All About Japan

5 สถานทีท่องเที่ยวตามรอยตำนานชื่อดังของญี่ปุ่น

| รู้ลึกเรื่องญี่ปุ่น
5 สถานทีท่องเที่ยวตามรอยตำนานชื่อดังของญี่ปุ่น

ตำนานและเรื่องเล่าของญี่ปุ่นนั้นมีอยู่มากมาย และแม้แต่เราที่เป็นคนไทยก็อาจจะเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง แม้ว่าตำนานบางเรื่องอาจจะฟังดูเหนือจริง แต่ก็ยังมีสถานที่บางแห่งในญี่ปุ่นที่เชื่อมโยงกับตำนานเหล่านั้น และสามารถเดินทางไปสัมผัสได้จริงๆ วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยว 5 แห่งในญี่ปุ่นที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนานต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่นกัน

1. โมโมทาโร่

หนึ่งในนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นซึ่งน่าจะเป็นรู้จักอย่างดีทั้งสำหรับคนญี่ปุ่นและคนไทย โดยเรื่องของโมโมทาโร่นั้นเริ่มต้นจากตายายคู่หนึ่งที่พบลูกท้อขนาดใหญ่ลอยมาตามแม่น้ำ จากนั้นจึงได้พยายามเก็บลูกท้อลูกนั้นขึ้นมาเพื่อหวังจะเอามาทาน แต่ในระหว่างนั้นลูกท้อก็แยกออกจากกัน และพบว่ามีเด็กทารกคนหนึ่งอยุ่ในลูกท้อลูกนั้น สองตายายจึงได้ตั้งชื่อเด็กทารกว่า “โมโมทาโร่” ซึ่งแปลว่าเด็กชายลูกท้อ และตัดสินใจเลี้ยงดูเด็กคนนี้เอาไว้

เมื่อเวลาผ่านไป โมโมทาโร่ได้เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กหนุ่มที่แข็งแรงและมีพละกำลังมหาศาล และในเวลาเดียวกันนั้นเอง ก็มีข่าวว่ามีปิศาจร้ายจากเกาะปิศาจบุกมาสร้างอันตรายให้กับมนุษย์ โมโมทาโร่จึงขออนุญาตสองตายายที่เลี้ยงดูมาเพื่ออาสาไปปราบปิศาจ ซึ่งระหว่างการเดินทางไปยังเกาะปิศาจนั้น โมโมทาโร่ก็ได้พันธมิตรเพิ่มเป็นไก่ฟ้า สุนัข และลิง และท้ายที่สุดทั้งสี่ก็ได้ร่วมกันปราบปิศาจร้ายจนสำเร็จ

ศาลเจ้าคิบิทสึ เมืองคิบิทสึ จ.โอคายาม่า (Kibitsu Shrine)

เมืองโอคายาม่า (Okayama) นั้นถือเป็นเมืองที่เป็นต้นกำเนิดของโมโมทาโร่ และมีสถานที่ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงสิ่งของอื่นๆ ที่ใช้โมโมทาโร่มาใช้เป็นจุดขายอยู่มากมาย อย่างเช่นขนมคิบิดังโกะ แต่จุดที่มีความเกี่ยวโยงกับเรื่องเล่านี้มากที่สุดก็คือศาลเจ้าคิบิทสึ ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อสักการะ เจ้าชายโอคิบิสึฮิโกะ โนะ มิโคโตะ ที่มีตำนานเกี่ยวกับวีรกรรมอันกล้าหาญในการออกไปปราบยักษ์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบของนิทานเรื่องโมโมทาโร่นั่นเอง และยังมีความเชื่อว่าหัวของยักษ์ที่ถูกปราบนั้นได้ถูกนำมาใส่ไว้ในหม้อ และฝังเอาไว้ใต้ศาลเจ้าแห่งนี้ โดยหนึ่งในพิธีกรรมสำคัญของศาลเจ้าแห่งนี้คือ “นารุคามะ ชินจิ” ซึ่งเป็นพิธีกรรมในการทำนายถึงโชคดีหรือโชคร้ายโดยการฟังเสียงจากหม้อข้าวไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงการฟังเสียงร้องครวญครางจากศีรษะของยักษ์ที่ถูกเก็บเอาไว้ในหม้อตามตำนาน นอกจากนี้รูปแบบอาคารของศาลเจ้าคิบิทสึยังมีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์จากสถาปัตยกรรมแบบคิบิสึ-สุคุริ ซึ่งตัวอาคารและหลังคานั้นจะแผ่ขยายออกทั้งสองด้านจนมีลักษณะคล้ายกับนกที่กำลังสยายปีกออก

ศาลเจ้านี้นอกจากจะมีความเกี่ยวข้องกับตำนานแล้ว ตัวอาคารก็ยิ่งใหญ่และสวยงาม รวมถึงเป็นจุดชมวิวซากุระที่เป็นที่นิยมแห่งหนึ่งในโอคายาม่า

ค่าเข้าชม : ฟรี
เวลาเปิดปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง : สถานี Kibitsu และเดินต่ออีกประมาณ 10 นาที

2. เทพเจ้าอะมะเทระสึ Amaterasu (เทพแห่งดวงอาทิตย์)

2. เทพเจ้าอะมะเทระสึ Amaterasu (เทพแห่งดวงอาทิตย์)

หนึ่งในเทพเจ้าสูงสุดตามความเชื่อในศาสนาชินโต ซึ่งว่ากันว่าเทพอะมะเทระสึนั้น เป็นทั้งเทพแห่งดวงอาทิตย์ที่ร่วมปกครองสวรรค์และท้องฟ้า เป็นต้นตระกูลของจักรพรรดิของญี่ปุ่น รวมถึงเป็นที่มาของการนำสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์ไปอยู่บนธงชาติของญี่ปุ่น ซึ่งตามบันทึกเก่าแก่ของญี่ปุ่นได้เขียนไว้ว่าเทพอะมะเทระสึเป็นบุตรสาวของเทพอิซานางิ เทพเจ้าแห่งการกำเนิดและสรวงสวรรค์ และมีพี่น้องคือซูซาโนโอะ เทพแห่งลม และซึคุโยมิ เทพแห่งจันทรา

โดยเหตุการณ์สำคัญตอนหนึ่งของตำนานเทพเจ้าอะมะเทระสึ คือตอนที่มีการจัดพิธีให้กำเนิดเทพแข่งกับพี่น้องของอะมะเทระสึ ซึ่งเป็นการแข่งกันให้กำเนิดเทพจากสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของเทพแต่ละองค์ และผลลัพธ์คือมีการตัดสินว่าเทพอะมะเทระสึเป็นผู้ชนะในพิธีนี้ แต่เทพซูซาโนโอะกลับไม่พอใจผลการตัดสิน และไปทำลายไร่นา รวมถึงฆ่าบริวารของเทพอะมะเทระสึ ทำให้เธอรู้สึกโกรธและเสียใจจนตัดสินใจเข้าไปซ่อนตัวในถ้ำ และเนื่องจากเทพอะมะเทระสึเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์และแสงสว่าง ทำให้เมื่อเธอเข้าไปอยู่ในถ้ำ แสงสว่างทั้งบนสวรรค์และโลกมนุษย์ก็ได้หายไปจนเหลือแต่ความมืดมิด ทำให้ในภายหลัง บรรดาเทพองค์อื่นๆ ต้องมาร่วมกับใช้อุบายเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เทพอะมะเทระสึออกมาจากถ้ำจนสำเร็จ ทำให้โลกและสวรรค์กลับมามีแสงสว่างดังเดิม

หุบเขาทะคะจิโฮะ เมืองมุโคยาม่า จ.มิยาซากิ (Takachiho Gorge)

เนื่องจากเทพอะมะเทระสึเป็นเทพที่มีความสำคัญอย่างมากในความเชื่อของชาวญี่ปุ่น ทำให้มีสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับเทพองค์นี้อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะศาลเจ้าหลายแห่งที่ตั้งขึ้นเพื่อสักการะเทพอะมะเทระสึโดยเฉพาะ แต่หากเป็นสถานที่ที่มีความเกี่ยวพันกับตำนานของเทพองค์นี้ หุบเขาทะคะจิโฮะถือเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญ ซึ่งเชื่อกันว่าถ้ำในหุบเขาแห่งนี้คือถ้ำที่เทพอะมะเทระสึได้มาซ่อนตัวจนทำให้แสงสว่างหายไปจากโลกและสวรรค์ โดยถ้ำที่ว่านี้มีชื่อว่าถ้ำอามาโนะ ยาสึกาวาระ เป็นส่วนหนึ่งของ ศาลเจ้าอามาโนะ อิวาโตะ และตั้งอยู่ในพื้นที่ของหุบเขาแห่งนี้ ลักษณะของถ้ำจะเป็นโพรงขนาดใหญ่ มีเสาโทริอิไม้เก่าแก่ขนาดยักษ์ตั้งอยู่ด้านใน ทำให้มีบรรยากาศที่ทั้งขรึมขลังและสวยงามไม่เหมือนใคร ส่วนพื้นที่หลักของหุบเขาทะคะจิโฮะคือแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านหุบเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวขจี ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงที่สามารถพายเรือ หรือเดินชมความสวยงามของหุบเขาแห่งนี้ได้อย่างเต็มตา

ค่าเข้าชม : ฟรี
เวลาเปิดปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง : สถานี Kumamoto จากนั้นโดยสารรถ Kyushu Sanko Bus จากป้าย Kumamoto Ekimae ไปลงที่ Takachiho Bus Center แล้วเดินอีก 30 นาที

3. กัปปะ

กัปปะเป็นผีญี่ปุ่นจำพวกพรายน้ำ ซึ่งมีการเล่าขานกันอย่างกว้างขวาง และมักจะถูกนำไปดัดแปลงไปผสมกับเรื่องเล่าอื่นๆไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม การ์ตูนและภาพยนตร์ต่างๆ ของญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ รูปร่างของกัปปะนั้นอาจะแตกต่างกันออกไปบ้างตามความเชื่อและการเล่าต่อๆ กันในแต่ละพื้นที่ แต่ลักษณะโดยรวมของกัปปะนั้นว่ากันว่ามีลักษณะคล้ายกับกบ ตัวสูงประมาณเด็ก มีกระดองอยู่ที่หลัง และบริเวณศีรษะจะมีลักษณะคล้ายกับจานที่ใส่น้ำเอาไว้

มีเรื่องเล่าเสริมว่าหากไปพบกัปปะแล้วต้องการรอดชีวิตกลับมา จะมีอยู่สองวิธีหลักๆ คือพยายามหลอกให้กัปปะโค้งคำนับ เพื่อให้น้ำที่อยู่ในจานบนหัวกัปปะไหลออกมา ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้กัปปะอ่อนแรง และอีกวิธีหนึ่งคือเชื่อกันว่าของโปรดของกัปปะคือแตงกวา ถ้าหากเขียนชื่อตัวเองลงบนแตงกวาแล้วโยนลงไปในแม่น้ำ กัปปะจะหันไปสนใจแตงกวา แล้วจดจำชื่อของเราเอาไว้ จากนั้นจะไม่มีมาทำร้ายเราอีก

ลักษณะนิสัยของกัปปะเองก็มีการเล่าไปในหลายทาง มีทั้งที่เชื่อว่ากัปปะเป็นผีร้ายที่คอยลากสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมถึงมนุษย์ลงไปฆ่ากินในแม่น้ำ ไปจนถึงความเชื่อที่ว่ากัปปะเป็นภูติหรือเทพชนิดหนึ่งที่คอยดูแลแม่น้ำลำคลอง ซึ่งแม้แต่ศาลเจ้าบางแห่งในญี่ปุ่นก็ยังมีศาลสำหรับบูชากัปปะโดยเฉพาะ

แม่น้ำคัปปะบุชิ เมืองโทโนะ จ.อิวาเตะ (Kappabuchi)

เมืองโทโนะ ในจ.อิวาเตะนั้นเป็นเมืองที่มีการเล่าขานถึงกัปปะอย่างมาก จนกัปปะกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองแห่งนี้ โดยมีทั้งตำนานเมืองที่อ้างถึงกัปปะ ไปจนถึงคำบอกเล่าของชาวเมืองจำนวนมากที่อ้างว่าเคยพบเห็นกัปปะจริงๆ ซึ่งจุดที่ชาวเมืองโทโนะเชื่อว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหลักของกัปปะคือแม่น้ำคัปปะบุชิ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายเล็กๆ ด้านหลังหลังวัดโจคันจิ (Jokanji Temple) ที่ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติที่เงียบสงบ และมีทั้งต้นหญ้ารกครึ้มและต้นไม้สูงใหญ่อยู่รอบๆ แต่บรรยากาศก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น และเมืองโทโนะเองก็ได้พัฒนาพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นจุดท่องเที่ยว โดยเฉพาะการสร้างเส้นทางปั่นจักรยานชมเมืองตั้งแต่สถานีรถไฟโทโนะไปยังสถานที่ที่น่าสนใจต่างๆ ของเมือง เช่น วัดฟุคุเซนจิ (Fukusenji Temple) หมู่บ้านโบราณโทโนะ ฟุรุซาโตะ (Tono Furusato Village) และหนึ่งในไฮไลท์ก็คือแม่น้ำคัปปะบุชิแห่งนี้

ค่าเข้าชม : ฟรี
เวลาเปิดปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง : สถานี Tono จากนั้นต่อรถแท็กซี่หรือเช่าจักรยาน

4. เจ้าหญิงคางุยะ

4. เจ้าหญิงคางุยะ

ตำนานคลาสสิคเรื่องหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีการนำไปถ่ายทอดเป็นรูปแบบต่างๆ มากมาย รวมถึงเป็นหนึ่งในการ์ตูนของสตูดิโอจิบลิในชื่อว่า “The Tale of the Princess Kaguya” โดยตำนานนี้เริ่มต้นขึ้นจากชายชราคนหนึ่งที่เข้าไปตัดต้นไผ่ในป่าเพื่อนำมาขาย และได้พบกับต้นไผ่ต้นหนึ่งที่มีแสงสว่างจ้าออกมา และเมื่อตัดต้นไผ่ต้นนั้นออก ก็พบเด็กทารกเพศหญิงคนหนึ่งอยู่ในนั้น ด้วยความที่ชายชราไม่มีลูก เขาจึงได้นำเด็กสาวคนนั้นกลับไปหาภรรยาที่บ้าน และตัดสินใจเลี้ยงดูเด็กคนนี้จนเติบโตมาเป็นหญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงามอย่างมาก

ความงามของคางุยะนั้นเลื่องลือจนไปเข้าหูของจักรพรรดิมิคาโดะ และเมื่อพระองค์เสด็จมาพบคางุยะ ก็ตัดสินใจขอแต่งงานทันที แต่ทว่าคางุยะก็เอ่ยปฏิเสธ โดยอ้างว่าเธอเป็นผู้ที่มาจากแดนไกล ในวันหนึ่งเธอต้องกลับไปยังดินแดนนั้น จนเรื่องราวมาเปิดเผยในภายหลังว่าแท้จริงแล้วคางุยะเป็นเจ้าหญิงที่มาจากดวงจันทร์ และในคืนพระจันทร์เต็มดวงคืนหนึ่ง ก็มีคณะทูตดวงจันทร์มารับตัวเธอกลับไปและไม่เคยกลับมาที่โลกอีกเลย จักรพรรดิมิคาโดะรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์นี้มาก แม้จะรู้ว่าคางุยะได้มอบจดหมายกับยาสำหรับเป็นอมตะให้กับองค์จักรพรรดิ แต่จักรพรรดิมิคาโดะก็ได้สั่งให้ทหารนำจดหมายตอบกลับกับยาเพื่อความเป็นอมตะนี้ไปเผาบนภูเขาที่คิดว่าอยู่ใกล้กับท้องฟ้ามากที่สุด เพื่อหวังว่าจดหมายตอบกลับนี้จะลอยไปถึงคางุยะ และพระองค์ไม่ต้องการเป็นอมตะโดยที่ไม่มีวันจะได้พบกับคางุยะอีก

ภูเขาไฟฟูจิ เมืองฟูจิโนะมิยะ จ.ชิซึโอกะ (Mount Fuji)

ภูเขาไฟซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น และยังเป็นภูเขาที่เชื่อกันว่าเป็นภูเขาที่จักรพรรดิมิคาโดะสั่งให้ทหารนำยาเพื่อความเป็นอมตะและจดหมายตอบกลับถึงคางุยะขึ้นไปเผาบนยอดเขา ซึ่งเป็นตอนจบของตำนานเจ้าหญิงคางุยะที่คนญี่ปุ่นหลายคนรู้จักกันดี สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ภูเขาไฟฟูจิยังเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับคนที่มีแผนเดินทางไปแถบโตเกียว โดยจุดท่องเที่ยวสำหรับชมความสวยงามของภูเขาไฟฟูจินั้นมีอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นบริเวณทะเลสาบทั้งห้ารอบภูเขาไฟฟูจิ (Fuji five lakes) โดยเฉพาะทะเลสาบคาวากุจิโกะ ซึ่งเป็นทะเลสาบที่เห็นภูเขาไฟฟูจิได้อย่างใกล้ชิด และมีสถานีรถไฟและจุดจอดรถบัสจากโตเกียวที่สามารถเดินทางไปได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงฮาโกเน่ (Hakone) จุดท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมสนุกๆ หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการต้มและกินไข่ดำอันขึ้นชื่อ และยังมีสถานที่อีกมากมายในบริเวณจังหวัดคางาวะ จังหวัดยามานาชิ และจังหวัดชิซึโอกะซึ่งมีภูเขาไฟเป็นฉากหลังอย่างสวยงาม

ค่าเข้าชม : ฟรี
เวลาเปิดปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง : ทะเลสาบคาวากุจิโกะ - ป้ายรถบัสหรือสถานีรถไฟ Kawaguchiko
ฮาโกเน่ - สถานี Hakone Yumoto จากนั้นต่อรถกระเช้าหรือรถบัสไปยังจุดท่องเที่ยวต่างๆ

5. ผ้าคลุมนางฟ้า ฮาโกโรโมะ (Hagoromo)

5. ผ้าคลุมนางฟ้า ฮาโกโรโมะ (Hagoromo)

หากใครเคยเห็นภาพเทพธิดาและนางฟ้าของญี่ปุ่น จะเห็นได้ว่าในหลายภาพนั้นมักจะนำเสนอนางฟ้าในรูปแบบที่มี "ผ้าคลุมไหล่" อยู่ด้วย นี่คือหนึ่งในลักษณะสำคัญของนางฟ้าญี่ปุ่น

ตำนานผ้าคลุมนางฟ้า เป็นเรื่องของชายชาวประมงคนหนึ่งที่ออกไปหาปลาตามปกติ แต่ในเช้าวันหนึ่งเขาได้รู้สึกถึงกลิ่นหอมของอะไรบางอย่าง และเมื่อมองไปที่ป่าสนบนชายหาด ก็พบกับผ้าคลุมผืนหนึ่ง ที่ส่องประกายสวยงาม พาดอยู่บนต้นสนต้นหนึ่ง ชายชาวประมงได้ปีนต้นสนขึ้นไปเพื่อหยิบผ้าผืนนั้นมาดู และพบว่ามันเป็นผ้าที่มีความอ่อนนุ่ม ถักทออย่างประณีต ส่องระยิบระยับเมื่อกระทบแสง และมีกลิ่นหอมแบบเดียวกับที่เขาได้กลิ่น

ชายชาวประมงตั้งใจจะนำผ้าผืนนั้นกลับไปเก็บที่บ้าน แต่ในระหว่างทาง ก็ได้พบหญิงคนหนึ่งกำลังร่ำไห้ เมื่อชายชาวประมงเข้าไปพูดคุย จึงรู้ว่าผ้าคลุมที่พบนั้นเป็นผ้าคลุมของนางฟ้า ที่เธอลงมาชมความสวยงามของทัศนียภาพบริเวณชายหาดแห่งนี้จนเผลอทำตกเอาไว้ แต่ชายชาวประมงกลับไม่อยากคืนให้ เพราะต้องการเก็บเอาไว้เป็นของล้ำค่าของตนเอง แต่นางฟ้าพยายามอ้อนวอนว่าหากไม่ได้ผ้าคลุมผืนนี้กลับมา ก็จะไม่สามารถบินกลับสวรรค์ได้ จนในที่สุดชายชาวประมงรู้สึกใจอ่อน และขอให้นางฟ้าร่ายรำให้ดูเป็นการตอบแทน เมื่อนางฟ้าได้รับผ้าคลุมของเธอกลับคืนมาแล้ว เธอก็นำผ้าคลุมผืนนั้นมาห่ม และเล่นดนตรีประกอบการร่ายรำให้ชายชาวประมงดู และค่อยๆ ลอยขึ้นสูงไปบนท้องฟ้า จนกระทั่งหายลับไปในที่สุด

ป่าสนมิโฮะโนะมัตสึบาระ เมืองชิมิซึ จ.ชิซึโอกะ (Mihonomatubara)

ป่าสนมิโฮะโนะมัตสึบาระ เมืองชิมิซึ จ.ชิซึโอกะ (Mihonomatubara)

ป่าสนมิโฮะโนะมัตสึบาระเป็นป่าสนขนาดใหญ่จำนวนกว่าสามหมื่นต้นที่อยู่บริเวณแนวชายหาดเป็นความยาวกว่า 7 กิโลเมตร และเป็นป่าสนที่ว่ากันว่าอยู่ในตำนานเรื่องผ้าคลุมนางฟ้า และมีต้นสนที่ชื่อว่า “ฮาโกโรโมะ โนะ มัตสึ” ซึ่งมีอายุหลายร้อยปี และเล่าขานกันว่าเป็นต้นสนที่ผ้าคลุมนางฟ้ามาติดอยู่นั่นเอง นอกจากนี้ในช่วงฤดูร้อน จะมีการแสดงละครโนที่ถ่ายทอดเรื่องราวของผ้าคลุมนางฟ้าให้ชมกันทุกปี นอกจากนี้บริเวณป่าสนมิโฮะโนะมัตสึบาระ ยังมีลักษณะภูมิประเทศที่สวยงาม โดยเฉพาะฉากหลังที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้อย่างชัดเจน ทำให้ทัศนียภาพของชายหาดแห่งนี้ปรากฏอยู่ทั้งในรูปวาดและบทกวีเก่าแก่ของญี่ปุ่น และยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอย่างศาลเจ้ามิโฮะ (Miho Shrine) และ “คามิโนะมิจิ” (เส้นทางแห่งพระเจ้า) ซึ่งเป็นแนวของต้นสนที่มีอายุกว่า 200 ปีเรียงรายกันเป็นระยะทางกว่า 500 เมตร

ค่าเข้าชม : ฟรี
เวลาเปิดปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง : สถานี Shimizu จากนั้นต่อรถบัสสาย Miho Yamanote ไปลงที่ป้าย Miho-no-Matsubara Iriguchi แล้วเดินต่ออีก 20 นาที

ผู้เขียน: ชินพงศ์ มุ่งศิริ
เริ่มต้นทำงานเป็นช่างภาพอิสระหลังเรียนจบ เดินทางไปถ่ายภาพที่ประเทศญี่ปุ่นบ่อยครั้งจนครบทั้ง 4 ฤดูอันสวยงาม และเกือบครบทุกภูมิภาค มีผลงานภาพถ่ายตีพิมพ์ในไกด์บุ๊คระดับโลกอย่าง Lonely Planet ถึง 3 เล่ม คือ Discovery Japan, Japan และ Kyoto รวมถึงเว็บไซต์ท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง National Geographic Traveler UK, BBC Travel, Travel+Leisure, TIME และอีกมาก
นอกจากการถ่ายทอดความสวยงามของประเทศญี่ปุ่นผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันยังหันมาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทางตัวอักษรทั้งในฐานะนักเขียนและนักแปลควบคู่กันไปอีกด้วย