All About Japan

วางแผนเที่ยว "โทโฮคุ" ก่อนใคร รับบินตรงเซ็นได

| แผนการการเดินทาง , Sendai
วางแผนเที่ยว "โทโฮคุ" ก่อนใคร รับบินตรงเซ็นได

การบินไทยเปิดเส้นทางบินตรงลงเซ็นได มาเตรียมข้อมูลเที่ยวภูมิภาค "โทโฮคุ" กันก่อนใครที่นี่ รวมข้อมูลที่เที่ยวในโทโฮคุและรอบๆเมืองเซ็นได หากโตเกียวโอซาก้าฮอกไกโดไปกันจนโหลแล้ว มาวางแผนลุยเมืองใหญ่แห่งใหม่ของญี่ปุ่นกันเถอะ

นอกจากภูมิภาคคันโตและคันไซซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย ภูมิภาคโทโฮคุก็เป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ถึงขนาดที่การบินไทยจะเปิดเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพไปยังเมืองเซ็นได (ภายในปี2019) และเราจะพาไปทำความรู้จักกับที่เที่ยวต่างๆ ทั้งจุดชมซากุระ ปราสาท วัดมรดกโลก และอีกมากมายที่มีความสวยงามและน่าสนใจไม่แพ้ที่เที่ยวในภูมิภาคอื่นๆ เลย

1. ตัวเมืองเซนได (Sendai City)

เซ็นไดถือเป็นทั้งเมืองเอกของจ. มิยางิ และเป็นเมืองหลักที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุ และสำหรับนักท่องเที่ยวนั้นก็เป็นทั้งจุดสำคัญในการท่องเที่ยวและเป็นจุดศูนย์กลางในการเดินทางไปยังเมืองอื่นๆในบริเวณใกล้เคียง โดยภายในตัวเมืองเซ็นไดนั้นคือศูนย์รวมของความเจริญในด้านต่างๆที่ไม่แพ้เมืองใหญ่อย่างโตเกียวหรือโอซาก้า และสำหรับใครที่ยังจดจำชื่อของเมืองเซ็นไดในฐานะหนึ่งในเมืองที่เคยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและซึนามิในเดือนมีนาคมปี 2011 พื้นที่จริงๆที่เสียหายนั้นคือบริเวณรอบนอกซึ่งอยู่ติดกับชายฝั่งทะเล และในปัจจุบันพื้นที่เหล่านั้นก็ได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องจนกลับมาอยู่ในสภาพที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ว

จุดท่องเที่ยวหลักๆภายในตัวเมืองที่พลาดไม่ได้ คือตลาดเช้าเซ็นไดอะไซชิ (Sendai Asaichi) ตลาดสำคัญที่ได้รับการยกย่องให้เป็นครัวของเมืองเซ็นได เป็นแหล่งรวมผลผลิตขึ้นชื่อของเมืองเอาไว้ให้เลือกซื้อและชิมได้อย่างจุใจ และอีกจุดที่สายช้อปห้ามพลาดก็คือถนนโจเซ็นจิโดริ (Jozenji-dori Avenue) ถนนสายช้อปปิ้งประจำเมืองที่มีทั้งความร่มรื่นสวยงามและเต็มไปด้วยสินค้าทุกรูปแบบ นอกจากนี้ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเซ็นไดอุมิโนะโมริ (Sendai Umino-mori Aquarium) ที่สามารถตื่นตาตื่นใจและสัมผัสกับความสวยงามของโลกใต้ทะเลได้อย่างใกล้ชิด ปิดท้ายด้วยซากปราสาทอาโอบะ (Aoba Castle) ที่ถึงแม้ปัจจุบันตัวปราสาทจะถูกทำลายลงไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นจุดชมวิวเมืองเซ็นไดจากมุมสูงที่สวยงาม และเป็นที่ตั้งของแลนด์มาร์คประจำเมืองคือ อนุเสาวรีย์ดาเตะมาซามุเนะ ไดเมียวผู้ก่อตั้งเมืองเซ็นไดในอดีต

2. ชิมลิ้นวัวย่างและซุนดะโมจิ อาหารขึ้นชื่อประจำเมืองเซ็นได

ลิ้นวัวย่างหรือ "กิวตัน" ถือเป็นเมนูขึ้นชื่อของเมืองเซ็นได โดยเป็นการนำลิ้นวัวมาหมักทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วันจนนุ่มและมีความฉ่ำ จากนั้นจึงนำมาแล่บางๆ และย่างบนเตาถ่านจนมีความหอมชวนกิน เสิร์ฟคู่กับข้าวสวยและซุปมิโสะร้อนๆหรืออาจมีซุปหางวัวตุ๋นให้ด้วย โดยร้านที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอันดับหนึ่งของลิ้นวัวย่างในเซ็นไดก็คือร้าน Rikyu Gyutan ซึ่งมีหลายสาขาและมีสาขาอยู่ในสถานี Sendai ด้วย ซึ่งนอกจากจะมีเมนูลิ้นวัวย่างแบบพื้นฐานแล้ว ยังนำลิ้นวัวไปทำเมนูดัดแปลง เช่นข้าวแกงกะหรี่และสเต๊กด้วย

ส่วนเมนูของหวานขึ้นชื่อของเมืองก็คือ “ซุนดะโมจิ” โดยคำว่า “ซุนดะ” หมายถึงถั่วแระ รวมกันแล้วมีความหมายว่าขนมโมจิถั่วแระ ซึ่งรูปแบบมาตรฐานของเมนูนี้คือการนำถั่วแระไปบดและคลุกกับแป้งโมจิ จนให้กลิ่นและรสชาติหอมหวานเข้ากับแป้งนุ่มๆ แต่ในปัจจุบันก็ได้มีร้านขนมต่างๆ พัฒนาสูตรของซุนดะโมจิไปมากมาย มีทั้งการเอาตัวถั่วแระบดไปผสมกับเค้ก พุดดิ้ง โดรายากิ แม้แต่ช็อคโกแลตขึ้นชื่ออย่างคิทแคทก็ยังทำเวอร์ชันซุนดะออกมาด้วยเช่นกัน

3. เทศกาลทานาบาตะ เซ็นได (Sendai Tanabata Matsuri)

เทศกาลทานาบาตะ เซ็นได เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นทุกวันที่ 6-8 สิงหาคมของทุกปีเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในวันทานาบาตะ หรือวันแห่งการขอพรกับดวงดาวตามตำนานความเชื่อของคนญี่ปุ่น แม้ฟังดูเผินๆ อาจจะเป็นเทศกาลที่ไม่ได้มีความยิ่งใหญ่เท่าเทศกาลฤดูร้อนอื่นๆในญี่ปุ่น แต่เทศกาลทานาบาตะที่เมืองเซ็นไดนั้นถือเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองเนื่องในวันทานาบาตะที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น จนมีผู้เข้าร่วมงานนับล้านคน

จุดเด่นของเทศกาลนี้คือทั่วทั้งเมืองเซ็นไดจะมีการประดับอย่างสวยงาม สิ่งเห็นได้ง่ายที่สุดคือฟุคินะกะชิ โคมระย้าหลากสีสันแขวนอยู่ตามจุดสำคัญต่างๆภายในเมือง ซึ่งฟุคินะกะชินี้เป็นตัวแทนของเจ้าหญิงทอผ้าตามตำนานวันทานบาตะ และแน่นอนว่ายังมีต้นไผ่มากมายให้เขียนคำอธิษฐานและนำไปแขวนเพื่อขอพร นอกจากนี้ยังมีเวทีจัดกิจกรรมและการแสดง รวมถึงการออกร้านค้าทั่วทั้งเมือง ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่รื่นเริงและเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สนุกที่สุดในการไปเยือนเมืองเซ็นได

4. จังหวัดยามางาตะ (Yamagata)

จ. ยามางาตะถือเป็นอีกหนึ่งในจุดท่องเที่ยวยอดนิยมในภูมิภาคโทโฮคุ เนื่องจากมีภูมิประเทศและธรรมชาติที่งดงาม และมีแหล่งออนเซ็นชั้นดีอยู่มากมาย จุดที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวมากที่สุดก็คือลานสกีซาโอะ (Zao Ski Resort) ที่นอกจากจะเป็นจุดเล่นสกีชั้นนำแล้ว ยังเป็นจุดที่สามารถเห็นปรากฏการณ์ที่เรียกปิศาจหิมะหรือ Snow Monster ซึ่งเกิดจากหิมะที่ทับถมต้นไม้บนภูเขาจนมีลักษณะเหมือนอสุรกาย และในบริเวณใกล้เคียงกันก็คือหมู่บ้านออนเซ็นซาโอะ (Zao Onsen) แหล่งน้ำพุร้อนขึ้นชื่อประจำเมืองที่มีออนเซ็นและเรียวกังหลากหลายรูปแบบให้บริการ

นอกจากสเน่ห์ในฤดุหนาวแล้ว จ. ยามางาตะยังมีที่เที่ยวสำคัญมากมายที่แวะมาเยือนได้ตลอดทั้งปี เช่นวัดเก่าแก่อย่างวัดยามาเดระ (Yamadera Temple) ที่มีอายุกว่าพันปี และมีอาคารไม้อันสวยงามหลากหลายรูปแบบกระจายตัวอยู่บนภูเขาสูง หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคาโมะ (Kamo Aquarium) ที่แม้หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำตามเมืองต่างๆในญี่ปุ่นกันแล้ว แต่จุดเด่นของที่นี่คือการจัดแสดงแมงกระพรุนเป็นจำนวนมากที่สุดในโลก แทงก์หลักของอาคารมีลักษณะเป็นวงกลม และมีแมงกระพรุนอยู่ถึง 4,000 ตัว ภาพที่เห็นจึงคล้ายกับดวงดาวที่ลอยระยิบระยับบนท้องฟ้าอย่างสวยงาม

อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจเมื่อแวะมาเที่ยวเมืองยามางาตะก็คือ การขึ้นรถไฟโทเรยุชินคันเซน (Toreiyu Shinkansen) ซึ่งเป็นชินคันเซนขบวนพิเศษที่มีการตกแต่งภายในขบวนรถแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม เช่นโซนพักผ่อนที่เป็นห้องเสื่อทาทามิ และมีจุดเด่นสำคัญคือการทำบ่อแช่เท้าเพื่อให้ผู้โดยสารนั่งแช่ไปพร้อมกับดูวิวนอกหน้าต่าง เพื่อสร้างบรรยากาศในฐานะเมืองแห่งออนเซ็น โดยรถไฟชินคันเซนขบวนนี้จะให้บริการระหว่างสถานี Shinjo ในจ. ยามางาตะ และสถานี Fukushima ในจ. ฟุคุชิมะ

5. กินซังออนเซ็น (Ginzan Onsen)

แม้ว่าจ. ยามางาตะจะมีแหล่งออนเซ็นขึ้นชื่ออยู่มากมาย แต่จุดที่กลายเป็นที่รู้จักมากที่สุดในปัจจุบันก็คือกินซังออนเซ็น ซึ่งเป็นแหล่งออนเซ็นเล็กๆที่เรียงรายไปด้วยเรียวกังเก่าแก่สองฟากฝั่ง มีแม่น้ำสายเล็กๆไหลผ่านตรงกลาง และแหล่งน้ำที่นี่มีสรรพคุณในการรักษาบาดแผล โรคผิวหนัง และโรคหลอดเลือดแข็ง ซึ่งสิ่งที่ทำให้เรียวกังที่นี่มักจะถูกจองเต็มตลอดเวลาคือบรรยากาศในช่วงฤดูหนาวที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะท่ามกลางความเงียบสงบ มีแสงไฟสีเหลืองนวลส่องลอดออกมาจากอาคารไม้เก่าแก่ และยังคงมีหิมะโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง จนดูคล้ายภาพฝัน และกลายเป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพยอดนิยมของบรรดาช่างภาพจนเกิดการแชร์ภาพถ่ายออกไปจนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

สำหรับใครที่ไม่มีโอกาสมาพักค้างคืนที่นี่ ภายในหมู่บ้านก็ยังมีโรงอาบน้ำ 2 แห่งให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป คือโรงอาบน้ำชิโรกาเนยุ (Shiroganeyu) และโอโมคาเกยุ (Omokageyu) นอกจากนี้เรียวกังบางแห่งก็เปิดให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปในตอนกลางวัน โดยจะมีค่าบริการแตกต่างกันไปตั้งแต่ 300 – 2,000 เยน

การเดินทาง : สถานี Oishida และต่อรถบัสมาลงที่ Ginzan Onsen
เวลาเปิดปิด : แตกต่างกันไปแต่ละสถานที่ (ประมาณ 10.00 – 17.00 น.)
ค่าบริการ : 300 – 2,000 เยน

6. จังหวัดอิวาเตะ (Iwate)

จังหวัดอิวาเตะตั้งอยู่ทางตอนบนของภูมิภาคโทโฮคุ มีเมืองหลักคือโมริโอกะ (Morioka)ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางในการเดินทาง สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมีทั้งพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่สวยงามอย่างชายหาดโจโดงาฮามะ(Jodogahama Beach) และชายฝั่งทะเลคิตะยามาซากิ (Kitayamazaki Coast) ซึ่งทั้งสองแห่งนี้เต็มไปด้วยโขดหินที่สวยงาม แปลกตาคู่กับน้ำทะเลใสๆ นอกจากนี้ยังมีเกาะแมวเล็กๆที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักอย่างเกาะทาชิโระ(Tashiro Island) ที่มีความยาวรอบเกาะประมาณ 11 กิโลเมตรเท่านั้น และมีแมวประมาณ 100 ตัว และยังมีศาลเจ้าแมวหรือศาลเจ้าเนโกะ (Neko jinja) อยู่บนเกาะอีกด้วย โดยจะมีเรือเฟอรี่ให้บริการมาที่เกาะแห่งนี้ 3 รอบต่อวัน

ในจังหวัดอิวาเตะยังมีเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการยกย่องจากองค์การ Unesco คือเมืองฮิราอิซึมิ (Hiraizumi) ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญ 2 แห่งคือวัดจูซนจิ (Chusonji Temple) และวัดโมสึจิ (Motsuji Temple) ที่มีทั้งอาคารไม้เก่าแก่อายุกว่าหนึ่งพันปีและสวนญี่ปุ่นที่สวยงาม

7. เมืองฮิราอิซูมิ (Hiraizumi)

เมืองฮิราอิซูมิถือเป็นอัญมณีแห่งจังหวัดอิวาเตะและภูมิภาคโทโฮคุ เพราะภายในเมืองเล็กๆแห่งนี้เต็มไปด้วยวัดเก่าแก่ สวนญี่ปุ่น และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันงดงามจนองค์การ Unesco ได้ยกย่องให้เมืองฮิราอิซูมิเป็นเมืองมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม โดยมีวัดสำคัญ 3 แห่งที่น่าสนใจคือวัดชูซนจิ (Chusonji Temple) วัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมือง และด้านในยังมีอาคารที่มีลักษณะคล้ายกับศาลาทองคำของวัดคินคะคุจิที่เมืองเกียวโต วัดโมสึจิ (Motsuji Temple) ซึ่งมีชื่อเสียงจากสวนญี่ปุ่นขนาดใหญ่ที่จำลองรูปแบบมาจากสวนสุขาวดีตามความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายมหายาน และวัดทาคาดาจิกิเคโดะ (Takadachi Gikeido) ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่อาคารหลักของวัดสร้างอยู่ติดกับหน้าผาขนาดใหญ่ และยังเป็นจุดชมวิวเมืองฮิราอิซูมิที่สวยงามอีกด้วย

8. รถไฟปิกาจู (Pokemon with you Train)

นอกจากวัดเก่าแก่และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อีกหนึ่งจุดขายของจังหวัดอิวาเตะที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมากก็คือรถไฟปิกาจู (Pokemon with you Train) ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาในพื้นที่ที่เคยได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นซึนามิเมื่อปี 2011 และเพื่อเป็นกำลังใจให้กับเด็กๆ ที่อยู่ในพื้นที่เหล่านี้ โดยรถไฟขบวนนี้ได้ถูกตกแต่งเป็นลวดลายของปิกาจูอย่างน่ารัก และมีตู้ Play Room อันกว้างขวางที่สามารถนั่งเล่นและถ่ายรูปกับตุ๊กตาปิกาจูหลากหลายขนาดได้

จุดเริ่มต้นของรถไฟขบวนนี้อยู่ที่สถานี Ichinoseki ซึ่งเป็นจุดจอดของรถไฟโทโฮคุชินคันเซน จึงสามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกทั้งจากเซ็นไดและโตเกียว และวิ่งไปสิ้นสุดที่สถานี Kesennuma หนึ่งในเมืองชายฝั่งทะเลที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดจากภัยพิบัติในปี 2011 ที่ตอนนี้พร้อมรับนักท่องเที่ยวกันแล้วและเราสามารถนั่งรถไฟขบวนนี้ไปช่วยอุดหนุนชาวเมืองกันได้

เส้นทางที่ให้บริการ : สถานี Ichinoseki - สถานี Kesennuma
เวลาในการเดินทาง : ประมาณ 2 ชั่วโมง
ตารางการให้บริการ : ไม่มีตารางให้บริการที่แน่นอน สามารถตรวจสอบตารางจากเว็บไซต์ได้ ที่นี่
ค่าโดยสาร : 1,660 เยน (สามารถใช้ JR Pass ได้)

9. ฟุกุชิมะ (Fukushima)

แม้ฟุกุชิมะจะเป็นชื่อที่ทำให้หลายคนนึกถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติในปี 2011 แต่ในความเป็นจริงนั้นพื้นที่ห้ามเข้าในปัจจุบันคิดเป็นเพียง 3% ของทั้งจังหวัดเท่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่รวมถึงตัวเมืองหลักนั้นสามารถท่องเที่ยวและพักค้างคืนได้อย่างปลอดภัย และยังมีผู้อาศัยอยู่มากมาย นอกจากนี้ฟุกุชิมะยังถือเป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ซ่อนตัวอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีนักท่องเที่ยวไทยน้อยคนที่จะเคยไปเยือน

หนึ่งในวิธีการชมความสวยงามของจ. ฟุกุชิมะได้ดีที่สุดคือการขึ้นรถไฟสายต่างๆ ที่แล่นผ่านภูมิประเทศหลากหลายรูปแบบทั้งภูเขาและแม่น้ำ หนึ่งในเส้นทางที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือรถไฟสายทาดามิ (Tadami Line) ที่แล่นผ่านแม่น้ำทาดามิ ป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ และเทือกเขาสูง ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี และจะมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีและฤดูหนาว

นอกจากนี้ฟุกุชิมะยังมีหมู่บ้านโบราณที่หลายคนอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน นั่นก็คือหมู่บ้านโบราณโออุจิจูกุ (Ouchijuku) ซึ่งเต็มไปด้วยบ้านญี่ปุ่นอายุหลายร้อยปีที่ได้รับการอนุรักษ์เอาไว้อย่างดี ซึ่งในอดีตเคยเป็นจุดแวะพักบนเส้นทางค้าขายสำคัญในภูมิภาคนี้ และยังมีปราสาทสึรุกะ (Tsuruga Castle) ปราสาทสีขาวซึ่งเปรียบเสมือนแลนด์มาร์คของจังหวัดฟุกุชิม่า และเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยงามที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุ

10. สวนฮานามิยาม่า (Hanamiyama)

สวนฮานามิยาม่าถือเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ และยังเป็นจุดที่สามารถสัมผัสกับความงามของดอกไม้อีกหลากหลายชนิดไปพร้อมๆ กันนอกเหนือจากดอกซากุระ และเมื่อรวมกับภูมิประเทศที่เป็นเนินเขา ภาพของสวนแห่งนี้จึงเหมือนภูเขาหลากสีสันทั้งแดง เหลือ ชมพู ขาวจากดอกบ๊วย ดอกฟอร์ซีเธีย ดอกแมกโนเลีย ดอกนาโนะฮานะ และดอกไม้อีกมากมายกว่า 70 ชนิด

ค่าเข้าชม : ฟรี
เวลาเปิดทำการ : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง : สถานี Fukushima จากนั้นต่อรถแท็กซี่ (หรือขึ้น Shuttle Bus ในช่วงฤดูซากุระ)

11. เมืองชิโรอิชิ (Shiroishi)

เมืองชิโรอิชิเป็นเมืองเล็กๆในจ. มิยางิ ที่มีจุดหมายหลักในการท่องเที่ยวคือปราสาทชิโรอิชิ (Shiroishi Castle) ซึ่งเป็นปราสาทที่สร้างโดยดาเตะ มาซามูเนะ ไดเมียวที่เป็นผู้ก่อตั้งเมืองเซ็นได และแม้จะเป็นปราสาทขนาดย่อม แต่ก็มีความสวยงามจากซากุระบานในฤดูใบไม้ผลิ ดอกเบญจมาศในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และหิมะสีขาวที่ปกคลุมตัวปราสาทในฤดูหนาว

ของดีประจำเมืองชิโรอิชิไม่ได้มีแค่ตัวปราสาทเท่านั้น แต่ยังมีอาหารขึ้นชื่อที่ไม่เหมือนใครคือ “อูเม็ง” (Umen) เป็นอาหารเมนูเส้นที่มีความหนากว่าเส้นโซเม็ง ทำมาจากแป้งสาลีและไม่ใช้น้ำมัน และสามารถทานได้ทั้งแบบร้อนและแบบเย็น ทำให้ไม่ว่าจะแวะมาที่เมืองชิโรอิชิในช่วงอากาศหนาวหรือร้อนก็สามารถอร่อยไปกับเมนูนี้ได้เสมอ

12. หมู่บ้านจิ้งจอกซาโอะ (Zao Fox Village)

ถือเป็นจุดท่องเที่ยวยอดฮิตแห่งใหม่ของเมืองชิโรอิชิที่นักท่องเที่ยวหลายต่อหลายคนยอมเดินทางไกลมาเพื่อสัมผัสกับความน่ารักของเหล่าสุนัขจิ้งจอก ซึ่งภายในหมู่บ้านแห่งนี้มีสุนัขจิ้งจอกอยู่นับร้อยตัวและมีทั้งหมด 6 สายพันธุ์ ซึ่งทุกตัวจะถูกปล่อยให้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติ เราจึงมีโอกาสได้สัมผัสกับความน่ารักในมุมต่างๆ ของจิ้งจอกเหล่านี้ไม่ว่าจะทั้งตอนนอน เล่น หรือกินอาหาร

ช่วงเวลาที่แนะนำในการมาเที่ยวหมู่บ้านจิ้งจอกแห่งนี้มีอยู่ 2 ช่วง คือระหว่างฤดูหนาว (เดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์) ซึ่งจะได้สัมผัสกับความปุกปุย ตัวกลมของเหล่าจิ้งจอกที่วิ่งเล่นหรือนอนกลิ้งอยู่บนพื้นหิมะสีขาว อีกช่วงก็คือเดือนกรกฎาคม ที่อาจมีโอกาสได้เจอลูกสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยๆ เนื่องจากเป็นฤดูในการคลอดทายาทตัวใหม่ และแม้ว่าสุนัขจิ้งจอกเหล่านี้ไม่ได้มีนิสัยดุร้าย แต่ก็มีข้อควรระวังที่ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เช่นการไม่สัมผัสกับสุนัขจิ้งจอกโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล และไม่ป้อนอาหารให้สุนัขจิ้งจอกด้วยมือโดยตรง

การเดินทาง : สถานี Shiroishizao จากนั้นต่อรถแท็กซี่
ค่าเข้าชม : 1,000 เยน ให้อาหารจิ้งจอกครั้งละ 100 เยน (ไม่บังคับ)
เวลาเปิดทำการ : 1 ธันวาคม – 15 มีนาคม 09.00 – 16.00 น.
16 มีนาคม – 30 พฤศจิกายน 09.00 – 17.00 น.
ปิดทุกวันพุธ (ยกเว้นในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม)

13. เมืองอิชิโนมากิ (Ishinomaki)

อิชิโนมากิเป็นอีกหนึ่งเมืองในจ. มิยางิซึ่งตั้งอยู่ติดกับเมืองเซ็นได จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจและเดินทางมาได้สะดวกสำหรับคนที่มีแผนเที่ยวบริเวณรอบเมืองเซ็นได แม้ว่าเมืองอิชิโนมากิจะเป็นเมืองท่าริมชายฝั่งทะเล แต่จุดขายและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์มังงะ อิชิโนมากิ (Ishinomaki Mangattan Museum) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับโชทาโร่ อิชิโนโมริ นักวาดมังงะชื่อดังของญี่ปุ่นซึ่งมีถิ่นกำเนิดในเมืองนี้ และเป็นถึงเจ้าของผลงานสุดฮิตอย่าง “ไอ้มดแดง” หรือคาเมนไรเดอร์ ในโอกาสพิเศษต่างๆ ภายในเมืองอิชิโนมากิก็จะถูกแปลงโฉมเป็นลวดลายการ์ตูนฝีมือนักวาดท่านนี้เช่นกัน และแม้ในเวลาปกติก็มีรูปปั้นการ์ตูนดังอยู่ทั่วเมือง

สำหรับใครที่อยากชมวิวเมืองและชายฝั่งทะเลในมุมสูง ก็สามารถเดินทางมาที่สวนสาธารณะฮิโยริยาม่า (Hiyoriyama Park) ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา และยังเป็นจุดชมซากุระที่ดีที่สุดของเมือง นอกจากนี้เมืองอิชิโนมากิยังเป็นจุดขึ้นเรือเฟอรี่ไปยังเกาะแมวทาชิโระ(Tashiro Island) เกาะแมวขนาดเล็กๆที่เต็มไปด้วยแมวกว่าหนึ่งร้อยตัวอีกด้วย

14. เมืองมัตสึชิมะ (Matsushima)

มัตสึชิมะเป็นเมืองในจังหวัดมิยางิที่ตั้งอยู่ติดกับเมืองเซ็นได สถานที่ท่องเที่ยวเด่นของมัตสึชิมะมีทั้งด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม จุดที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองก็คืออ่าวมัตสึชิมะ (Matsushima Bay) ซึ่งเป็นอ่าวที่มีเกาะขนาดน้อยใหญ่รวมกันกว่า 200 เกาะ เกาะแต่ละแห่งก็มีรูปร่างหน้าตาที่ทั้งแปลกและเป็นเอกลักษณ์จากลมและน้ำที่กัดเซาะมาเป็นเวลานาน จนได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 จุดชมวิวที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น จากการจัดอันดับของคนญี่ปุ่นเอง และยังมีบริการเรือนำเที่ยวเพื่อไปสัมผัสกับเกาะต่างๆในอ่าวแห่งนี้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจคือเกาะฟูคุอูระ (Fukuura Island) ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ภายในอ่าวมัตสึชิมะและมีสะพานไม้สีแดงทอดยาวไปยังตัวเกาะ ระหว่างทางจึงสามารถสัมได้ทั้งความสวยงามของท้องทะเล และความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติบนเกาะ นอกจากนี้ก็ยังมีวัดชื่อดังอย่างวัดซุยกันจิ (Zuiganji Temple) ที่เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่าพันปี และเป็นหนึ่งในวัดนิกายเซนที่มีชื่อเสียงที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ ใกล้ๆกันยังมีวัดเอนสึอิน (Entsuin Temple) วัดเก่าแก่อีกหนึ่งแห่งที่มีความสวยงามในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีอย่างมาก

15. เมืองมินามิโซมะ (Minani-soma)

เมืองมินามิโซมะ ตั้งอยู่ในจังหวัดฟุกุชิมะ ซึ่งหากดูเผินๆอาจเป็นเมืองที่ไม่มีสถานที่ที่น่าสนใจมากเท่าไร แต่ที่เมืองนี้มีการจัดเทศกาลสำคัญที่ชื่อว่าโซมะโนมะโออิ (Soma Nomaoi Festival) ที่เป็นการจำลองบรรยากาศและสืบทอดจิตวิญญาณของนักรบของชาวญี่ปุ่นในอดีตกว่าหนึ่งพันปีก่อนมาจนถึงปัจจุบัน โดยจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมของทุกปี

เทศกาลโซมะโนมะโออิจะจัดขึ้นทั้งหมด 3 วัน โดยวันแรกเริ่มต้นด้วยขบวนแห่ของเหล่าซามูไรหลายร้อยคนที่แต่งชุดเกราะขี่ม้าพร้อมธงรบเต็มยศซึ่งเดินทางไปสักการะศาลเจ้าสำคัญประจำเมือง วันที่สองถือเป็นวันที่เป็นไฮไลท์สำหรับเทศกาลนี้เพราะจะมีทั้งขบวนแห่รอบเมืองและการแข่งขันขี่ม้าระยะทาง 1,000 เมตรซึ่งเรียกว่า “คัชชู เคอิบะ” ซึ่งนอกจากจะแข่งม้ากันแล้ว นักแข่งก็ยังเด่นไม่แพ้กันเพราะต้องใส่เกราะแบบซามูไรกันทุกคน สุดท้ายคือการแข่งขัน “ชินกิโซดาสึเซ็น” ขี่ม้าแย่งชิงธงแห่งเทพเจ้า ซึ่งเป็นสองกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจและหาดูที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว แม้แต่ในญี่ปุ่นเอง

วันที่สุดท้ายของเทศกาลจะเป็นการจัดพิธีกรรมตามศาสนาชินโตชื่อว่า "โนมากาเกะ" เพื่อปิดเทศกาล ซึ่งตลอดทั้ง 3 วันนี้ถือเป็นช่วงเวลาสุดพิเศษที่เต็มไปด้วยความตื่นตา ความน่าประทับใจ และความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของจิตวิญญาณนักรบแห่งญี่ปุ่น

ผู้เขียน: ชินพงศ์ มุ่งศิริ
เริ่มต้นทำงานเป็นช่างภาพอิสระหลังเรียนจบ เดินทางไปถ่ายภาพที่ประเทศญี่ปุ่นบ่อยครั้งจนครบทั้ง 4 ฤดูอันสวยงาม และเกือบครบทุกภูมิภาค มีผลงานภาพถ่ายตีพิมพ์ในไกด์บุ๊คระดับโลกอย่าง Lonely Planet ถึง 3 เล่ม คือ Discovery Japan, Japan และ Kyoto รวมถึงเว็บไซต์ท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง National Geographic Traveler UK, BBC Travel, Travel+Leisure, TIME และอีกมาก
นอกจากการถ่ายทอดความสวยงามของประเทศญี่ปุ่นผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันยังหันมาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทางตัวอักษรทั้งในฐานะนักเขียนและนักแปลควบคู่กันไปอีกด้วย