All About Japan

ทำอย่างไรถึงจะได้ไปอยู่ญี่ปุ่นอย่างถาวร

| ชีวิตในญี่ปุ่น , ทำงานในญี่ปุ่น

ท่ามกลางกระแสการเมือง คนที่อยาก #ย้ายประเทศ หรือไปทำงานต่างประเทศ รู้มั้ยว่ายากยังไง มีโอกาสทำได้จริงมั้ย บทความนี้มีคำตอบ

ทำไมคุณถึงอยากหนีไปให้มันไกลๆ

ถามตัวเองก่อนว่าทำไมเราถึงอยากหนีจากเมืองไทย ไปให้ไกลเกินกว่าที่ฉันเคยไป

ตอนนี้เมืองไทยไม่ได้แย่ขนาดผู้คนอดตาย ไม่ได้มีสงครามกลางเมือง แม้จะมีปัญหาใหญ่ทางด้านการเมืองที่ช่วงนี้หลายคนคงจะอีดอัดและไม่พอใจเอามากๆ แต่ก็ต้องยอมรับเรื่องนึงคือชีวิตเรายังไม่ได้แย่เหมือนผู้ลี้ภัยที่หนีตายจากสงครามหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ พูดง่ายๆคือคน 99% ที่อ่านบทความนี้ ไม่ใช่ผู้ลี้ภัย และคงจะไม่มีวันได้สถานะผู้ลี้ภัยนะครับ (ยังไม่นับว่าญี่ปุ่นแทบไม่รับผู้ลี้ภัยทางการเมือง)

การจะไปอยู่ต่างประเทศไม่ว่าจะญี่ปุ่นหรือประเทศอื่น ควรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนก่อนเพราะว่าเป็นการลงทุนเงินและเวลาจำนวนมากที่อาจไม่ได้อะไรกลับคืนมาครับ ไม่ใช่ว่าการเมืองมันแย่ คนมันแย่ รถมันติด แล้วจบ ผมเข้าใจว่าประเทศไทยเรามีปัญหาหลายเรื่อง แต่เพื่อตัวของเราเอง เราก็ควรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนด้วยว่าจะไปทำอะไร เช่นไปเรียนหรือทำงานเก็บประสบการณ์ ไปนานๆหรือชั่วคราว เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวของคุณเองครับ

ถ้าบังเอิญคุณเป็นคนที่ต้องการลี้ภัยทางการเมืองจริงๆ แต่หลงมาที่เพจนี้ เราช่วยอะไรไม่ได้นะ ลองติดต่อองค์กรอื่นๆเช่นสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ บทความนี้เหมาะกับคนที่อยากไปเรียนหรือทำงานเฉยๆครับ ส่วนเรื่องการเมืองเป็นมุกซะครึ่งนึงนะ

ตัดสินใจแล้วว่าฉันจะไปอยู่ญี่ปุ่น ไม่กลับมาอีกแล้ว

ถ้าตัดสินใจแล้วว่าอยากไปจริงๆก็ไม่มีปัญหา เข้าเรื่องกันดีกว่า การที่คนต่างชาติซักคนจะได้อยู่ญี่ปุ่นแบบ "ถาวร" มีสองวิธีหลักๆ

1. คือการขอสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งยากมากและมีข้อดีข้อเสียหลายอย่างที่น่ารู้ก่อนจะตัดสินใจ แต่หลักๆผมไม่แนะนำครับ เพราะมีอีกวิธีที่ง่ายกว่า

2. คือการขอวีซ่าพำนักถาวร หรือที่เรียกกันว่าเอจู (永住権) วิธีนี้เป็นที่นิยมมากกว่าด้วยเหตุผลหลายประการ และของ่ายกว่าอีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าใครๆก็จะทำได้

ทำไมเราถึงไม่แนะนำให้เปลี่ยนสัญชาติเป็นคนญี่ปุ่น

ก่อนอื่น การเปลี่ยนสัญชาติเป็นญี่ปุ่นทำได้ยาก ไม่เป็นที่นิยม และไม่เหมาะสมเอามากๆ กับคนส่วนใหญ่ แต่ทำไมเราถึงมองว่าไม่เหมาะสม??

เนื่องจากญี่ปุ่นไม่อนุญาติให้ถือสองสัญชาติ คนที่จะเปลี่ยนสัญชาติเป็นญี่ปุ่นถาวรจึงต้องสละสัญชาติไทย กลายเป็นพลเมืองญี่ปุ่น ใช้พาสปอร์ตญี่ปุ่น มีสิทธิ์เลือกตั้งในญี่ปุ่น ซึ่งบางเรื่องก็เหมือนจะเป็นเรื่องดีเช่นพาสปอร์ตญี่ปุ่นที่สะดวกมากๆสำหรับคนที่ไปต่างประเทศบ่อยเพราะสามารถเข้าได้หลายประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า

แต่การสละสัญชาติไทยไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน โดยเฉพาะคนไทยแท้ๆทั่วไปที่ไม่ได้มีครอบครัวอยู่ที่ญี่ปุ่น เพราะจะเสียสิทธิ์ทุกอย่างในฐานะประชาชนไทย หากคิดจะกลับไทยในอนาคตจะเป็นการมาในฐานะคนญี่ปุ่นคนหนึ่งที่แวะมาอยู่ที่ไทยระยะยาว ไม่ใช่คนไทย การดำเนินการทางกฏหมายต่างๆ เช่นการถือครองทรัพย์สิน บ้าน รถ จะลำบากกว่าคนไทย และก็ยังมีปัญหาเรื่องวีซ่าและเอกสารเพิ่มเติมขึ้นมา (ที่คนไทยปกติไม่ต้องเจอแต่คนต่างชาติในไทยต้องเจอ)

คนที่สละสัญชาติไทยเพื่อรับสัญชาติญี่ปุ่นนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มั่นใจว่าสามารถอยู่ญี่ปุ่นได้ตลอดชีวิตโดยไม่เดือดร้อน เช่นวัยรุ่นที่เกิดมาเป็นลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น มีบ้านและครอบครัวอยู่ที่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว เป็นต้น ถ้าคุณเป็นคนที่เหมาะกับการขอสัญชาติญี่ปุ่นมากกว่าการขอวีซ่าถาวรเชื่อว่าคงไม่จำเป็นต้องมาอ่านบทความนี้แต่แรก เพราะพ่อหรือแม่ชาวญี่ปุ่นของคุณคงกำลังทำเรื่องให้อยู่แล้ว

เพื่อประหยัดเวลาเราจึงขอข้ามไปเรื่องวีซ่าทำงานและการอัพเกรดเป็นวีซ่าถาวร ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับคนไทยแท้ๆที่อยากมาทำงานยาวๆที่ญี่ปุ่น

การขอวีซ่าทำงานในญี่ปุ่น

ถ้าหากคุณอยากได้วีซ่าพำนักถาวรก่อนอื่นต้องทำยังไงล่ะ?? คำตอบคือ ต้องเริ่มจากการได้วีซ่าประเภทอื่นก่อน เช่นวีซ่าทำงาน

ในทางเทคนิค การหางานแปลว่าเราจะได้วีซ่าทำงาน ไม่ได้แปลว่าจะได้วีซ่าอยู่ถาวรทันที หลายคนอาจจะเข้าใจผิดแต่ว่านี่เป็นสองสิ่งที่ไม่เหมือนกัน วีซ่าทำงานเป็นวีซ่าระยะยาวแต่ก็ยังไม่ถาวร เหมือนกับสิ่งที่เรียกว่าเวิร์คเพอร์มิตในหลายๆประเทศ แต่การหางานก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ดีเพราะตราบใดที่เรามีงานทำมีสังกัดอยู่กับบริษัทในญี่ปุ่น เราก็จะสามารถต่อวีซ่าเพื่อทำงานให้บริษัทนั้นๆต่อไปได้เรื่อยๆโดยแทบไม่ต้องกังวลว่าจะต่อไม่ได้ หากได้งานกับบริษัทในญี่ปุ่นและได้รับวีซ่าครั้งหนึ่งแล้ว โอกาสต่อวีซ่าครั้งต่อไปไม่ได้นั้นแทบจะไม่มี หากยังอยู่บริษัทเดิม ไม่ได้ถูกไล่ออกหรือว่าเปลี่ยนงาน

สิ่งที่ต้องมีก็คือบริษัทที่ญี่ปุ่นที่จะรับเราเข้าทำงาน และเอกสารต่างๆที่ยืนยันได้ว่าเราจะมีงานทำจริงๆ เช่นสัญญาว่าจ้างเป็นต้น และอีกเรื่องก็คือตัวบริษัทเองก็ต้องมีความเหมาะสมเช่นเป็นบริษัทที่เชื่อถือได้และมีใบอนุญาติถูกต้องเป็นต้น

การทำวีซ่าในตัวของมันเองไม่ใช่เรื่องยาก มีขั้นตอนชัดเจน มีเอกสารที่ต้องใช้ชัดเจน หากถึงเวลาลงมือทำจริงๆ เอกสารหลายๆอย่างสามารถขอให้บริษัทที่จะจ้างเราช่วยออกให้ได้ แต่สิ่งที่ยากจริงๆคือการหางานในญี่ปุ่นมากกว่า

ตำแหน่งงานที่ญี่ปุ่นต้องการในปัจจุบัน

ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปคือโอกาสสำหรับคนที่มีความสามารถใน 14 ด้านนี้ รัฐบาลของนายชินโซ อาเบะ ได้ประกาศแผนการที่จะรับชาวต่างชาติเข้าทำงานในญี่ปุ่นเพิ่ม โดยมี 14 สายงานหลักๆที่ขาดแคลนและต้องการแรงงานต่างชาติ โดยคาดกันว่าภายในปี 2019 นี้ จะทำการผ่านกฏหมายเพื่อให้ชาวต่างชาติในสายงานเหล่านี้สามารถขอวีซ่าได้ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น แน่นอนว่าเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานของญี่ปุ่นเอง

สายงาน 14 อย่างที่รวมอยู่
งานพยาบาล การดูแลคนชรา
งานทำความสะอาดสิ่งปลูกสร้าง
งานทำนา
งานประมง
งานการผลิต (อาหารและเครื่องดื่ม)
งานบริการ เช่นร้านอาหาร
งานการผลิต (วัสดุ โลหะ และอื่นๆ)
งานการผลิต (เครื่องจักร)
งานการผลิต (เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไฮเทค)
งานก่อสร้าง
งานต่อเรือ
งานทางด้านยานยนต์
งานทางด้านการบิน
งานทางด้านโรงแรม

จะเห็นได้ว่าสายงานมีหลายอย่าง ทั้งประเภทแรงงานง่ายๆ อย่างเช่นงานทำความสะอาด งานบริการ ไปจนถึงแรงงานฝีมืออย่างเช่นพยาบาล งานผลิตสินค้าไฮเทค ซึ่งเป็นโอกาสของคนต่างชาติรวมถึงคนไทยที่อยากลองทำงานที่ญี่ปุ่นหลายๆปี

ข้อดีของการอยู่ญี่ปุ่นด้วยวีซ่าทำงานประจำ

อย่างแรกเลยก็คือเป็นวีซ่าที่น่าจะของ่ายที่สุดแล้ว (รองจากวีซ่านักเรียน ส่วนหนึ่งเพราะสำหรับคนไทยเป็นนักเรียนได้ง่ายกว่าการได้งานทำ) เงื่อนไขไม่ต้องการอะไรมากนอกจากการได้งานประจำทำในญี่ปุ่น เอกสารที่ต้องใช้ถือว่าง่ายเมื่อเทียบกับวีซ่าอื่นๆ ถ้าบริษัทออกเอกสารให้ทุกอย่างตามที่กองตรวจคนเข้าเมืองร้องขอ และเอกสารส่วนตัวของเราไม่มีปัญหา ก็สามารถขอได้ไม่ยาก

ข้อดีอีกอย่างก็คือ หากทำงานไปหลายปีก็มีสิทธิ์ที่จะอัพเกรดเป็นวีซ่าถาวรได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ สามารถกลับไทยเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ยาก หากเปลี่ยนใจ เพียงลาออกจากบริษัทและขนข้าวของกลับ กลับไปแล้วก็มีสิทธิมีเสียงเท่าเดิม เป็นคนไทยเหมือนเดิม มีสิทธิเลือกตั้งเหมือนเดิม สามารถซื้อบ้านซื้อรถได้ง่ายๆ (หากมีเงิน) ซึ่งตรงนี้จะได้เปรียบคนที่เปลี่ยนเป็นสัญชาติญี่ปุ่นอย่างมาก

ข้อเสียของการอยู่ญี่ปุ่นด้วยวีซ่าทำงานประจำ

ข้อเสียของการอยู่ญี่ปุ่นด้วยวีซ่าทำงานประจำ

อย่างแรกก็คือจะไม่ค่อยมีอิสระด้านงานเท่ากับคนที่ได้วีซ่าถาวรหรือสัญชาติ เช่นไม่สามารถลาออกมาทำงานฟรีแลนซ์ได้เพราะวีซ่าผูกอยู่กับงานประจำที่ทำ หรือหากจะเปลี่ยนงานไปสายงานอื่นก็อาจจะต้องขอวีซ่าใหม่เพราะอาจจะต้องเปลี่ยนประเภทวีซ่าให้ตรงกับงานที่ทำ หลายคนบอกว่ามีความรู้สึกว่าขาดอิสระในการทำงานเพราะถ้าหากเจอปัญหาที่ทำให้ไม่มีงานประจำทำ (เช่นหากถูกไล่ออกหรือบริษัทปิดกิจการ) ก็จะส่งผลกับสิทธิในการอยู่ญี่ปุ่นของตัวเอง ซึ่งถ้าเปลี่ยนสัญชาติเป็นญี่ปุ่นถาวร แน่นอนว่าถึงบริษัทจะปิดกิจการยังไงก็จะไม่เจอปัญหาตรงนี้แน่นอน

อีกหนึ่งเรื่องก็คือความยุ่งยากในการต่อวีซ่า ที่ต้องทำใหม่ทุกๆ 1, 3 หรือ 5 ปี ซึ่งหลายคนก็มองว่าไม่ใช่เรื่องที่ลำบากอะไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ไม่มั่นคงเท่าวีซ่าถาวร เพราะทุกครั้งที่ไปทำ โอกาสถูกปฏิเสธก็ยังมี

สุดท้ายก็คือปัญหาที่ไม่ได้เกี่ยวกับวีซ่า แต่มาจากการทำงานของเราเอง เพราะการทำงานในญี่ปุ่นไม่ใช่สำหรับทุกคน บางคนบอกว่าดีกว่าเมืองไทย แต่บางคนก็บอกว่าแย่ยิ่งกว่าเมืองไทย ถึงแม้คุณจะได้วีซ่าแต่ไม่มีอะไรการันตีว่าคุณจะได้เพื่อนร่วมงานที่ดีหรือบริษัทที่น่ารัก

การขอวีซ่าจากการแต่งงานกับคนญี่ปุ่น (日本人の配偶者)

ทุกท่านที่อยากแต่งงานกับคนญี่ปุ่นโปรดใช้วิจารณญาณด้วยตัวเอง เพราะผู้ออกวีซ่าไม่รับผิดชอบต่อความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการแต่งงานของคุณกับคนญี่ปุ่น เป็นปัญหาครอบครัวของคุณเองล้วนๆ

นี่เป็นวิธีที่ถ้าแค่อยากหนีเมืองไทยไปอยู่ญี่ปุ่นเฉยๆเราไม่แนะนำ เพราะการแต่งงานมักตามมาด้วยปัญหาต่างๆมากมาย ขนาดคนสองคนที่พูดไทยเหมือนกันแต่งงานแล้วยังต้องคุยกัน ทะเลาะกัน ถ้าอยู่ดีๆจะแต่งงานเพื่อวีซ่าเฉยๆคงไม่ดีแน่เพราะคู่แต่งงานข้ามชาติเต็มไปด้วยปัญหาครอบครัว (ถ้าสนใจมีประสบการณ์จากผู้รู้ให้อ่านมากมาย) ปัญหาครอบครัวที่นี่เยอะ มีคนไทยที่แต่งกับญี่ปุ่นมาปรึกษาผมอยู่บ้าง และจากมุมมองผมคือการคุยกันไม่รู้เรื่องยังเป็นปัญหาอันดับหนึ่ง

นอกจากนี้การขอวีซ่าก็ไม่ง่ายเหมือนวีซ่าทำงาน หากมีอะไรที่น่าสงสัยอย่างเช่นแต่งงานกันทั้งที่เคยเจอกันไม่กี่ครั้ง หรือพูดกันไม่รู้เรื่อง เจ้าหน้าที่อาจไม่ให้ผ่านก็ได้ นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบหลายๆอย่างที่การขอวีซ่าทำงานไม่มีเพื่อวัดว่าเป็นคู่รักกันจริงมั้ย อย่างเช่นการขอสัมภาษณ์หรือการขอให้เขียนบทความรายงานว่าคบหากันมานานแค่ไหนและทำไมถึงตัดสินใจแต่งงานกันเป็นต้น (เป็นภาษาญี่ปุ่น)

ข้อเสียของวีซ่าแต่งงานกับคนญี่ปุ่น

ข้อเสียของวีซ่าแต่งงานกับคนญี่ปุ่น

โดยตัววีซ่าแต่งงานแล้วไม่ได้มีอะไรที่แย่กว่าวีซ่าทำงาน เพราะมีอิสระมากกว่า สามารถทำงานได้ไม่จำกัดสาขา สามารถตั้งบริษัทก็ได้ เปิดกิจการได้ พาลูกติดตามมาอยู่ด้วยก็ได้ ถึงแม้จะมีเงื่อนไขที่วีซ่าทำงานไม่มี (อย่างเช่นถ้าหย่าร้างกับคู่แต่งงานขึ้นมาก็ต้องกลับ) แต่ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องที่เสียเปรียบวีซ่าทำงาน เพราะวีซ่าทำงานเองถ้าออกจากงานก็จะเจอปัญหาแบบเดียวกัน แถมยังมีทางแก้หลายทาง เช่นสามารถทำเรื่องยกเว้นให้อยู่ต่อได้ ซึ่งอาจจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่นถ้ามีลูกก็ผ่านง่ายขึ้นเป็นต้น

แต่ข้อเสียที่สำคัญที่สุดก็คือ ข้อเสียทุกอย่างที่มากับการแต่งงานนั่นเอง ซึ่งไม่ใช่ปัญหาของวีซ่า อย่างเช่นถ้าคุณแต่งงานกับคนไม่ดี หรือพูดกันไม่รู้เรื่องเพราะแฟนไม่รู้ภาษาไทยหรือคุณไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่ปัญหาวีซ่าแต่เป็นปัญหาครอบครัว ซึ่งเราไม่สามารถรับรองได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด ยังไงถ้าแต่งงานก็ขอให้แต่งเพราะรักกันจริงและคุยกันรู้เรื่องนะครับ อย่าแต่งแค่เพราะอยากอยู่ญี่ปุ่นเด็ดขาด

ที่สำคัญหากมาอยู่ญี่ปุ่นโดยไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ภาษา ไม่มีงานทำ ไม่สามารถยืนด้วยขาของตัวเองได้ มาแบบหวังพึ่งคู่แต่งงานอย่างเดียว ถ้าเขาเลิกรักเราขึ้นมา โอกาสที่จะโดนกดขี่ก็มีนะ (เป็นปัญหาที่ผมเห็นบ่อยพอควร)

การขอวีซ่าถาวร (永住権)

สำหรับคนที่ทำงานหรือแต่งงานกับคนญี่ปุ่นมาได้หลายปีแล้วนี่คือวิธีอยู่ถาวรที่แนะนำ โดยสืบต่อมาจากสิ่งที่กล่าวมาในหัวข้องานประจำและการแต่งงาน เพราะการขอวีซ่าถาวรหรือที่เรียกกันว่า เอจู (永住権) ไม่ใช่อะไรที่ทำได้ทันที แต่ส่วนใหญ่ต้องอัพเกรดมาจากวีซ่าประเภทอื่นเช่นวีซ่าทำงานหรือแต่งงาน

ถ้าคุณอยู่ญี่ปุ่นและทำงานประจำมาหลายปี มีที่อยู่ในญี่ปุ่น มีงานทำ มีรายได้แน่นอน ไม่ว่าใครๆก็สามารถลองขอวีซ่าถาวรได้ เงื่อนไขหลักๆที่เราจะสามารอัพเกรดจากวีซ่าทำงานมาเป็นวีซ่าถาวรได้ก็มีหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น

 อยู่ญี่ปุ่นมานานเกินกว่า 10 ปี
 ไม่มีประวัติอาชญากรรม
 ไม่เคยเลี่ยงภาษี
 วีซ่าปัจจุบันถูกต้องตามกฏหมาย
 มีรายได้มั่นคง

นอกจากนี้ญี่ปุ่นมีระบบให้คะแนนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็นเกณท์ในการคัดคนที่จะอัพเกรดเป็นวีซ่าถาวร ยิ่งคุณเป็นคนเก่งหรือมีสกิลที่ญี่ปุ่นต้องการก็ยิ่งมีโอกาสขอได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น โดยคะแนนที่ให้วัดจากหลายๆอย่างเช่นระดับเงินเดือน ระดับการศึกษา ความสามารถภาษาญี่ปุ่น สายอาชีพที่ทำ (เช่นการเป็นนักวิจัยที่มีผลงาน เป็นต้น) ซึ่งหากคะแนนรวมยิ่งสูงก็ยิ่งมีโอกาสขอวีซ่าถาวรได้ง่ายขึ้น เป็นต้น

แต่สิ่งหนึ่งที่มักจะเข้าใจผิดกันก็คือ มักจะคิดว่าต้องเป็นคนเก่งสุดๆ เป็นนักวิจัย เป็นผู้บริหาร หรือต้องเงินเดือนสูงเป็นล้านๆ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะถึงแม้จะเป็นคนธรรมดาในบริษัทธรรมดาก็สามารถขอได้ เพียงแต่อาจจะใช้เวลานานกว่าเท่านั้นเอง การเป็นคนเก่งแค่ช่วยให้คุณสามารถขอได้เร็วขึ้น ไม่ต้องอยู่ญี่ปุ่นให้ครบสิบปีก่อนจะยื่นขอ

เอกสารและขั้นตอนการขอวีซ่าถาวรของญี่ปุ่น

ตัวขั้นตอนการขอจริงๆแล้วไม่ยากสำหรับคนที่อยู่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว เพียงแค่เตรียมเอกสารดังกล่าวให้พร้อม

1. แบบฟอร์ม eijuken shinseisho (永住許可申請書)

2. ภาพถ่ายตามขนาดที่กำหนดในเอกสาร มาตรฐานเดียวกับพาสปอร์ต พร้อมเขียนชื่อไว้ด้านหลังภาพ

3. Juminhyo ทะเบียนบ้านที่ญี่ปุ่น

4. ถ้าหากทำงาน ต้องมีหลักฐานที่รับรองสถานภาพการทำงานเช่น
zaishoku shomeisho (在職証明書)
หรือใบ tax return (確定申告書) สำหรับคนทำธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น
kazei shomei-sho (課税証明書)

5. เอกสารที่รับรองรายได้และการจ่ายภาษีอย่างเช่น
nozei shomeisho (納税証明書)
หรือ kazei shomei-sho (課税証明書)

6. ถ่ายเอกสารของพาสปอร์ต

7. ถ่ายเอกสารของบัตร Residence card (在留カード)

เอกสารที่จำเป็นจริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่ และขั้นตอนการขอแต่ละอย่างก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด หากขอแล้วไม่ได้ก็ขอซ้ำได้อีกด้วย แต่หนึ่งสิ่งที่อยากให้คุณรู้ไว้ก็คือการจะขอวีซ่าถาวรได้นั้นต้องมีประสบการณ์อยู่ญี่ปุ่นมาก่อนแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้จากไทย เพราะฉะนั้นใครอ่านจากที่ไทยขอแนะนำว่าให้ตั้งเป้าหมายเป็นการหางานทำที่ญี่ปุ่นก่อน การขอวีซ่าถาวรนั้นเป็นเรื่องที่ตามมาภายหลัง และเอกสารหลายอย่างที่จำเป็นในการขอวีซ่าถาวรนี้ ถ้าไม่เคยอยู่ญี่ปุ่นก็จะไม่มีแน่นอน

และที่สำคัญ หากมีใครที่ไทยบอกว่าสามารถออกวีซ่าญี่ปุ่นถาวรให้ได้ อยากให้รู้เอาไว้ว่าเขาโกหกแน่ๆ

ข้อดีของการอยู่ญี่ปุ่นด้วยวีซ่าถาวร

ประการแรกก็คือเป็นเหมือนกับการอัพเกรดจากวีซ่าทำงาน มีหลายๆอย่างคล้ายกัน แต่โดยรวมแล้วเหนือกว่าในแง่อิสรภาพ จะลาออกมานอนอยู่บ้านทำงานฟรีแลนซ์ก็ได้ บริษัทจะปิดกิจการหรือโดนไล่ออกก็ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องกลับประเทศ การเช่าบ้าน เปิดกิจการได้ง่ายขึ้น กู้เงินเพื่อซื้อบ้าน รถ ที่ดินได้ง่ายขึ้นเป็นต้น สิทธิต่างๆเริ่มใกล้เคียงกับคนสัญชาติญี่ปุ่นมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เท่าการได้สัญชาติ

โดยรวมแล้ว ไม่มีอะไรที่บอกได้ว่าแย่กว่าวีซ่าทำงาน เพราะแทบทุกอย่างอัพเกรดหมด ตั้งแต่สิ่งที่ทำได้ที่มีมากขึ้น และธุระต่างๆก็น้อยลง (เช่นการอัพเดทวีซ่าทุกปีก็ไม่ต้องอีกต่อไป) แต่ถ้าจะมองหาข้อเสียจริงๆก็คงต้องเป็นการที่ไม่สามารถขอได้ทันที ต้องมีประสบการณ์อยู่ญี่ปุ่นด้วยวีซ่าอื่นๆมาก่อนเช่นวีซ่าทำงานหรือแต่งงานนั่นเอง

โอกาสทำได้จริง

มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่าตัวเองมีโอกาสได้วีซ่าอยู่ญี่ปุ่นแค่ไหน ไม่ว่าจะถาวรหรือชั่วคราว ซึ่งคำตอบผมเชื่อว่าจะต่างกันไปสำหรับแต่ละคนเพราะทุกคนก็มีเป้าหมาย มีสิ่งที่อยากทำ มีความสามารถไม่เท่ากัน ก่อนจะถามว่ามีโอกาสได้วีซ่ามากแค่ไหนคำถามที่ต้องตอบคือ คิดว่าตัวเองมีโอกาสได้งานที่ญี่ปุ่นมั้ย หรือว่ามีแฟนเป็นคนญี่ปุ่นหรืิอเปล่า เป็นต้น

"การอยู่ญี่ปุ่นถาวร" จึงไม่ควรถูกนำมาเป็นเป้าหมายชีวิต เป้าหมายควรจะเป็นอะไรที่เป็นรูปธรรมและสะท้อนสิ่งที่เราอยากทำมากกว่าครับ เช่นอยากทำงานต่างประเทศ หรืออยากไปอยู่กับแฟนเป็นต้น ซึ่งพอมาถึงตรงนี้หากถามว่าโอกาสไปอยู่ญี่ปุ่นถาวรของคุณมีมากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีโอกาสได้งานหรือแต่งงานกับคนญี่ปุ่นแค่ไหนครับ แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหนอย่าลืมนะว่า ทั้งการทำงานและการแจ่งงานข้ามชาตินั้นมีข้อเสียของมันเอง ที่เราขอไม่ชี้นำว่ามันดีหรือไม่ดีครับ

ขอให้โชคดีกับการหางานหรือหาแฟนนะครับ

บทความที่เกี่ยวข้องกับการหางานในญี่ปุ่น
เงินเดือนญี่ปุ่น ค่าครองชีพ และเงินเก็บ
เงินเดือนที่ญี่ปุ่น (แบ่งตามอาชีพ)
วิธีการหางานในญี่ปุ่น และประสบการณ์ส่วนตัว