All About Japan

รวมจังหวัดที่แม้แต่คนญี่ปุ่นก็ไม่เคยไปเที่ยว

| รู้ลึกเรื่องญี่ปุ่น , ครั้งที่สองในญี่ปุ่น
รวมจังหวัดที่แม้แต่คนญี่ปุ่นก็ไม่เคยไปเที่ยว

จากสถิติ 10 อันดับ จังหวัดในญี่ปุ่น ที่แม้แต่ชาวญี่ปุ่นเองก็ไม่นิยมเดินทางไปเที่ยว หัวข้อนี้ก็จะขอแนะนำให้รู้จักทั้ง 10 จังหวัด รวมทั้งมีสถานที่ท่องเที่ยว กิจกรรม เทศกาลที่น่าสนใจของจังหวัดเหล่านั้นมาฝาก ซึ่งแต่ละแห่งก็ล้วนแต่มีความน่าสนใจ และควรหาโอกาสไปเยือนสักครั้ง หากไปเที่ยวจังหวัดดังๆ ครบหมดแล้ว

1. จังหวัดไซตามะ (Saitama)

ไซตามะ คือจังหวัดหนึ่งในภูมิภาคคันโต ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงโตเกียว ด้วยความที่อยู่ใกล้โตเกียวจนเกินไป จึงอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะโตเกียวไม่นิยมเดินทางไปเที่ยว (แต่ถึงไม่ไปเที่ยวก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยไป เพราะถ้าอยู่โตเกียวอย่างน้อยๆก็คงเคยผ่านไปทำธุระแน่นอน) ก็เป็นที่น่าเสียดายแทนชาวญี่ปุ่นเพราะไซตามะก็มีความโดดเด่นด้านสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย และยังใช้เวลาเดินทางไม่นานหากตั้งต้นจากโตเกียว

ปัจจุบัน ไซตามะก็มีการโปรโมทการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเน้นการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวแปลกใหม่ น่าสนใจ มีความเป็นธรรมชาติที่สวยงาม เช่น นากะโทโระ (Nagatoro) หุบเขานากาสึ (Nakatsu Valley) น้ำตกคุโรยามะซันตากิ (Kuroyama Santaki Fall) สถานที่ประเภทสวนสนุก ธีมปาร์ค ก็จะมีมูมิน วัลเลย์ ปาร์ค (Moomin Valley Park) พิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจ เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะโอมิยะบอนไซ (Omiya Bonsai Art Museum)

ที่เที่ยวแนะนำ
คาวาโกเอะ (Kawagoe) เมืองเก่าบรรยากาศย้อนยุคสมัยเอโดะ ที่รายล้อมไปด้วยอาคารบ้านเรือนที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โกดังและได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี มีถนนสายหลักของเมืองชื่อว่าคุราซุคุริ (Kurazukuri) รวมทั้งจุดท่องเที่ยวที่สามารถเดินเล่นเพลินๆ แบบเชื่อมถึงกันได้ทั้งเมือง เช่น ถนนสายขนมหวานคาชิยะโยะโคะโจ (Kashiya Yokocho) ซึ่งมีร้านขนมหวานแบบญี่ปุ่นโบราณตั้งเรียงรายสองข้างทาง สามารถซื้อรับประทานหรือซื้อเป็นของฝากได้ แล้วก็มีศาลเจ้าคาวาโกเอะฮิคาวะ (Kawagoe Hikawa Shrine) จุดเสริมพลังชีวิตที่ให้พรด้านความรักและช่วยเสริมดวงชะตาด้านความรัก เป็นต้น

เวลาทำการ : ตลอด 24 ชั่วโมง

ค่าเข้าชม : ฟรี

การเดินทาง : จากสถานี Seibu-Shinjuku โดยสารรถไฟด่วนสาย Koedo ไปลงที่สถานี Seibu-Honkawagoe ใช้เวลา 45 นาที แล้วเดินต่อประมาณ 15 นาที

2. จังหวัดอิบารากิ (Ibaraki)

2. จังหวัดอิบารากิ (Ibaraki)

อิบารากิ อีกหนึ่งจังหวัดในโซนรอบโตเกียว มีระยะทางห่างจากโตเกียวประมาณ 40 กิโลเมตรเท่านั้น บรรยากาศของเมืองโดยรวมดูสงบเรียบง่าย เหมือนเป็นที่พักอาศัย แม้จะมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายที่น่าสนใจทั่วพื้นที่จังหวัด แต่ก็ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมในการเดินทางมาท่องเที่ยวของชาวญี่ปุ่นมากนัก

อิบารากิมีเมืองส่วนหนึ่งที่อยู่ติดทะเลจึงมีภูมิประเทศหลากหลาย มีสวนสาธารณะริมทะเลขนาดใหญ่นั่นคือ สวนฮิตาชิ ซีไซต์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park) กับความโดดเด่นของทุ่งดอกโคเชียสีแดงในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของชาวต่างชาติแห่งนึง และก็มีพระพุทธรูปอุชิคุไดบุทสึ (Ushiku Daibutsu) ความสูง 120 เมตร ซึ่งด้านในเป็นห้องจัดแสดงพิพิธภัณฑ์อีกทั้งมีจุดขึ้นไปชมวิวมุมสูงที่สวยงามด้วย

ที่เที่ยวแนะนำ
เทศกาลดอกบ๊วยสวนไคราคุเอ็น (Kairakuen Park) ที่สวนไคราคุเอ็น (Kairakuen Park) ในเมืองมิโตะ เมืองเอกของอิบารากิ ภายในสวนมีการปลูกต้นดอกบ๊วยกว่าร้อยสายพันธุ์ ราวๆ 3,000 ต้น โดยส่วนใหญ่จะเริ่มบานตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมไปจนถึงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งช่วงพีคของการชมดอกบ๊วยมักจะอยู่ที่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงนี้จะมีการจัดงานเทศกาลชมดอกบ๊วย (Plum Blossom Festival) และมีบริการเดินทางแบบพิเศษเฉพาะช่วงนี้จากสถานีรถไฟมิโตะ มาถึงสวนแห่งนี้อย่างสะดวก นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ตลอดช่วงเวลาจัดงานเทศกาลด้วย เช่น การแสดงเครื่องดนตรีญี่ปุ่นโบราณ การประดับไฟไลท์อัพในเวลากลางคืน การออกร้านขายขนม อาหารที่ทำจากบ๊วย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ชื่อดังของเมือง เหมาะกับการซื้อกลับไปเป็นของฝาก
ช่วงเวลาจัดงานเทศกาลดอกบ๊วย : กลาง-ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี

ค่าเข้าชม : ฟรี

การเดินทาง :จากสถานี Tokyo โดยสารรถไฟด่วนสาย Tokiwa ไปลงที่สถานี Mito จากนั้นต่อรถบัส Ibaraki Kotsu Bus สาย Kairakuen ไปลงที่ป้าย Kairakuen–Tokiwa Jinja Mae

หมายเหตุ **เฉพาะช่วงเทศกาลชมดอกบ๊วย รถไฟสาย Joban Line จะจอดให้บริการที่สถานี Kairakuen Station ซึ่งเป็นสถานีชั่วคราวด้านหน้าทางเข้าสวน

3. จังหวัดซากะ (Saga)

3. จังหวัดซากะ (Saga)

ซากะเป็นจังหวัดทางชายฝั่งทะเลเกาะคิวชู เป็นจังหวัดโปรดของคนไทยที่มีละครไปถ่ายทำหลายเรื่อง แต่คนญี่ปุ่นน้อย ไม่ว่าจะไปฤดูไหนก็โล่ง อาจเพราะเป็นจังหวัดเล็กๆที่เงียบสงบ เลยถูกมองข้ามเรื่องการท่องเที่ยวจากชาวญี่ปุ่น

แม้ว่าพื้นที่จะเล็กแต่ก็มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นมายาวนาน โดยเฉพาะในเรื่องการเป็นถิ่นกำเนิดของ เครื่องกระเบื้องเคลือบของญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียยง เช่นเครื่องเคลือบอาริตะ (Arita), เครื่องเคลือบอิมะริ (Imari) ซึ่งล้วนแต่ได้รับอิทธิพลมาจากเกาหลีตั้งแต่สมัยโบราณ ทางด้านสถานที่ท่องเที่ยว ก็ถือว่ามีความหลากหลายทั้ง ธรรมชาติ ศิลปะ วัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็น ถ้ำนานัตสึกามะ (Nanatsugama) น้ำตกคิโยมิสึโนะทากิ (Kiyomizu no taki) รวมถึงแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจ

ที่เที่ยวแนะนำ
อุเรชิโนะออนเซ็น (Ureshino Onsen) น้ำพุร้อนธรรมชาติแห่งนี้มีสรรพคุณในการช่วยให้ผิวพรรณสดใส จึงมักจะมีผู้หญิงเดินทางไปเพื่อนอนแช่ออนเซ็นอย่างผ่อนคลาย ในน้ำแร่ร้อนกลางแจ้งที่ออนเซ็นเรียวกัง แต่ถ้าหากไม่พักแรม ก็ยังสามารถแวะใช้บริการออนเซ็นได้ที่โรงอาบน้ำสาธารณะชื่อดังอย่าง ซีโบลด์ โนะ ยุ (Siebold-no-Yu Public Bath) โรงอาบน้ำที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกอย่างสวยงาม แปลกตา ที่น่าสนใจอีกอย่างคืออาหารขึ้นชื่อของที่นี่ ออนเซ็นยุโดฟุ (Onsen Yu-dofu) ลักษณะเป็นเต้าหู้ต้มด้วยน้ำแร่มีรสสัมผัสนุ่ม อร่อย แถมมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย ยิ่งถ้าได้รับประทานร้อนๆ ในช่วงหน้าหนาวก็ทำให้คลายหนาวได้อย่างดี

เวลาทำการ : ขึ้นอยู่กับสถานที่

ค่าเข้าชม : ขึ้นอยู่กับการใช้บริการ

การเดินทาง : จากสถานี Hakata โดยสารรถไฟด่วนสาย Midori ไปลงที่สถานี Takeo Onsen ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วต่อรถบัส JR ไปลงที่ป้าย Ureshino Onsen

4. จังหวัดโทคุชิมะ (Tokushima)

4. จังหวัดโทคุชิมะ (Tokushima)

โทคุชิมะ ได้ยินชื่อจังหวัดนี้แล้วเชื่อว่าคงมีคนที่นึกไม่ออกว่าตั้งอยู่ที่ไหน โทคุชิมะเป็นจังหวัดหนึ่งในภูมิภาคชิโกกุ (Shikoku) สภาพภูมิศาสตร์อันโดดเด่นของที่นี่คือ มีเทือกเขาสูงกว่า 1,000 เมตร รายล้อมอยู่สามด้าน จึงมีธรรมชาติที่สวยงามและมีแหล่งท่องเที่ยวโดดเด่น น่าสนใจหลายแห่ง ที่มีชื่อเสียงมากก็คือ กระแสน้ำวนนารุโตะ (Naruto Whirlpools) เป็นปรากฎการณ์ที่น้ำในทะเลไหลวนเป็นวงกลมซึ่งไม่ค่อยพบเจอที่ไหนในโลก จะเกิดขึ้นวันละสองครั้งคือในเวลาน้ำขึ้นและน้ำลง ก่อให้เกิดเสียงดังกึกก้องทรงพลัง นอกจากนี้ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆมากมาย ส่วนใหญ่เป็นแนวเที่ยวชมธรรมชาติ เช่น พื้นที่ลึกลับในหุบเขาอิยะ (Iya)

ที่เที่ยวแนะนำ
เทศกาลร่ายรำอาวะโอโดริ (Awaodori) ก็คืองานเทศกาลขนาดใหญ่และเก่าแก่กว่า 400 ปี ถือว่าเป็นประเพณีศิลปะการแสดงที่มีชื่อเสียงระดับประเทศของโทคุชิมะ โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 12-15 สิงหาคมของทุกปี และมีผู้มาเที่ยวชมงานมากถึง 1.3 ล้านคนในแต่ละปี ความน่าสนใจของเทศกาลนี้คือ การแสดงเครื่องสายญี่ปุ่นโบราณอย่างชามิเซ็น กลองไทโกะ และขบวนร่ายรำอาวะโอโดริที่น่าตื่นตาตื่นใจ จากนักเต้นกว่า 10,000 คน ซึ่งวันที่จัดงานจะมีการปิดถนนย่านการค้าตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไม่เพียงแค่การเต้นรำเท่านั้นที่น่าสนใจ การแต่งกายของนักเต้นรำทั้งชายหญิงก็มีสีสันสวยงาม แสดงถึงเอกลักษณ์ญี่ปุ่นที่มองแล้วชวนให้เพลิดเพลินกับการชมขบวนงานร่ายรำที่ยาวนานได้อย่างไม่รู้สึกเบื่อ

5. จังหวัดยามากุจิ (Yamaguchi)

ยามากุจิ เป็นจังหวัดหนึ่งในภูมิภาคชูโกกุ (Chugoku) ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภูมิอากาศอบอุ่น สามารถเดินทางเข้าถึงได้ทั้งจากทางฝั่งคิวชูและฮิโรชิมา เมืองหลักของภูมิภาค ที่เที่ยวก็สวยงาม แต่อาจจะไม่เด่นดังเมื่อเทียบกับจังหวัดใกล้เคียงอย่างฮิโรชิมาหรือฟุกุโอกะอาจเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ชาวญี่ปุ่นไปเที่ยวค่อนข้างน้อย และถ้าหากจะกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของที่นี่ ส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงสะพานไม้คินไตเคียว (Kintai-kyo Bridge) กับผลงานการปลูกสร้างสะพานไม้ 5 โค้งที่ยิ่งใหญ่ โดดเด่น หรือหากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติก็มีทั้ง อุทยานแห่งชาติอะคิโยชิได (Akiyoshidai National Park)และถ้ำอะคิโยชิโด (Akiyoshi-do Cave) ตลอดจนสถานที่ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์อีกมากมาย

ที่เที่ยวแนะนำ
ศาลเจ้าโมโตโนะสุมิอินาริ (Motonosumi Inari Shrine) ศาลเจ้าที่มีภาพของเสาโทริอิ (Torii) สีแดงเข้มจำนวน 123 ต้นเรียงรายตามไหล่เขาริมทะเลเป็นระยะทางยาวกว่า 100 เมตร ตัดกับทะเลสีฟ้าเข้ม เป็นภาพทิวทัศน์ที่งดงามน่าไปเที่ยวชมอย่างมาก ตั้งอยู่ในเมืองนากาโตะ(Nagato) เป็นศาลเจ้าที่หันหน้าเข้าหาทะเล และชาวเมืองนี้ตั้งแต่อดีตนิยมเดินทางมาขอพร ให้ทำการประมงได้ดี ประสบความสำเร็จด้านการค้าขาย การเดินทางปลอดภัย เชื่อกันว่าถ้าเดินผ่านเสาแดงลอดเข้าไปในอุโมงค์ เทพเจ้าจะดลบันดาลให้คำขอพรให้เป็นจริงได้

เวลาทำการ : 24 ชั่วโมง

ค่าเข้าชม : ฟรี

การเดินทาง : เริ่มต้นจากสถานี Shin-Yamaguchi โดยสารรถไฟ JR Sanyo Main Line ลงที่สถานี Hatabu จากนั้นต่อรถไฟสาย JR San-in Line ไปยังสถานี Nagato Furuichi แล้วขึ้นรถแท็กซี่มาที่ศาลเจ้าอีก 10 นาที รวมใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

6. จังหวัดชิงะ (Shiga)

ชิงะ เป็นจังหวัดหนึ่งในภูมิภาคคันไซที่อยู่ไม่ไกลจากโอซาก้าและเกียวโต อาจเพราะอยู่ใกล้เมืองใหญ่ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมจึงมักจะถูกมองข้าม หากจะพูดถึงในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว ชิงะก็ถือว่ามีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งธรรมชาติ ศิลปะ วัฒนธรรม ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีบรรยากาศเงียบสงบผู้คนไม่พลุกพล่าน เหมาะกับการเดินเที่ยวสบายๆ เช่น เมืองรอบปราสาทฮิโคะเนะ (Hikone) ซึ่งมีทั้งปราสาทสภาพสมบูรณ์ สวยงาม ท่ามกลางบรรยากาศเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานรอบๆพื้นที่ปราสาท

ที่เที่ยวแนะนำ
ทะเลสาบบิวาโกะ (Lake Biwako) ตั้งอยู่ในเมืองโอทสุ (Otsu) เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและถือเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางการท่องเที่ยวในชิงะ รอบทะเลสาบมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ที่มีทิวทัศน์แวดล้อมที่สวยงาม รวมถึงมีเส้นทางจักรยานโดยเฉพาะ ในช่วงค่ำก็จะมีสีสันจากการแสดงโชว์น้ำพุเต้นระบำพร้อมกับประดับไฟ หรือหากเป็นช่วงกลางวันก็สามารถใช้บริการล่องเรือชมบรรยากาศของทะเลสาบบิวะได้ อีกทั้งพื้นที่ใกล้เคียงก็มีวัด ศาลเจ้า ย่านเมืองเก่าให้ได้วางแผนเที่ยวเพิ่มเติมได้ด้วย เช่น ศาลเจ้าฮิโยชิไทชะ (Hiyoshi Taisha Shrine)

เวลาทำการ : 24 ชั่วโมง

ค่าเข้าชม : ฟรี

การเดินทาง : จากสถานี Osaka หรือ Kyoto โดยสารรถไฟสาย Kyoto Line Rapid Service (for MAIBARA) ไปลงที่สถานี Otsu ใช้เวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นเดินอีกประมาณ 10 นาที

7. จังหวัดไอจิ (Aichi)

เมื่อพูดถึงจังหวัดไอจิอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกันนัก แต่ถ้าบอกว่าที่นี่คือที่ตั้งของเมืองนาโกย่า เชื่อว่าชื่อนี้คงเป็นที่รู้จักพอควร และนาโกย่าก็คือเมืองหลักของจังหวัดไอจิในภูมิภาคชูบุ (Chubu) หรือภาคกลางของญี่ปุ่นนั่นเอง

ที่นี่ถือเป็นจังหวัดต้นกำเนิดรถยนต์โตโยต้า (Toyota) และมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ยาวนาน มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย น่าสนใจหลายแห่ง ทั้งโซนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสมัยใหม่อย่าง ย่านโอเอซิส 21 (Oasis 21) หรือย่านการค้าที่มีบรรยากาศย้อนยุค โอสึคันนง (Osukannon) วัดโอสึคันนง (Osu Kannon Temple) อีกทั้งยังมีปราสาทนาโกย่า กับปราสาทอินุยามะ ที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามทั้งสองแห่ง

ที่เที่ยวแนะนำ
ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โครังเค (Korankei) จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีฤดูใบไม้ร่วงแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองโตโยต้า ในเขตพื้นที่อุทยานป่าไม้ โดยมีต้นคาเอเดะหรือต้นเมเปิ้ลญี่ปุ่นจำนวนกว่า 4,000 ต้น ซึ่งปลูกมาตั้งแต่ในสมัยเอโดะ เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงราวๆ กลาง-ปลายเดือนพฤศจิกายน ใบไม้ก็จะเปลี่ยนสีเป็นเหลือง ส้ม แดง สีสันสดใสราวกับลูกกวาด โดยเฉพาะจุดชมวิวสะพานแดงที่มีฉากหลังเป็นทิวทัศน์ใบไม้เปลี่ยนสี อีกทั้งในตอนกลางคืนก็จะจัดงานประดับไฟ (Light up) ให้ได้มาเดินเที่ยวชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสียามค่ำคืน พร้อมทั้งมีกิจกรรม งานออกร้านขายอาหารระหว่างการจัดงานประดับไฟด้วย

เวลาทำการ : 24 ชั่วโมง

ค่าเข้าชม : ฟรี

การเดินทาง : จากสถานี Nagoya โดยสารรถไฟสาย Meitetsu ไปลงที่สถานี Higashi Okazaki จากนั้นต่อรถประจำทาง ไปลงที่ป้าย Korankei

8. จังหวัดโอคายามะ (Okayama)

โอคายามะ เป็นจังหวัดหนึ่งในภูมิภาคชูโกกุ (Chugoku) ซึ่งมักจะถูกมองว่าเป็นทางผ่านของการเดินทางระหว่างภูมิภาคคันไซกับชูโกกุ แม้ว่าจะอยู่ใกล้ทั้งเมืองท่องเที่ยวอย่างฮิโรชิมาและโอซาก้า แต่โอคายามะเองกลับไม่ค่อยได้รับความนิยมในการท่องเที่ยวจากชาวญี่ปุ่นมากนัก

โอคายามะ มีชื่อเรียกอีกชื่อว่าอาณาจักรลูกพีช เนื่องจากตำนานนิทานญี่ปุ่นโมโมทาโร่ เด็กที่ถือกำเนิดจากลูกพีช เป็นหนึ่งในตำนานของที่นี่ อีกทั้งในปัจจุบันก็ยังเป็นแหล่งปลูกลูกพีชแสนอร่อย รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากลูกพีชด้วย ด้านแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดก็มีความหลากหลาย น่าสนใจหลายแห่ง เช่น บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งที่เมืองมิมาซากะ (Mimasaka) , ภูเขาวาชู (Mt. Washu), ปราสาทโอคายามะ (Okayama Castle), สวนโคราคุเอน (Korakuen)

ที่เที่ยวแนะนำ
ย่านคุราชิกิบิคัง (Kurashiki Bikan) เป็นย่านจัตุรัสเมืองเก่าริมแม่น้ำที่ได้รับการอนุรักษ์สภาพบ้านเมืองให้คงอยู่ในสภาพเดิมมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ปัจจุบันอาคารสถานที่หลายแห่ง ได้รับการตกแต่งให้เป็นบ้านที่พักอาศัย ร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร รวมไปถึงขนมหวานขึ้นชื่อของเมือง นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นชมบรรยากาศของเมือง หรือจะนั่งเรือพายในคลองชมทิวทัศน์สองข้างทางที่มีต้นหลิวเรียงรายท่ามกลางสถาปัตยกรรมเก่าแก่ นอกจากนี้ยังมีสถานที่น่าสนใจให้เข้าไปชม เช่น พิพิธภัณฑ์โบราณคดีคุราชิกิ, หอศิลป์โอฮาระ, พิพิธภัณฑ์โมโมทาโร่ คาระคุริ, คุราชิกิ ไอวีสแควร์ เป็นต้น

เวลาทำการ : เปิดตลอดเวลา (การล่องเรือจะให้บริการถึงประมาณ 17.00 น.)

ค่าเข้าชม : มีค่าใช้จ่ายเฉพาะการล่องเรือชมวิว ผู้ใหญ่ 500 เยน, เด็ก 250 เยน

การเดินทาง : จากสถานี Okayama โดยสารรถไฟสาย JR Sanyo Line ไปลงที่สถานี Kurashiki แล้วเดินต่ออีก 15 นาที

9. จังหวัดโทชิงิ (Tochigi)

โทชิงิ ก็เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียว ใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟประมาณ 2 ชั่วโมง มีแหล่งมรดกโลกนิกโก้ (Nikko) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดโดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

ถึงแม้โทชิงิจะโด่งดังในหมู่ชาวต่างชาติเนื่องจากเป็นที่ตั้งของนิกโก้ แต่โดยรวมแล้วในหมู่คนญี่ปุ่นเองก็ไม่ถึงกับเป็นที่นิยมมาก บวกกับความที่ไปกลับจากโตเกียวได้สำหรับชาวญี่ปุ่นที่บ้านอยู่โตเกียวทำให้มีที่เที่ยวหลายแห่งที่คนโตเกียวไม่จำเป็นต้องค้างคืน และทำให้พอมีห้องพักที่ว่างเหลือให้เราตลอด

เมืองเอกคืออุสึโนมิยะ (Utsunomiya) ที่ชื่อเสียงมากในฐานะเมืองเกี๊ยวซ่า เพราะเกี๊ยวซ่าสูตรเฉพาะของที่นี่ถือว่าอร่อยขึ้นชื่อเป็นอันดับต้นๆของญี่ปุ่นก็ว่าได้ ด้านแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะเป็นสถานที่ทางธรรมชาติ ป่า ภูเขา แหล่งออนเซ็น เช่น ชิโอบาระออนเซ็น (Shiobara Onsen) หรือหากเป็นที่เที่ยวด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมก็มี ย่านเมืองเก่าคุราโนะมาจิ (Kuranomachi Old Town) พิพิธภัณฑ์เหมืองหิน (Oya History Museum)

ที่เที่ยวแนะนำ
เทศกาลชมดอกวิสทีเรียสวนดอกไม้อาชิคางะ (Ashikaga Flower Park) ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นสวนดอกวิสทีเรีย (Wisteria) ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ภายในมีการปลูกดอกวิสทีเรียหลายสายพันธุ์กว่า 350 ต้น โดยมีจุดเด่นคือต้นที่มีดอกสีขาวความสูงราวๆ 80 เมตร และต้นวิสทีเรียที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่ซึ่งมีอายุยาวนานเกิน 150 ปี เมื่อถึงช่วงเวลาที่ดอกวิสทีเรียบานสะพรั่ง บรรยากาศในสวนก็จะเต็มไปด้วยสีสันงดงามตระการตา และในแต่ละปี ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนไปเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ก็จะมีการจัดงานชมอุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่มีทั้งสีชมพู ม่วง ขาว และเหลือง อีกทั้งยามค่ำคืนก็มีการจัดงานประดับไฟไลท์อัพ ภายใต้บรรยากาศที่แตกต่างไปจากเวลากลางวัน

เวลาทำการ : ช่วงเทศกาลชมดอกวิสทีเรีย ราวๆกลางเดือนเมษายน-กลางเดือนพฤษภาคม ของทุกปี ให้บริการตั้งแต่ 07.00-21.00 น.
ค่าเข้าชม : กลางวัน ผู้ใหญ่ 900 -1,800 เยน, เด็ก 500 -900 เยน

กลางคืน ผู้ใหญ่ 600 -1,500 เยน, เด็ก 300 -800 เยน

การเดินทาง : จากสถานี Tokyo โดยสารรถไฟ JR Tohoku Shinkansen ไปลงที่สถานี Oyama แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสาย JR Ryomo Line ไปลงที่สถานี Ashikaga Flower Park

10. จังหวัดทตโตริ (Tottori)

10. จังหวัดทตโตริ (Tottori)

ทตโตริ เป็นจังหวัดหนึ่งในภูมิภาคชูโกกุ (Chugoku) เมื่อเอ่ยถึงจังหวัดนี้ ส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงเนินทรายและทะเลทรายแห่งเดียวในญี่ปุ่น (Tottori Sand Dunes) ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ได้รับความสนใจมาโดยตลอด และอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากไม่แพ้ทะเลทรายแห่งนี้ก็คือ พิพิธภัณฑ์โกโช อาโอยามะ (Gosho Aoyama Manga Factory) ที่จัดแสดงเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับการ์ตูนยอดนักสืบจิ๋วโคนัน นอกจากนี้ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวยงามอีกหลายแห่ง เช่น ภูเขาไดเซน (Daisen) ที่มีทั้งเส้นทางเดินป่าและกิจกรรมกลางแจ้งน่าสนใจ มีที่เที่ยวชายฝั่งทะเลที่อุระโดเมะ (Uradome) อุทยานธรณีซันอินไคกัง (Sanin Kaigan Geopark)

ที่เที่ยวแนะนำ
พิพิธภัณฑ์มิซุกิชิเงรุ (Mizuki Shigeru Museum) อีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับการ์ตูนญี่ปุ่นในทตโตริ ที่ภายในมีการจัดแสดงผลของมิซุกิ ชิเงรุ นักวาดการ์ตูนเกี่ยวกับผีและนักผจญภัย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มผู้ชื่นชอบการ์ตูนญี่ปุ่น ความน่าสนใจของที่นี่อีกอย่างคือบริเวณประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ชื่อ Gegege-no-Genkan จะมีมาสคอตเป็นรูปปั้นคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนคิทาโร่ (Kitaro) จากเรื่อง Gegege-no-Kitaro หรืออสูรน้อยคิทาโร่ มายืนต้อนรับร่วมกับเพื่อนๆ ตัวการ์ตูนในเรื่องเพื่อให้ผู้มาเยือนพิพิธภัณฑ์ได้ถ่ายภาพเก็บไปเป็นที่ระลึก และตลอดเส้นทางจากสถานี Sakaiminato ถึงตัวพิพิธภัณฑ์เป็นระยะทางราวๆ 800 เมตร ก็เรียกว่าเป็นถนนสายมิซุกิ ชิเงรุ (Mizuki Shigeru Road) ความพิเศษคือมีรูปปั้นจากตัวละครในการ์ตูนมากกว่า 130 ตัว ตั้งอยู่เรียงรายตลอดทาง

เวลาทำการ : 09.30-17.30 น.

การเดินทาง : จากสถานี Yonago (สถานีชุมทางของจังหวัดทตโตริ) โดยสารรถไฟสาย Sakai Line ไปลงที่สถานี Sakaiminato ใช้เวลาประมาณ 42 นาที แล้วเดินอีก 10 นาที

ผู้เขียน: หนึ่ง
นักอ่านและนักเขียนที่ชอบการเดินทางไปในที่ต่างๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่น รักการดูอนิเมะญี่ปุ่นเป็นชีวิตจิตใจ :)