนเป็นการปลุกระดมหรือมานั่งเทศนาสั่งสอนเราเลยแม้แต่น้อย และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเรื่องราวเหล่านั้นถึงได้ติดอยู่ในใจของผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ
ถาม: ช่วงที่คุณกำลังถ่ายทำกันอยู่ ตอนนั้นประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความระส่ำระสายทางสังคมอย่างหนัก รวมไปถึงการประท้วงครั้งใหญ่ของนิสิตนักศึกษา เหตุการณ์เหล่านั้นส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานบ้างไหมครับ?
ตอบ: แน่นอนค่ะ และทีมงานหลายๆ คนเองก็เคยผ่านยุคสงครามกันมาทั้งนั้น อย่างคุณเท็ตสึโอ คินโจ ผู้เขียนบท ก็เคยเห็นเหตุการณ์อันเลวร้ายในวัยเด็กที่โอกินาวะ ส่วนคุณโทชิฮิโระ อีจิมะ ผู้กำกับ ก็เคยรอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดเพลิงที่โตเกียวมา แต่พวกเขากลับไม่เคยแสดงความรู้สึกเหล่านั้นออกมาตรงๆ เลยสักครั้ง พวกเขาใช้วิธีส่งผ่านความรู้สึกเหล่านั้นลงไปในงาน เปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตของตนเองให้กลายเป็นความบันเทิงที่ใครๆ ก็ดูได้—แต่กลับเป็นผลงานที่ยังคงบีบหัวใจและซาบซึ้งใจเราอยู่ดีเมื่อดูจบ สำหรับฉันแล้ว นั่นเป็นเรื่องที่น่าทึ่งและยอดเยี่ยมมากจริงๆ ค่ะ
ถาม: ตอนที่ผมเติบโตขึ้นมาในอเมริกา รายการสำหรับเด็กคือรายการที่ทำมาเพื่อเด็กจริงๆ ครับ มันไม่ได้มีมิติหรือประเด็นที่ลึกซึ้งอะไรขนาดนั้น แต่ Ultraman กลับมีสิ่งเหล่านั้นอยู่เต็มเปี่ยม ซึ่งนั่นคือเสน่ห์ที่ดึงดูดผมให้เข้ามารักซีรีส์นี้ครับ
ตอบ: พวกเราทุกคนที่ทำงานในโชว์นี้ ไม่เคยมีใครรู้สึกเลยสักคนค่ะว่าพวกเรากำลังทำ "รายการเด็ก" กันอยู่
ถาม: ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ เด็ก ผู้ชาย หรือผู้หญิงต่างก็ชอบ Ultraman กัน คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Ultraman ชนะใจแฟนๆ ทุกกลุ่มได้กว้างขวางขนาดนี้ครับ?
ตอบ: ฉันคิดว่าผู้ชมสัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริงของพวกเราทุกคนค่ะ พวกเราจริงจังกับงานนี้กันมาก ครั้งแรกที่ฉันได้ไปร่วมงานอีเวนต์ต่างประเทศที่นิวเจอร์ซีย์ ฉันตกใจมากเลยนะคะที่เห็นแฟนๆ ที่นั่นยกย่องและเชิดชูฉันให้อยู่ในระดับเดียวกับคุณเอจิ สึบูรายะ! ทั้งที่ฉันเป็นแค่นักแสดงคนหนึ่งที่ได้รับบทเป็นอากิโกะ ฟูจิเท่านั้นเอง! แต่นั่นก็ทำให้ฉันเข้าใจอย่างแท้จริงเลยค่ะว่า ซีรีส์เรื่องนี้มีความหมายมากมายขนาดไหนต่อแฟนๆชาวต่างชาติ รวมถึงเหล่าผู้สร้างสรรค์ผลงานทั่วโลกด้วยค่ะ
สารคดี The Origin of Ultraman ที่รวบรวมเหล่าครีเอเตอร์ระดับโลกมาถ่ายทอดเรื่องราวถึงอิทธิพลของซีรีส์ที่มีต่อชีวิตและเส้นทางอาชีพของพวกเขา
ถาม: "แล้ว... ตัวจริงของคุณเอจิเป็นคนยังไงเหรอครับ?"
ตอบ: ทุกคนมักจะคิดว่าเขาเป็นผู้สร้างสรรค์ หรือเป็นปรมาจารย์ด้านสเปเชียลเอฟเฟกต์ แต่จริงๆ แล้วเขาคือ shokunin หรือช่างฝีมือตัวจริงเลยค่ะ เวลาทำงานเขาเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ ไม่มีอะไรมาดึงความสนใจเขาไปได้เลย ข้าวปลาอาหารก็ไม่ยอมกิน พอเขาจมลงไปกับการวิจัยเทคนิคใหม่ๆ สักพักก็จะพูดขึ้นมาว่า "มาลองทำแบบนี้กันเถอะ!" เขาชอบลองอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาจริงๆ แผนกสเปเชียลเอฟเฟกต์ทั้งทีมเลยสนุกกันสุดเหวี่ยงเวลาได้ทำงานกับเขาค่ะ เขาเป็นคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นแบบไม่มีที่สิ้นสุด ขนาดตอนเช้า นั่งมองซุปมิโสะละลายในถ้วย เขายังคิดขึ้นมาได้เลยว่า "เออ เอาอันนี้ไปใช้ทำเอฟเฟกต์ได้นะ" ในหัวของเขาคือนึกถึงแต่เรื่องสเปเชียลเอฟเฟกต์อยู่ตลอดเวลาจริงๆ ค่ะ
ถาม: ไคจูที่คุณเอจิสร้างขึ้นมา กลายมาเป็นเหมือนหน้าตาและสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นที่ทั่วโลกรู้จักในทุกวันนี้เลยนะครับ
ตอบ: ทีมออกแบบไคจูเก่งกันสุดยอดจริงๆ ค่ะ ทั้งคุณโทรุ นาริตะ (Tohl Narita) และคนอื่นๆ ในทีม
ฉันจำได้ว่า คุณฮาจิเมะเคยเล่าให้ฟังเรื่องที่คุณพ่อของเขา (คุณเอจิ) โมโหเรื่องไคจูตัวหนึ่งอย่าง 'โกโมรา' ที่เป็นสัตว์ประหลาดขุดรูอยู่ใต้ดิน คือพอทีมสร้างชุดเอาชุดมาโชว์ คุณเอจิก็โกรธขึ้นมาทันที แล้วพูดว่า "มันอาศัยอยู่ใต้ดินไม่ใช่หรือไง! แล้วทำไมชุดมันถึงสะอาดขนาดนี้? ดินมอมแมมไปไหนหมด? ตัวมันก็ต้องเปื้อนโคลนเปื้อนดินสิ!" แล้วทีมงานก็เลยต้องกลับไปแก้ไขตกแต่งใหม่ให้ตรงตามนั้นค่ะ
ถาม: พวกไคจูไม่ได้เป็นแค่สัตว์ประหลาดทั่วไปเลยนะครับ พวกเขามีเอกลักษณ์และนิสัยใจคอเฉพาะตัวกันทั้งนั้น
ตอบ: บางตัวนี่เป็นมิตรด้วยซ้ำนะคะ! ส่วนบางตัวก็น่าสงสารมากๆ อุลตร้าแมนจะไม่ทำร้ายสัตว์ประหลาดประเภทนั้นค่ะ แต่จะพาพวกเขากลับส่งคืนสู่อวกาศแทน ซึ่งนี่ถือเป็นวิวัฒนาการที่เติบโตขึ้นมาจากซีรีส์ก่อนหน้าอย่าง Ultra Q ที่พวกมันยังเป็นแค่สัตว์ประหลาดดุร้ายทั่วไปอยู่ เรื่องราวของพวกมันนี่แหละค่ะที่พอผสมผสานเข้ากับรูปลักษณ์ภายนอกแล้วทำให้มันออกมาลงตัว ถ้าเกิดพวกมันเป็นแค่สัตว์ประหลาดที่ไม่มีมิติไม่มีชีวิตจิตใจ พออุลตร้าแมนปราบได้แล้วก็บินจากไป... ซีรีส์เรื่องนี้ก็คงไม่มีทางประสบความสำเร็จและครองใจคนได้ขนาดนี้หรอกค่ะ
The Science Patrol's dress uniform: a blue blazer.
ถาม: ฝั่งผู้กำกับอเมริกันกว่าจะเริ่มจริงจังกับการสร้างพวกสัตว์ประหลาด ก็ตอนเรื่อง Star Wars นู่นเลย แต่ Ultraman ทำเรื่องนี้มาก่อนหน้านั้นตั้งเป็นทศวรรษแล้วนะครับ
ตอบ: ฉันเคยได้ยินมาเหมือนกันค่ะว่า เหล่าคนทำหนังระดับตำนานของ Star Wars อย่างจอร์จ ลูคัส หรือแม้แต่สปีลเบิร์กเองก็นิยมชมชอบ Ultraman มากๆ เหมือนกัน
ถาม: ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คุณได้กลับมารับบทบาทและปรากฏตัวเป็นนักแสดงรับเชิญ (Cameo) ในซีรีส์ Ultraman อยู่เรื่อยๆ เลย แล้วหลังจากนี้ พอจะมีแผนกลับมาร่วมแสดงอีกบ้างไหมครับ?
ตอบ: ถ้ามาถึงจุดนี้แล้ว ฉันคิดว่าตัวเองคงไม่สามารถสวมบทบาทเป็นอากิโกะ ฟูจิในแบบที่แฟนๆ อยากเห็นได้อีกแล้วล่ะค่ะ ตอนนี้ฉันได้รับบทคุณยายหรือคุณย่า ซึ่งในฐานะนักแสดงแล้ว มันเป็นบทบาทที่น่าสนใจและท้าทายกว่ามากเลย แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังคงทำงานในตำแหน่งผู้ประสานงานนักแสดงให้กับทางสึบูรายะอยู่ที่นี่เหมือนเดิมนะคะ
ถาม: หากมองย้อนกลับไปตลอดช่วงเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา คุณพอจะสรุปความรู้สึกของการได้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ Ultraman ได้ไหมครับ?
ตอบ: มันคือความประหลาดใจและทึ่งมากๆ ค่ะ... ฉันคิดว่าถ้าอาจารย์เอจิและฮาจิเมะลูกชายของท่านยังมีชีวิตอยู่ ทั้งสองคงจะมีความสุขอย่างที่สุดที่ได้เห็นว่าซีรีส์นี้เดินทางมาได้ไกลขนาดนี้ ทุกอย่างมันเป็นไปตามที่คุณเอจิเคยหวังเอาไว้ทั้งหมดเลย... ฉันแค่ปรารถนาอยากให้ทั้งสองท่านได้อยู่ตรงนี้เพื่อเห็นมันด้วยตาตัวเองจริงๆ
อาจารย์เอจิ สึบุรายะ เสียชีวิตในปี 1971 ส่วนฮาจิเมะ ลูกชายของเขา เสียชีวิตในปี 1973