All About Japan

แนะนำ 10 สุดยอดรถไฟท่องเที่ยวชมวิวของญี่ปุ่น

| รถไฟ
แนะนำ 10 สุดยอดรถไฟท่องเที่ยวชมวิวของญี่ปุ่น

นอกจากรถไฟท้องถิ่นและชินคังเซ็นที่เรารู้จักกันดี แต่ละเมืองของญี่ปุ่นต่างก็พยายามจะสร้างแรงดึงดูดในการท่องเที่ยวด้วยการสร้างขบวนรถไฟท่องเที่ยวสุดพิเศษขึ้นมา ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมรถไฟประเภทมาแนะนำทั้งหมด 10 เส้นทาง ตั้งแต่ในภูมิภาคโทโฮคุทางตอนเหนือ ไปจนถึงคันโต โฮคุริคุ คันไซ และคิวชูทางตอนใต้

1. รีสอร์ต ชิราคามิ (Resort Shirakami)

ขบวนรถไฟท่องเที่ยวชื่อดังของภูมิภาคโทโฮคุซึ่งสามารถใช้ JR Pass ขึ้นได้ฟรี โดยรถไฟท่องเที่ยว รีสอร์ต ชิราคามิ ขบวนนี้มีจุดเริ่มต้นที่จ.อากิตะ และจะพาไปพบกับทิวทัศน์ของธรรมชาติหลากหลายรูปแบบในภูมิภาคโทโฮคุตั้งแต่ภูเขา ทุ่งนา และไฮไลท์พิเศษคือการวิ่งเลียบไปตามแนวชายฝั่งทะเลซึ่งสามารถมองเห็นท้องฟ้า มหาสมุทร และโขดหินขนาดใหญ่กับต้นสนญี่ปุ่นที่มีรูปร่างสวยงามแปลกตามากมาย ตัวขบวนรถไฟยังถูกออกแบบมาให้มีหน้าต่างบานใหญ่เป็นพิเศษซึ่งทำให้สามารถชมทิวทัศน์สองข้างทางได้อย่างเต็มตา และระหว่างการเดินทางยังมีการบรรเลงดนตรีญี่ปุ่นโดยนักดนตรีพื้นบ้านเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้ตลอดการเดินทางกว่า 5 ชั่วโมงจนกระทั่งถึงสถานีปลายทางอาโอโมรินั้นเต็มไปด้วยความเพลิดเพลินและผ่อนคลายอย่างที่สุด

เส้นทางที่ให้บริการ : สถานี Akita - สถานี Aomori
เวลาในการเดินทาง : ประมาณ 5 ชั่วโมง
ตารางการให้บริการ : ให้บริการทุกวัน
ค่าโดยสาร : 4,950 เยน (สามารถใช้ JR Pass ได้)

สถานที่ท่องเที่ยวปลายทาง: อาโอโมริ (Aomori)

เมืองทางตอนเหนือสุดของเกาะฮอนชู ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนประตูสู่ภูมิภาคฮอกไกโด แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ และเมืองทางผ่านสำหรับใครหลายคน แต่ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวและสิ่งที่น่าสนใจอยู่มากมาย ตั้งแต่สถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงามอย่างภูเขาฮักโกดะ (Mount Hakkoda) ปราสาทฮิโระซะกิ (Hirosaki Castle) และเทือกเขาชิระคะมิซันจิ (Shirakami-sanchi Mountain Range) รวมถึงยังเป็นเมืองที่จัดงานเทศกาลสุดยิ่งใหญ่อย่างเทศกาลเนบุตะ (Nebuta Festival) ซึ่งจะมีการแห่โคมไฟที่ทำเป็นรูปร่างต่างๆ ไปทั่วเมืองระหว่างช่วงฤดูร้อนอย่างตระการตา

2. Pokemon With You Train

ขบวนรถไฟสุดพิเศษทั้งสำหรับเด็กๆ และบรรดาคนรักโปเกมอนทุกเพศทุกวัย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งภายนอกหรือภายใน ต่างก็เต็มไปด้วยสีเหลืองสดใสและลวดลายของปิกาจู หนึ่งในโปเกมอนสุดฮิตที่ใครหลายคนหลงรักไปทุกซอกทุกมุม ถือเป็นขบวนรถไฟท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดขบวนหนึ่งในภูมิภาคโทโฮคุ ซึ่งจุดประสงค์หลักในการสร้างขบวนรถไฟสุดน่ารักสายนี้ขึ้นมาก็เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับเด็กๆ ในเมืองต่างๆ ที่รถไฟสายนี้วิ่งผ่าน ซึ่งในอดีตเคยได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ญี่ปุ่นตะวันออกในเดือนมีนาคมปี 2011 (2011 Tohoku Earthquake and Tsunami) และเพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนพื้นที่ที่เคยได้รับความเสียหาย ซึ่งในปัจจุบันได้รับการบูรณะและมีความปลอดภัยอย่างเต็มที่แล้ว โดยจุดเริ่มต้นของรถไฟขบวนนี้อยู่ที่สถานีอิชิโนะเซกิ (Ichinoseki Station) ซึ่งสามารถนั่งรถไฟโทโฮคุชินคันเซนมาได้จากโตเกียว และวิ่งไปสิ้นสุดที่สถานี เคเซนนุมะ (Kesennuma Station)

เส้นทางที่ให้บริการ : สถานี Ishinoseki - สถานี Kesennuma
เวลาในการเดินทาง : ประมาณ 2 ชั่วโมง
ตารางการให้บริการ : ไม่มีตารางให้บริการที่แน่นอน สามารถตรวจสอบตารางจากเว็บไซต์ของ JR East
ค่าโดยสาร : 1,700 เยน (สามารถใช้ JR Pass ได้)

สถานที่ท่องเที่ยวปลายทาง: เมืองเคเซนนุมะ (Kesennuma)

เมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกของภูมิภาคโทโฮคุ มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารทะเลที่สดอร่อย ซึ่งสามารถแวะชิมได้ทั้งที่ตลาดชิชิโอริ (Shishiori Market) และตลาดฟุกโกะยาไทมูระ (Fukko Yatai Mura Market) และภายในตัวเมืองยังมีพิพิธสัตว์น้ำที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือพิพิธภัณฑ์ฉลาม (Umi no Ichi Shark Museum) ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับปลาฉลามหลากหลายชนิดโดยเฉพาะ เนื่องจากทะเลในแถบเมืองเคเซนนุมะนั้นสามารถพบปลาฉลามได้เป็นจำนวนมาก

3. เก็นบิ ชินคันเซ็น (Genbi Shinkansen)

นอกจากการดัดแปลงขบวนรถไฟทั่วไปให้เป็นรถไฟท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใครแล้ว รถไฟความเร็วสูงอย่างชินคันเซ็นที่หลายคนรู้จักกันดี ก็มีรถที่ถูกดัดแปลงให้เป็นรถไฟขบวนพิเศษเช่นกัน เช่นเก็นบิ ชินคันเซ็นขบวนนี้ ซึ่งความพิเศษหลักๆ นั้นไม่ได้อยู่ที่ทิวทัศน์สองข้างทาง แต่เป็นการดัดแปลงพื้นที่ด้านในขบวนรถไฟให้เป็นเหมือนกับหอศิลป์หรือแกลเลอรี่เคลื่อนที่ ซึ่งภายในตู้รถไฟต่างๆ จะมีการจัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินชื่อดังมากมายตามผนังของขบวนรถไฟ ตัวเบาะที่นั่งก็ถูกออกแบบให้เป็นลวดลายต่างๆด้วยฝีมือของศิลปิน และก็ยังเป็นคาเฟ่ที่มีการเสิร์ฟกาแฟชั้นดีพร้อมกับขนมหวานจากเชฟชื่อดังอีกด้วย แม้แต่การตกแต่งภายนอกของรถไฟชินคันเซ็นขบวนนี้ก็เป็นลวดลายจากผลงานภาพถ่ายของช่างภาพชื่อดังชาวญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

เส้นทางที่ให้บริการ : สถานี Echigo-Yuzawa - สถานี Niigata
เวลาในการเดินทาง : 1 ชั่วโมง
ตารางการให้บริการ : ให้บริการทุกวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุด
ค่าโดยสาร : 5,900 เยน

สถานที่ท่องเที่ยวปลายทาง: เมืองนีงาตะ (Niigata)

เมืองการเกษตรสำคัญของญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงทั้งการผลิตข้าว พืชผัก และผลไม้ จากภูมิประเทศราบลุ่มที่ห้อมล้อมด้วยภูเขาหิมะ เมื่อถึงฤดูเพาะปลูก หิมะบนภูเขาก็จะละลายลงมาเป็นน้ำที่บริสุทธิ์ซึ่งเหมาะสำหรับการเพาะปลูก นักท่องเที่ยวนอกจากจะหมดห่วงเรื่องอาหารการกินแล้ว ก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอย่างลานสกีกาล่า ยูซาวะ (Gala Yuzawa) หรือเกาะซาโดะ (Sado Island) และยังเป็นที่ตั้งของแหล่งออนเซ็นชั้นดีมากมายอย่างซึกิโอกะออนเซ็น (Tsukioka Onsen)

4. ฮานาโยเมะ โนเร็น (Hanayome Noren)

ขบวนรถไฟท่องเที่ยวของเมืองคานาซาว่า ในจ.อิชิคาว่า ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในการผลิตงานหัตถกรรมสองอย่างคือเครื่องเขินสไตล์วะจิมะนุริ (Wajimanuri) และการปักลวดลายบนชุดกิโมโนแบบคากะยูเซ็น (Kagayuzen) โดยรถไฟท่องเที่ยวฮานาโยเมะ โนเร็นนี้ได้นำเอกลักษณ์และความสวยงามของงานหัตถกรรมทั้งสองรูปแบบนี้มาใช้ในการประดับตกแต่งขบวนรถไฟ จนเกิดเป็นกลิ่นอายที่มีความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม แต่ก็แฝงเอาไว้ด้วยความหรูหราเช่นกัน และนอกจากการได้ชมทิวทัศน์อันสวยงามสองข้างทางของภูมิภาคโฮคุริคุแล้ว ระหว่างการเดินทางก็ยังมีข้าวกล่อง ชุดของหวาน และชุดเหล้าญี่ปุ่นให้บริการเพิ่มเติม ซึ่งทุกเมนูนั้นใช้วัตถุขึ้นชื่อในท้องถิ่นของจ.อิชิคาว่าทั้งหมดเช่นกัน (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

เส้นทางที่ให้บริการ : สถานี Kanazawa – สถานี Wakura Onsen
เวลาในการเดินทาง : 1 ชั่วโมง 27 นาที
ตารางการให้บริการ : สามารถตรวจสอบตารางการให้บริการในแต่ละเดือนได้ที่เว็บไซต์ของบริษัท JR West
ค่าโดยสาร : 2,750 เยน

สถานที่ท่องเที่ยวปลายทาง: วาคุระ ออนเซ็น (Wakura Onsen)

แหล่งออนเซ็นในจ.อิชิคาว่าซึ่งมีความโดดเด่นตรงที่ไม่ใช่แหล่งออนเซ็นที่ตั้งอยู่กลางภูเขาแบบที่หลายคนคุ้นเคย แต่ตั้งอยู่ริมทะเลบริเวณอ่าวนานาโอะ (Nanao Bay) ซึ่งเรียวกังส่วนใหญ่นั้นให้บริการบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งที่สามารถแช่ตัวไปพร้อมกับการชมวิวท้องทะเลได้อย่างเต็มตา และยังมีโอกาสได้ทานอาหารทะเลหลากหลายชนิดซึ่งจับมาจากท้องทะเลในบริเวณนั้นอย่างสดใหม่ในทุกๆ วันอีกด้วย

5. FUJISAN VIEW EXPRESS

ขบวนรถไฟ Fujisan View Express เป็นรถไฟพิเศษที่เปิดตัวในวาระครบรอบ 90 ปีของบริษัท Fuji kyuko ซึ่งวิ่งระหว่างสถานี Otsuki – สถานี Kawaguchiko โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การประดับตกแต่งขบวนรถไฟให้มีบรรยากาศที่หรูหราเหมือนโรงแรม 5 ดาว มีการใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในการตกแต่งภายในขบวนรถไฟเพื่อให้ความรู้สึกอบอุ่น และปรับหน้าต่างทุกบานให้มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษเพื่อให้สามารถชมวิวภูเขาไฟฟูจิระหว่างการเดินทางได้อย่างเต็มตา และหากอยากได้ประสบการณ์ระหว่างการเดินทางที่พิเศษมากขึ้นไปอีก ก็ยังมีตู้แบบเฟิร์สคลาสที่ให้บริการเครื่องดื่มให้ฟรีตลอดการเดินทาง (ต้องจองล่วงหน้าและจ่ายเพิ่มอีก 900 เยน) นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกเพิ่มเติมคือ Sweets Plan ซึ่งใครที่เลือกแผนนี้ก็จะได้รับชุดเบนโตะขนมหวานที่ทำโดยเชฟชื่อดังพร้อมเครื่องดื่ม ในราคา 4,000 เยน

เส้นทางที่ให้บริการ : สถานี Otsuki – สถานี Kawaguchiko
เวลาในการเดินทาง : 45 นาที
ตารางการให้บริการ : ทุกวัน
ค่าโดยสาร : 2,440 เยน

สถานที่ท่องเที่ยวปลายทาง: ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchiko)

หนึ่งใน 5 ทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิในจังหวัดยามานาชิ (Yamanashi) ซึ่งถือเป็นทะเลสาบที่มองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิได้อย่างสวยงาม และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมและเรียวกังหลากหลายระดับ รถบัสที่วิ่งรอบทะเลสาบทำให้สามารถแวะเที่ยวจุดต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจตั้งอยู่รอบทะเลสาบ

6. รถจักรไอน้ำ SL The Paleo Express

นักท่องเที่ยวหลายคนคงเคยนั่งรถไฟในญี่ปุ่นมาแล้วหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นรถไฟท้องถิ่น รถไฟด่วนพิเศษ หรือรถไฟชินคันเซ็น แต่คงมีน้อยคนที่จะได้มีโอกาสนั่งรถไฟที่ใช้หัวรถจักรไอน้ำแบบย้อนยุคที่ญี่ปุ่น ซึ่งสำหรับใครที่มีแผนท่องเที่ยวบริเวณโตเกียว ที่จ.ไซตามะซึ่งอยู่ติดกันนั้นมีขบวนรถจักรไอน้ำ SL The Paleo Express ที่สามารถแวะไปสัมผัสบรรยากาศย้อนยุค พร้อมกับความสวยงามของทิวทัศน์สองข้างทางของจังหวัดไซตามะซึ่งมีทั้งแม่น้ำ ทุ่งนา และภูเขา และยังวิ่งผ่านเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่างนางาโทโร่ (Nagatoro) และชิชิบุ (Chichibu) ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจุดเริ่มต้นของรถจักรไอน้ำขบวนนี้อยู่ที่สถานีคุมากายะ (Kumagaya Station) ซึ่งสามารถนั่งรถไฟชินคันเซ็นตรงมาจากโตเกียวด้วยเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง และวิ่งไปสิ้นสุดที่สถานีมิทสึมิเนะงุจิ (Mitsumine-guchi Station)

เส้นทางที่ให้บริการ : สถานี Kumagaya – สถานี Mitsumineguchi
เวลาในการเดินทาง : 2 ชั่วโมง 40 นาที
ตารางการให้บริการ : ให้บริการระหว่างเดือนมีนาคม – ธันวาคม ทุกวันหยุดของญี่ปุ่น
ค่าโดยสาร : ตั๋วแบบไม่จองที่นั่ง 510 เยน บวกกับ Chichibu-Railway 1 Day pass 1,440 เยน

สถานที่ท่องเที่ยวปลายทาง: เมืองชิชิบุ (Chichibu)

เมืองเล็กๆ ในจ.ไซตามะ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจทั้งในด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติ และสามารถเดินทางมาเยือนได้ตลอดทั้งปี โดยในฤดูใบไม้ผลิจะได้พบกับทุ่งดอกชิบะซากุระที่สวยงามไม่แพ้บริเวณภูเขาไฟฟูจิ ในฤดูร้อนจะสามารถล่องแก่งไปตามแม่น้ำอาราคาวะ (Arakawa River) ในฤดูใบไม้ร่วงก็มีความงามจากใบไม้หลากสีสันทั้งเมืองและหุบเขา และในฤดูหนาวก็มีไฮไลท์อยู่ที่น้ำแข็งย้อยมิโซะทสึจิ โนะ ทสึระระ (Misotsuchi no Tsurara) ซึ่งเกิดจากสายน้ำที่ไหลลงมาตามหน้าผาจับตัวเป็นน้ำแข็งจนเกิดเป็นทัศนียภาพที่สวยงามตระการตา

7. บลูซิมโฟนี่ (Blue Symphony)

ขบวนรถไฟท่องเที่ยวของบริษัท Kintetsu Railway ซึ่งวิ่งระหว่างโอซาก้า และเมืองโยชิโนะในจ.นารา รูปแบบของตู้รถไฟนั้นมีการออกแบบให้ผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันออกและตะวันตก และมีความหรูหราในทุกๆ ส่วน ตั้งแต่สีของขบวนรถไฟที่ใช้สีน้ำเงินเข้มสลับทอง ส่วนพื้นที่ด้านในตู้รถไฟตู้ที่ 1 และ 3 นั้นจะมีที่นั่งบุนวมขนาดใหญ่สำหรับผู้โดยสาร ส่วนตู้ที่ 2 จะมีลักษณะคล้ายกับเลานจ์ผสมกับคาเฟ่ ซึ่งมีบาร์เครื่องดื่ม ขนม และอาหารให้บริการ และมีโต๊ะพร้อมที่นั่งซึ่งสามารถชมวิวทิวทัศน์ภายนอกไปได้พร้อมๆ กัน โดยจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือจะมีการเสิร์ฟไวน์หรือสาเกท้องถิ่นที่ทำจากผลไม้ชนิดต่างๆ ที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่รถไฟสายนี้วิ่งผ่าน ไม่ว่าจะเป็นองุ่น ส้ม และสตรอเบอรี่ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

เส้นทางที่ให้บริการ : สถานี Osaka-Abenobashi - สถานี Yoshino
เวลาในการเดินทาง : 75 นาที
ตารางการให้บริการ : ให้บริการทุกวันยกเว้นวันพุธ
ค่าโดยสาร : 1,720 เยน หากนั่งจาก Osaka-Abenobashi ถึง Yoshino

สถานที่ท่องเที่ยวปลายทาง: เมืองโยชิโนะ (Yoshino)

เมืองในหุบเขาของจ.นาราซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากเป็นจุดชมซากุระที่ถือว่ามีความสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น จากบรรยากาศของต้นซากุระหลักหมื่นต้นที่บานสะพรั่งไปทั่วทั้งหุบเขา และยังมีเรียวกังจำนวนมากให้บริการแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงมีศาลเจ้าและวัดเก่าแก่จำนวนมากอยู่บนภูเขาให้แวะเที่ยวและขอพรระหว่างการเดินทาง จนได้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในฐานะ “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเส้นทางแสวงบุญในเทือกเขาคิอิ”

8. ชิมะคาเสะ (Shimakaze)

รถไฟท่องเที่ยวอีกหนึ่งขบวนของ Kintetsu Railway ซึ่งมีจุดเริ่มต้นให้เลือกทั้งจากโอซาก้า เกียวโต หรือนาโกย่าก็ได้ โดยปลายทางของรถไฟขบวนนี้จะอยู่ที่เมืองอิเสะ เมืองท่องเที่ยวอันโด่งดังในจ.มิเอะ จุดเด่นของรถไฟขบวนนี้อยู่ที่การออกแบบชุดที่นั่งให้มีความหลากหลาย รองรับการเดินทางทั้งแบบมาคนเดียว มาเป็นคู่ ครอบครัว ไปจนถึงแบบหมู่คณะ โดยเฉพาะโซนที่นั่งแบบส่วนตัวซึ่งมีลักษณะเป็นห้องที่จุได้สูงสุด 4 คน โดยที่นั่งทั้งหมดจะหันหน้าเข้าหาหน้าต่างเพื่อให้สามารถชมวิวทิวทัศน์ รวมถึงพูดคุยและผ่อนคลายระหว่างการเดินทางได้อย่างเป็นส่วนตัว และมีตู้รถไฟที่ดัดแปลงให้เป็นเลานจ์เหมือนกับขบวนรถไฟ Blue Symphony ที่เสิร์ฟทั้งเครื่องดื่ม อาหาร และขนมหลากหลายชนิดระหว่างการเดินทาง

เส้นทางที่ให้บริการ : จากสถานี Kyoto, Osaka-Namba หรือ Kintetsu-Nagoya ปลายทางที่สถานี Kashikojima (แต่คนนิยมลงที่สถานี Iseshi หรือ Ujiyamada ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของเมืองอิเสะ)
เวลาในการเดินทาง : ประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที (แตกต่างไปตามระยะทางจากสถานีต้นทาง)
ตารางการให้บริการ : ทุกวัน
ค่าโดยสาร : ขึ้นอยู่กับระยะทาง

สถานที่ท่องเที่ยวปลายทาง: เมืองอิเสะ (Ise)

เมืองเล็กๆ ในจ.มิเอะซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะที่ตั้งของศาลเจ้าอิเสะ (Ise Shrine) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่มีความสำคัญมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น แต่นอกจากตัวศาลเจ้าแล้ว ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลากหลายรูปแบบทั้งถนนสายย้อนยุคโอฮาไรมาจิ (Oharaimachi) ซึ่งมีร้านค้ามากมาย พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโทบะ (Toba Aquarium) หนึ่งในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น รวมถึงแลนด์มาร์คสำคัญอย่างหินแต่งงาน (Meoto Iwa) ที่ไม่ว่าคนโสดหรือคนมีคู่ต่างก็นิยมเดินทางมาขอพรด้านความรักกันไม่ขาดสาย

9. อะโสะบอย (Aso Boy!)

ขบวนรถไฟพิเศษของบริษัท JR Kyushu ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเด็กๆ โดยเฉพาะ โดยภายในขบวนรถจะมีทั้งเบาะที่นั่งหลากสีสดใส ที่นั่งสำหรับพ่อหรือแม่กับลูก ห้องสมุดหนังสือภาพ สระลูกบอล และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กและครอบครัวอยู่มากมาย ซึ่งจุดประสงค์หลักของรถไฟขบวนนี้คือการกระตุ้นให้การท่องเที่ยวในภูมิภาคคิวชูกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่เดินทางเป็นครอบครัวเป็นพิเศษ ซึ่งในปัจจุบันรถไฟ Aso boy! ขบวนนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนได้ชื่อว่าจองค่อนข้างยาก และต้องใช้เวลาจองล่วงหน้าค่อนข้างนาน นักท่องเที่ยวคนไหนที่มีแผนเดินทางไปกับรถไฟขบวนนี้จึงอาจต้องรีบศึกษาข้อมูลและรีบจองที่นั่งเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

เส้นทางที่ให้บริการ : สถานี Aso — สถานี Beppu
เวลาในการเดินทาง : 2 ชั่วโมง 10 นาที
ตารางการให้บริการ : ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุด
ค่าโดยสาร : 3,880 เยน

สถานที่ท่องเที่ยวปลายทาง: เมืองเบปปุ (Beppu)

เมืองอนเซ็นอันโด่งดังใน จ.โออิตะและภูมิภาคคิวชู ที่เต็มไปด้วยเรียวกังเก่าแก่จำนวนมากที่ให้บริการบ่อน้ำพุร้อนหลากหลายรูปแบบ และยังมีกระเช้าลอยฟ้าเบปปุ (Beppu Ropeway) ที่พาขึ้นไปชมทิวทัศน์อันสวยงามบนยอดเขา และยังเป็นจุดที่สามารถชมดอกซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างสวยงาม และสิ่งที่พลาดไม่ได้เลยหากได้มาเยือนเบปปุก็คือการฝังตัวเองลงในทรายร้อนที่ชายหาดเบปปุ ซึ่งช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าได้ดีไม่ต่างจากการแช่น้ำแร่เลย

10. Yufuin no mori

อีกหนึ่งขบวนรถไฟท่องเที่ยวสุดฮิตในภูมิภาคคิวชูที่ได้ชื่อว่ามีคนมาจองตั๋วเอาไว้ยาวไม่ขาดสายตลอดทั้งปี โดยธีมหลักของรถไฟขบวนนี้คือการสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าสนในเมืองยุฟุอิน ทำให้มีการใช้สีของขบวนรถไฟเป็นสีเขียว ส่วนการตกแต่งด้านในก็จะใช้วัสดุที่ทำจากไม้เป็นหลัก หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้รถไฟขบวนนี้ได้รับความนิยมอย่างมากคือสถานีต้นทางซึ่งอยู่ที่สถานีฮากาตะ สถานีหลักของจ.ฟุกุโอกะ และวิ่งไปยังเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างยุฟุอิน ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต่างก็อยากได้สัมผัสประสบการณ์ในการเดินทางที่แตกต่างออกไปด้วยการขึ้นรถไฟขบวนนี้ โดยระหว่างการเดินทางนั้นนอกจากชมวิวสวยๆ สองข้างทางแล้ว ยังมีการเสิร์ฟเครื่องดื่ม อาหาร และขนมที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่นเป็นหลัก

เส้นทางที่ให้บริการ : สถานี Hakata — สถานี Yufuin
เวลาในการเดินทาง : 2 ชั่วโมง 10 นาที
ตารางการให้บริการ : ทุกวัน
ค่าโดยสาร : 4,560 เยน (สามารถใช้ JR Pass ได้)

สถานที่ท่องเที่ยวปลายทาง: เมืองยุฟุอิน (Yufuin)

เมืองออนเซ็นอีกหนึ่งเมื่องในจ.โออิตะที่มีชื่อเสียไม่แพ้เบปปุ แต่จะมีจุดเด่นตรงที่บรรยากาศภายในเมืองจะเต็มไปด้วยร้านค้าและคาเฟ่น่ารักๆ และโอบล้อมไปด้วยภูเขาและธรรมชาติที่สวยงาม ภายในเมืองยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่างทะเลสาบคินริน (Kinrin Lake) ทะเลสาบที่ไหลมาจากน้ำพุร้อน ทำให้มีทั้งความใสบริสุทธิ์และมีควันลอยปกคลุมไปทั่วในยามเช้า รวมถึงหมู่บ้านดอกไม้ยูฟุอิน (Yufuin Floral Village) หมู่บ้านที่จำลองบ้านเรือนสไตล์ยุโรปน่ารักๆ เอาไว้เป็นจำนวนมาก และยังมีคาเฟ่ ร้านอาหาร รวมถึงร้านขายของทำมืออยู่มากมาย และถือเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเมืองนี้

ผู้เขียน: ชินพงศ์ มุ่งศิริ
เริ่มต้นทำงานเป็นช่างภาพอิสระหลังเรียนจบ เดินทางไปถ่ายภาพที่ประเทศญี่ปุ่นบ่อยครั้งจนครบทั้ง 4 ฤดูอันสวยงาม และเกือบครบทุกภูมิภาค มีผลงานภาพถ่ายตีพิมพ์ในไกด์บุ๊คระดับโลกอย่าง Lonely Planet ถึง 3 เล่ม คือ Discovery Japan, Japan และ Kyoto รวมถึงเว็บไซต์ท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง National Geographic Traveler UK, BBC Travel, Travel+Leisure, TIME และอีกมาก
นอกจากการถ่ายทอดความสวยงามของประเทศญี่ปุ่นผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันยังหันมาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทางตัวอักษรทั้งในฐานะนักเขียนและนักแปลควบคู่กันไปอีกด้วย