All About Japan

เรียนภาษาญี่ปุ่นดีจริงมั้ย

| เรียนภาษาญี่ปุ่น , เรียนต่อญี่ปุ่น
เรียนภาษาญี่ปุ่นดีจริงมั้ย

ภาษาญี่ปุ่นยากมั้ย อัพเงินเดือนได้จริงมั้ย มีงานอะไรทำบ้าง จะเริ่มเรียนควรทำยังไง เรียนที่ไทยหรือที่ญี่ปุ่นดีกว่า จะเรียนภาษาญี่ปุ่นหรือจีนเกาหลีดี และอีกหลายคำถามเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นที่เรารวมคำตอบมาให้คุณ

สารบัญ

หน้า 1
จะเรียนภาษาญี่ปุ่นไปเพื่ออะไร
จะเรียนภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาจีนดี? หรือภาษาเกาหลี? หรือภาษาอื่นๆ?
ภาษาญี่ปุ่นยากมั้ย??
เรียนภาษาญี่ปุ่นแล้วจบมาทำงานเงินดีมั้ย
งานอะไรที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น

หน้า 2
เรียนภาษาญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่นหรือที่ไทยดีกว่า
เรียนภาษาญี่ปุ่นที่ไหนดี
เรียนจากโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น
เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเอง
เรียนต่อญี่ปุ่น ต้องรู้ภาษามั้ย

จะเรียนภาษาญี่ปุ่นไปเพื่ออะไร

คำถามแรกที่ต้องตอบให้ได้ก่อนจะเริ่มเรียนภาษาไม่ว่าภาษาอะไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่น ก็คือคุณจะเรียนไปทำไม

ภาษานั้นเป็นอะไรที่ต้องทุ่มเทเวเลาเป็นอย่างมาก กว่าจะเก่งอย่างแท้จริงต้องใช้เวลาเป็นพันๆ หมื่นๆชั่วโมง เป็นวิชาที่ใหญ่ ใช้เวลานาน และไม่ใช่อะไรที่จะเรียนเทอมเดียวหรือปีเดียวแล้วเก่งเลย แถมยังต้องใช้ไปเรื่อยๆตลอดชีวิตไม่งั้นก็อาจลืมได้ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้เลือกสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆและอยู่กับมันไปตลอดชีวิตได้

ถ้าเป้าหมายมีเพียงอย่างเดียวคือเรียนเพื่อเงิน เพื่ออัพเงินเดือน เพื่อโอกาสในหน้าที่การงาน ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่คนที่มีแรงบันดาลใจในเรื่องเงินอย่างเดียวดูแล้วจะหมดแรงเรียนเร็วกว่าคนอื่น (จากประสบการณ์ของผมนะ) เหตุผลก็ง่ายๆ เพราะว่าเงินและงานมันไม่ใช่เรื่องสนุกครับ เงินสำคัญกับทุกคนก็จริง แต่ถ้าเอาเงินมาตั้งเป็นเป้าหมายในเรื่องนี้จะหมดแรงเอาง่ายๆ เพราะมีวิธีอัพเงินเดือนอีกหลายวิธีที่ง่ายกว่าเรียนภาษา และใช้เวลาเรียนไม่เยอะเป็นพันๆชั่วโมงครับ

แต่ถ้ามีเป้าหมายเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบนี้ก็มักจะคุยกันง่ายหน่อย อย่างเช่นคนที่อยากเรียนจนกว่าจะดูการ์ตูนญี่ปุ่นรู้เรื่อง หรือเรียนจนกว่าจะฟังเพลงญี่ปุ่นออก คนแบบนี้ในไทยมีไม่น้อยเลยเพราะว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นค่อนข้างจะแพร่หลายในไทยพอสมควร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะคนที่มีเป้าหมายแบบนี้เท่าที่เห็นจะทนเรียนได้นานกว่า การเรียนจะรู้สึกสนุกกว่า และที่สำคัญคือมีโอกาสฝึกมากกว่าด้วย เพราะก่อนเรียนก็ใช้เวลาว่างดูการ์ตูนญี่ปุ่นหรือทำงานอดิเรกเกี่ยวกับญี่ปุ่นเป็นประจำอยู่แล้ว ในขณะที่คนที่ไม่เคยสนใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นพวกนี้ ถ้าอยากเจียดเวลาว่างมาทำงานอดิเรกใหม่ที่เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น อาจจะต้องลดหรือเลิกงานอดิเรกอื่นๆที่ทำอยู่เดิมก่อนเรียนภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น นี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย อาจจะทำให้ชีวิตมีความสุขน้อยลงก็ได้

และนอกจากนี้ก็อย่าลืมว่าถ้าอยากใช้ภาษาญี่ปุ่นทำงาน คุณก็ต้องทำงานกับคนญี่ปุ่นหรือบริษัทญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้าคุณไม่ชอบคนญี่ปุ่นหรือระบบทำงานของบริษัทญี่ปุ่น ก็อาจจะไม่มีความสุขไปตลอดชีวิตการทำงานก็ได้

เรื่องทั้งหมดนี้ หาคำตอบด้วยตัวเองนะ อย่าไปถามใครครับเพราะไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวคุณ แต่ถ้าตัดสินใจได้แล้วว่าอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นจริงๆ ก็มาอ่านกันต่อเลย

จะเรียนภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาจีนดี? หรือภาษาเกาหลี? หรือภาษาอื่นๆ?

จะเรียนภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาจีนดี? หรือภาษาเกาหลี? หรือภาษาอื่นๆ?

อีกหนึ่งคำถามโลกแตก ที่หลายคนมีคำตอบอยู่แล้วแบบไม่ต้องคิด แต่บางคนก็ต้องคิดหนัก หวังว่าทุกคนที่เข้ามาอ่านจะสามารถหาคำตอบด้วยตัวเองได้อยู่แล้วนะครับ เพราะผมเชื่อว่าการหาคำตอบด้วยตัวเองสำคัญมากๆ

ถ้าคุณหาคำตอบด้วยตัวเองไม่ได้ งั้นกลับไปข้อแรก คุณอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นเพราะอะไรครับ เพราะชอบการ์ตูนชอบดารา หรือเพราะเงินเฉยๆ ถ้าเพราะชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็คงต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นใช่มั้ยล่ะ อันนี้ตอบไม่ยาก แต่ถ้าคุณจะเรียนเพราะเรื่องเงินล่ะ บริษัทต่างชาติในไทยมีมากมายและไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นที่เงินเดือนเยอะ ถ้าเหตุผลของคุณคือเงิน ลองมองไปรอบๆ ดูบริษัทของประเทศอื่น ภาษาอื่นที่ดูแล้วเงินเดือนไม่แพ้กันก็ได้ เลือกมาซักภาษานึง แล้วลองเทียบกับญี่ปุ่นดูว่า คุณชอบคน ชอบวัฒนธรรม และชอบประเทศไหนมากกว่า เพราะอย่าลืมว่าเลือกเรียนเรียนแล้วคุณจะต้องอยู่กับสิ่งเหล่านี้แน่นอน

ทั้งนี้นี่เป็นแค่ไกด์ไลน์ง่ายๆที่ผมไม่อยากให้ฟังครับ ข้อนี้เป็นอีกข้อทุกคนควรจะหาคำตอบด้วยตัวเองนะ

ภาษาญี่ปุ่นยากมั้ย??

・มีงานวิจัยที่กล่าวไว้ว่าภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อารบิกสี่ภาษานี้เป็นภาษาที่ใช้เวลาเรียนนานที่สุดสำหรับผู้รู้ภาษาอังกฤษ แม้ว่าจะไม่ใช่งานวิจัยสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ แต่ก็เป็นความจริงสำหรับคนไทยเช่นกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าภาษาไทยไม่ได้คล้ายคลึงกับภาษาเหล่านี้มากกว่าภาษาอังกฤษ เราจึงไม่มีความได้เปรียบแต่อย่างใด

・ความได้เปรียบที่ว่าคืออะไรนั้น ถ้าจะให้ยกตัวอย่างก็อย่างเช่น การมีภาษาแม่ที่ใกล้เคียงกับภาษาที่เราอยากเรียน เช่นคนจีนที่เรียนภาษาญี่ปุ่น โดยภาพรวมก็จะเป็นเร็วกว่าคนไทยหรือคนอังกฤษ เพราะว่าถ้าหากภาษาแม่มีความใกล้เคียงกับญี่ปุ่นในบางเรื่อง ก็จะเรียนเรื่องนั้นๆได้เร็วกว่า ยกตัวอย่างเช่นคนจีนหรือคนไต้หวันจะเก่งภาษาญี่ปุ่นได้เร็วกว่าคนไทย เพราะว่าภาษามีความใกล้เคียงในด้านตัวอักษร ทำให้ลดเวลาเรียนที่ต้องใช้ในการจำตัวอักษรคันจิไปได้มาก แต่กลับกันคนไทยก็จะเก่งภาษาลาวเร็วกว่า เพราะการฟังและการพูดภาษาลาวนั้นใกล้เคียงกับภาษาไทย เป็นต้น

・พอกลับมานึกถึงกรณีคนไทยเรียนภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทยนั้นไม่ได้มีความใกล้เคียงกับภาษาญี่ปุ่นมากกว่าภาษาอังกฤษแต่อย่างใด จึงขอใช้มาตรฐานเดียวกับคนที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ และขอสรุปว่าภาษาญี่ปุ่นจะเป็นภาษาที่คนไทยใช้เวลาเรียนนานเป็นอันดับต้นๆ ครับ

เรียนภาษาญี่ปุ่นแล้วจบมาทำงานเงินดีมั้ย

เรียนภาษาญี่ปุ่นแล้วจบมาทำงานเงินดีมั้ย

ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่เงินดีพอสมควรเพราะว่าญี่ปุ่นมีค่าเงินที่แข็งและค่าครองชีพที่สูง ถ้าถามว่าสองข้อนี้เกี่ยวยังไง ก็ดูง่ายๆคือลองดูรายได้ของเจ้าของภาษาที่ประเทศต้นทางครับ อย่างเช่นกรณีญี่ปุ่น เงินเดือนเฉลี่ยของคนญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นอยู่ที่ 3,000USD ในขณะที่ของคนจีนในประเทศจีนอยู่ที่ 900USD (ข้อมูลจากธนาคารโลก) ถ้ามองแบบง่ายๆจากข้อมูลนี้ แน่นอนว่าโดยภาพรวมบริษัทญี่ปุ่นจะ “มีปัญญาจ่าย” เงินเดือนให้กับคนที่ตำแหน่งงานคล้ายๆกันเยอะกว่าบริษัทจีน แต่ก็ไม่เสมอไปเพราะว่าต้องจ่ายให้สัมพันธ์กับค่าครองชีพในไทยและจำนวนผู้รู้ภาษาที่เรามีด้วย ซึ่งเราไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนตรงนี้ แต่จากประสบการณ์ของผมเองและการพูดคุยกับเหล่าล่ามและนักแปลชาวไทย หลายคนเห็นตรงกันว่าเงินเดือนบริษัทญี่ปุ่นในไทยดีกว่าจีน ตำแหน่งงานภาษาญี่ปุ่นก็มีมากกว่าครับ

แต่ว่าตำแหน่งงานที่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นในไทยนั้น ถ้าไม่นับผู้บริหาร จะมีจำนวนเงินสูงสุดที่กำหนดเอาไว้แบบไม่เป็นทางการ เป็นเพดานแก้วที่สะท้อนจากรายได้ของคนญี่ปุ่นในญี่ปุ่น กล่าวคือไม่ว่าคุณจะเก่งภาษาแค่ไหนก็ตาม ถ้ายังเป็นพนักงานประจำ ไม่ใช่ฟรีแลนซ์เก่งๆรับงานเยอะๆ หรือระดับหัวหน้างานและระดับผู้บริหาร ก็ยากที่จะได้เงินเดือนมากกว่าตัวเลขด้านล่างนี้ครับ

・เงินเดือนเฉลี่ยของคนญี่ปุ่นในญี่ปุ่น ระดับเด็กจบใหม่อายุ20-24ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 208,000 เยน (ราว 60,000 บาท)
・เงินเดือนเฉลี่ยของคนญี่ปุ่นในญี่ปุ่นเฉลี่ยทุกระดับอายุ อยู่ที่ 321,700 เยน (ราว 90,000 บาท)

(ข้อมูลจากกรมแรงงานของญี่ปุ่น)

การที่ญี่ปุ่นมาตั้งฐานการผลิตที่ไทยส่วนหนึ่งก็เพื่อลดต้นทุน ถ้าหากจ่ายเงินเดือนเท่าคนญี่ปุ่น ก็จะไม่ได้ประหยัดแต่อย่างใด ตัวเลขเหล่าพอให้ไอเดียคร่าวๆกับเราได้ ว่าญี่ปุ่นจะเต็มใจจ่ายให้เราซักเท่าไหร่ครับ คนที่ได้มากกว่านี้ก็มีแน่นอน แต่ก็ต้องเก่งมากตามไปด้วย เก่งจนคนญี่ปุ่นเลือกให้ทำแทนที่จะให้คนที่ญี่ปุ่นทำ นั่นแหละครับ

ที่สำคัญคือ รายได้ในอนาคตก็เปลี่ยนแปลงกันได้นะ อย่างเช่นถ้าบริษัทญี่ปุ่นถอนการลงทุนจากไทย คนไทยเรียนญี่ปุ่นกันเยอะมากๆจนเกินความต้องการ หรือบริษัทจีนเข้าไทยเยอะมากๆแต่คนรู้ภาษาจีนมีไม่พอ สถานการณ์ในอนาคตก็อาจจะกลับกันได้ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก ส่วนตัวผมจึงไม่อยากให้ใช้เงินเป็นเหตุผลหลักในการเลือกเรียนภาษาครับ เพราะมันจะเปลี่ยนไปแน่นอน

งานอะไรที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น

บริษัทญี่ปุ่นที่เปิดในไทยส่วนมากจะเป็นสายงานการผลิต ทั้งรถยนต์ สินค้าอิเลคโทรนิค เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งทำให้คนที่จบสายงานวิศวกรรมได้เปรียบสายงานอื่นพอสมควรในการหางานภาษาญี่ปุ่น

ถ้าคุณเป็นคนที่เรียนสายวิศวกรรม หรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับสายงานการผลิต โรงงาน หรือวัสดุอยู่แล้ว ภาษาญี่ปุ่นน่าจะเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมในการเพิ่มโอกาสหางานใหม่ๆให้กับคุณ เพราะบริษัทญี่ปุ่นมีตำแหน่งงานเหล่านี้เยอะมากๆ แต่ถ้าแรกเริ่มเดิมทีเป็นสายศิลป์ หรือทำงานออฟฟิศที่ไม่เกี่ยวกับการผลิต เช่นการตลาด บุคคล คอนเท้นท์ ภาษาญี่ปุ่นก็อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดครับ จริงอยู่ว่าบริษัทที่ดูแลด้านการผลิต ก็ต้องการคนที่ทำงานด้านเหล่านี้เหมือนกับบริษัททั่วไป แต่ว่าก็น้อยกว่าคนที่ทำงานในส่วนผลิตโดยตรงพอสมควร และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้จำเป็นต้องให้คนที่ทำรู้ภาษาญี่ปุ่นทุกคนครับ เพราะฝ่ายบุคคลก็ดูแลคนไทยในบริษัทที่ประเทศไทย ฝ่ายคอนเท้นท์ก็ทำคอนเท้นท์ภาษาไทยให้คนไทยอ่าน โดยเนื้อหางานแล้วไม่ได้จำเป็นต้องรู้ภาษาญี่ปุ่นครับ ถ้าไม่ได้เป็นระดับที่ต้องคุยกับคนญี่ปุ่นหรือรายงานให้บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นโดยตรง

ถ้าหากเป็นสายศิลป์และอยากได้งานภาษาญี่ปุ่น คงต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนหน่อยครับ อย่างเช่น จะเป็นล่ามหรือนักแปล หรือจะเป็นงานแอดมินระดับสูงที่ต้องคุยกับหัวหน้าญี่ปุ่นโดยตรง หรือจะเป็นเลขาคนญี่ปุ่นไปเลย เป็นต้น เพราะว่าถ้าเป็นงานออฟฟิศแบบไม่เกี่ยวข้องกับคนญี่ปุ่นโดยตรง เช่นทำกราฟิก หรือวางแผนการตลาด ก็มีโอกาสสูงมากที่จะไม่ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นครับ

ถ้าตัดสินใจได้แล้วว่าจะเรียนภาษาญี่ปุ่น หน้าต่อไปเรามาดูกันว่าจะเริ่มเรียนยังไง เรียนที่ไหนหรือวิธีไหนดี

  • 1
  • 2
  • 1
  • 2
  • 1
  • 2