All About Japan

รวมที่เที่ยวเด่นของคนไป "โทชิงิ" ครั้งแรก

| Tochigi

จังหวัดที่ตั้งเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆของญี่ปุ่นอย่างนิกโก้ แต่โทชิงิยังมีที่เที่ยวสวยๆอีกหลายแห่งโดยเฉพาะที่เที่ยวแนวชมใบไม้แดงและออนเซ็น สามารถเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับจากโตเกียวได้ไม่เหนื่อย หรือจะค้างที่โรงแรมออนเซ็นสัก 1-2 คืนเพื่อเก็บสถานที่ท่องเที่ยวให้ครบก็เหมาะมาก

1. ศาลเจ้าโทโชกุ

ขอเริ่มต้นจากสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตในจังหวัดโทชิงิ นั่นก็คือศาลเจ้าโทโชกุ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในมรดกโลกจาก UNESCO ศาลเจ้าโทโชกุเป็นศาลเจ้าที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นที่สักการะบูชาโทกุงาวะ อิเอยาสุ เป็นวีรบุรุษจากสงครามกลางเมืองญี่ปุ่นและเป็นโชกุนคนแรกของตระกูลโทกุงาวะหลังจากที่รวมแผ่นดินญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ

ศาลเจ้าโทโชกุ ตั้งอยู่ในเมืองนิกโก้ ใกล้กับรถไฟสถานี Nikko และ Tobu Nikko และอยู่ไม่ไกลจากสะพานแดงซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองนิกโก้นั่นเอง พอคุณเดินขึ้นบันไดหินที่ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติขึ้นมาจนสุด ก็จะพบกับศาลเจ้ามากมายที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณที่โดดเด่นด้วยศิลปะของศาสนาพุทธและชินโต ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้าฟุตะระซัง วัดรินโนจิ และตัวศาลเจ้าโทโชกุ แต่สถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะแนะนำหลักๆก็คือศาลเจ้าโทโชกุ ซึ่งเป็นไฮไลท์ของนิกโกโซนมรดกโลก

ก่อนจะเข้าชมศาลเจ้า ก็ต้องซื้อบัตรเข้าชมก่อน ข้อควรระวังก็คือภายในวัดมีจุดซื้อบัตรเข้าชมศาลเจ้าหลายจุด ซึ่งจะจำหน่ายบัตรและแพคเกจเข้าชมที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงควรวางแผนเข้าชมให้รอบคอบ หากคุณต้องการชมแค่ศาลเจ้าโทโชกุ ก็สามารถตรงไปซื้อบัตรด้านหน้าของศาลเจ้าได้เลย ซึ่งจะมีค่าเข้าชม 1,300 เยน

ภายในศาลเจ้าโทโชกุมีจุดถ่ายรูปที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปก็คือเสาญี่ปุ่นบริเวณทางเจ้าหน้าศาลเจ้าที่แสดงให้เห็นว่าคุณได้มาเยือนหนึ่งในมรดกโลกที่ญี่ปุ่นแล้ว เจดีย์ 5 ชั้นที่มีสีแดงทั้งหลังตัดกับสีเขียวของต้นไม้โดยรอบและบริเวณประตูด้านหน้าสีแดง และพอเข้ามาในตัวศาลเจ้าแล้ว คุณจะได้เห็นสัตว์ต่างๆ มากมายที่ถูกสลักอยู่บนสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็นช้าง แมว หรือลิง 3 ตัวที่แต่ละตัวปิดหู ปิดตา ปิดปาก

ภายในนิกโกโซนมรดกโลกมีความกว้างขวางพอสมควร แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติสีเขียวและป่าสนมากมายซึ่งทำให้บริเวณนี้มีอากาศที่เย็นสดชื่นและบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก สามารถพาผู้สูงอายุมาเที่ยวได้สบายๆ โดยปกติแล้วจะใช้เวลาเที่ยวชมขุดหลักๆประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าจะเที่ยวชมให้ครบทุกตึกทุกบริเวณอาจจะต้องใช้เวลาประมาณครึ่งวัน ดังนั้นจึงแนะนำให้มาตอนช่วงเช้า นอกจากนั้นบริเวณในเมืองนิกโก้ ยังมีร้านขนมอร่อยๆ มากมาย เช่นขนมคาราเมลคัสดาร์ตและไอศครีม

2. น้ำตกเคกอน

น้ำตกเคกอนเป็นน้ำตกที่อยู่ในเมืองนิกโก้ซึ่งมีด้วยน้ำตกและทะเลสาบมากมายหลายแห่ง โดยน้ำตกเคกอนเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดเพราะว่าเป็นน้ำตกที่มีความสูงเกือบ 100 เมตร ที่ไม่ได้มีแต่ความสูงแต่ยังมีหน้าตาที่สวยงามไม่เหมือนใคร ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 1 ใน 3 น้ำตกที่สวยที่สุดของประเทศญี่ปุ่น

สำหรับการชมวิวน้ำตกเคกอนจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนด้านบนของน้ำตกซึ่งสามารถชมได้ฟรี และส่วนด้านล่างของน้ำตกที่มีค่าเข้าชมและต้องโดยสารลิฟต์เพื่อลงไป มีค่าเข้าชม 550 เยน โดยเมื่อไปถึงแล้ว จะมีจุดชมวิวให้นักท่องเที่ยวได้ชมน้ำตกนี้อย่างใกล้ชิดจนอาจจะตัวเปียกได้เล็กน้อย นอกจากนั้นในจุดชมวิวยังมีบริการถ่ายรูปและร้านค้าที่จำหน่ายนมสดร้อนๆ ให้ดื่มเพื่อบรรเทาความหนาวบริเวณฐานน้ำตกอีกด้วย

จุดชมวิวน้ำตกนี้ใช้เวลาเข้าชมไม่นาน ประมาณ 1 ชั่วโมงก็พอแล้ว เหมาะสำหรับพาผู้สูงอายุมาเที่ยว เพราะว่าเป็นน้ำตกที่ไม่ต้องเดินไกลเพื่อเข้าไปชม และมีความสวยงามมากคุ้มค่าการเดินทาง ส่วนช่วงที่เหมาะสมชมวิวน้ำตกเพื่อให้ได้วิวที่สวยงามที่สุดก็คือช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งจะมีใบไม้สีสันสดใส ล้อมรอบบริเวณน้ำตก ทำให้ได้ภาพที่สวยงามราวกับอยู่ในเทพนิยาย

แถมให้อีกนิดหนึ่ง เมื่อมาถึงนิกโก้แล้ว อย่าลืมทานปลาอายุย่าง โดยเค้าจะเอาปลาอายุสดๆ จากทะเลสาบนำมาเสียบไม้ย่างทั้งตัว โรยเกลือเล็กน้อย เวลาทานก็จะต้องทานร้อนๆ อยากจะบอกว่ารสชาติมันอร่อยมากๆ สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 500 เยน มีขายอยู่ทั่วไปบริเวณโซนน้ำตก

3. นาสุออนเซ็น Nasu Onsen

เปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวออนเซ็นญี่ปุ่นกันบ้าง โดยย่านออนเซ็น Nasu Onsen ตั้งอยู่ใกล้สถานี Nasu-Shiobara เป็นกลุ่มของออนเซ็นธรรมชาติที่เปิดให้บริการกว่า 30 แห่งที่ตั้งอยู่ตรงเนินเขาของภูเขานาสุดาเกะแห่งจังหวัดโทชิงิ ทำให้บริเวณออนเซ็นล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติและอากาศอันแสนบริสุทธิ์ โดยจะมีทั้งส่วนที่เปิดเป็นเรียวกังและส่วนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวขาจรสามารถเข้าไปใช้บริการออนเซ็นในช่วงกลางวันได้แบบเช้าไปเย็นกลับโดยไม่ต้องพักในโรงแรม

น้ำร้อนของ Nasu Onsen มีความสามารถช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยทางกายได้นานานับประการ โดยออนเซ็นที่มีชื่อเสียงก็คือ Shika no Yu ซึ่งเป็นออนเซ็นที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในนาสุ หรือไม่ก็Nasu Onsen Oomaru Onsen Ryokan ที่ตั้งอยู่ใกล้กับกระเช้าขึ้นภูเขานาสุดาเกะ เป็นออนเซ็นแบบกลางแจ้ง ส่วน Gensen Nasuzan ก็เป็นอีกออนเซ็นหนึ่งที่เหมาะกับการพักผ่อน เป็นออนเซ็นที่ตกแต่งแบบดิบๆ ด้วยผนังไม้ เป็นต้น

นอกจากนั้นนักท่องเที่ยวยังสามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้าเพื่อขึ้นไปชมวิวภูเขานาสุดาเกะ ภูเขาที่อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 2,000 เมตร เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม สามารถมองเห็นธรรมชาติโดยรอบได้อย่างชัดเจน และสำหรับนักท่องเที่ยวสายผจญภัยก็สามารถมาเดินป่าที่นี้ได้อีกด้วย

4. พิพิธภัณท์หินโอยะ Oya Ishi Shiryokan

พิพิธภัณท์หินโอยะเป็นพิพิธภัณท์ที่ตั้งอยู่ในเมืองอุทสึโนะมิยะ จังหวัดโทชิงิ ใกล้ๆ กับป้ายรถบัส Shiryokan-Iriguchi ที่มีจุดเด่นและเอกลักษณ์ไม่เหมือนพิพิธภัณท์อื่นๆในประเทศญี่ปุ่นเพราะเป็นพิพิธภัณท์ที่เกี่ยวกับหิน แต่เดิมเป็นแหล่งผลิตหินภูเขาไฟที่มีชื่อเรียกว่าหินโอยะในสมัยเอโดะ ซึ่งมีลักษณะเป็นเหมืองหินอยู่ลึกลงไปใต้ดินกว่า 30 เมตร และตรงบริเวณที่มีการขุดเจาะหินนี้เองที่กลายเป็นพิพิธภัณท์หินโอยะในปัจจุบัน

พิพิธภัณท์นี้จะพาคุณลงไปยังเหมืองใต้ดินที่กว้างขวางและยิ่งใหญ่คล้ายกับอยู่ในพีรามิด แต่มีบรรยากาศเก่าแก่คลาสสิคเหมือนในภาพยนต์ พร้อมอากาศเย็นตลอดทั้งปี นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงอุปกรณ์ในการขุดเจาะหินโอยะในอดีต ซึ่งหินจากที่นี่คือหินที่นำไปใช้ในการสร้างโรงแรม Imperial Hotel โรงแรมเก่าแก่ของเมืองโตเกียวเป็นต้น โดยพิพิธภัณท์มีค่าเข้าชมเพียง 800 เยน

เมื่อไปเยือนเมืองอุทสึโนะมิยะแล้ว อย่าลืมแวะไปทานเกี๊ยวซ่าอร่อยๆ ตามร้านเกี๋ญวซ่าต่างๆทั่วเมือง เช่นบริเวณใกล้ๆกับสถานีรถไฟอุทสึโนะมิยะไปทางด้านขวา เช่นร้านเกี๋ยวซ่า Minmin Utsunomiya โดยมีเมนูเกี๊ยวซ่าให้เลือกทานมากมายหลายสิบเมนู สามารถทานคู่กับเบียร์ญี่ปุ่นอร่อยๆ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ท้องเริ่มหิวและต้องการหาอะไรทานระหว่างอาหารมื้อใหญ่

5. สวนดอกไม้อะชิคากะ Ashikaga Flower Park

หากใครกำลังมองหาสวนดอกไม้ญี่ปุ่นสวยๆ เพื่อถ่ายรูปและชมดอกไม้สีสันสดใส สามารถเดินทางมาที่สวนดอกไม้อะชิคากะ ที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ Tomita (สถานี Ashikaga Flower Park Station ที่ใกล้กว่าเปิดแค่บางฤดู) เป็นสวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยดอกไม้แสนสวยอย่างดอกวิสทีเรีย ซึ่งเป็นดอกไม้สีม่วง สีเหลือง สีขาว ไปจนถึงสีชมพูสดใส มีลักษณะเป็นช่อยาวกว่า 100 เมตร มีอายุกว่า 100 ปี ห้อยเป็นพวงลงมาจากซุ้มประตู้ เป็นภาพที่สวยงามเป็นอย่างมาก

ช่วงที่เหมาะจะเดินทางมาที่นี้ก็คือช่วงฤดูใบไม้ผลิ ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม (สถานี Ashikaga Flower Park จะเปิดทำการ) ที่จะมีการจัดงานเทศกาลต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุก มีการแสดงละครเวทีญี่ปุ่นโบราณคาบูกิ ซึ่งสวนแห่งนี้จะเปิดให้บริการจนถึงกลางดึก มีการส่องไฟที่ดอกไม้ ทำให้ช่อดอกวิสทีเรียที่จัดแสดงดูสวยงามไปอีกแบบ พร้อมทั้งมีการนำดอกไม้มาจัดแสดงแบบต่างๆ มากมายทั่วบริเวณสวนที่มีความกว้างถึง 60 ไร่ ไม่ว่าจะเป็นพีรามิดดอกไม้และโดมดอกไม้ ซึ่งไม่ได้จำกัดแต่ดอกวิสทีเรียเท่านั้น แต่ยังมีดอกไม้สวยๆ อีกมากมายหลายสายพันธ์ เช่น ดอกลิลลี่ ดอกไฮเดรนเยียและดอกไอริส

เมื่อมาถึงงานแสดงดอกไม้แล้ว ห้ามพลาดลองชิมไอศครีมแบบซอฟต์ครีม รสชาติหวานนุ่ม ที่มีการใส่กลิ่นหอมของดอกไม้ลงไปในไอศครีม ที่ทำให้ไอศครีมมีกลิ่นหอม เพิ่มความอร่อยได้เป็นอย่างดี