All About Japan

รวมจังหวัดญี่ปุ่นยอดฮิตของคนไทย

เทศกาล
รวมจังหวัดญี่ปุ่นยอดฮิตของคนไทย

ใครเคยไปครบถือว่าเก่งมาก! พอจะเดากันได้มั้ยเอ่ยว่าที่ไหนบ้าง อันดับแรกๆเดาง่าย แต่อันดับหลังๆล่ะเดาถูกมั้ย ?
(ข้อมูลจากการท่องเที่ยวของประเทศญี่ปุ่น)

1. โตเกียว (Tokyo)

จุดเดินทางอันดับแรกที่ต้องมาสำหรับแทบทุกคน เมืองหลวงของญี่ปุ่นใจกลางภูมิภาคคันโตที่มีอากาศอยู่ที่ประมาณเลขตัวเดียวในฤดูหนาวสุด และ 30-35°C ในช่วงร้อนสุดๆ แต่โดยปกติแล้วอากาศจะเย็นสบายมากกว่า ยกเว้นในช่วงกลางฤดูร้อนที่จะมีอุณหภูมิที่สูงกันบ้าง

โตเกียวแม้จะเป็นเมืองหลวงแต่กลับเป็นแหล่งรวมความเจริญทั้งทางวัตถุและทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย มีทั้งส่วนที่เป็นแหล่งช็อปปิ้งเส้นเลือดใหญ่อาทิ ชิบูย่า ชินจูกุ และกินซ่า ที่แม้ในช่วงกลางคืนก็ไม่เคยหลับไหล มีย่านช็อปปิ้งเฉพาะทางสำหรับไอเท็มไอทีหรือของสะสมจากอนิเมะญี่ปุ่นอย่าง “อิเคบุคุโระและอากิฮาบาระ”ในย่านนี้จะพบผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมมากๆ

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงก็ยังมีสวนอุเอะโนะไว้ต้อนรับความสวยงามของดอกไม้แบบเฉพาะฤดูกาลอีกด้วย แล้วก็มีย่านไฮไลท์สำหรับนักท่องเที่ยวสายสัมผัสวัฒนธรรมอย่างอาซากุสะ ซึ่่งจะมีวัดและศาลเจ้าอยู่มากมาย เหมาะสำหรับใครที่อยากท่องเที่ยวในเมืองแต่ก็ยังอยากสัมผัสกับวิถีแบบญี่ปุ่น ซึ่งย่านนี้ก็มีสถานที่เที่ยวแนะนำเลยคือวัดเซนโซจิ เป็นวัดประตูและโคมแดงยักษ์สีสะดุดตาที่ต้องลองมาสักการะสักครั้งหนึ่ง

เทศกาลที่ไม่ควรพลาดเลยจะมีทั้งเทศกาลทั่วไปอย่างฮานามิหรือการชมดอกไม้ ที่จัดในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) สามารถมาชมดอกซากุระได้ที่สวนอุเอะโนะและสถานที่ชมอื่นๆในโตเกียว และเทศกาลซันจา(Sanja Matsuri) เป็นเทศกาลประจำของย่านอาซากุสะที่จะจัดขึ้นในทุกปีโดยช่วงวันสุดสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม ซึ่งในแต่ละวันจะจัดขบวนแห่ที่ไม่เหมือนกัน แบ่งออกเป็นขบวนแต่งกายย้อนยุคของญี่ปุ่น และขบวนแห่เกี้ยวมิโคชิอันน่าตื่นตาตื่นใจตามความเชื่อทางญี่ปุ่น

สำหรับอาหารการกินในโตเกียวนอกจากเซ็ทซูชิที่คนคุ้นเคยแล้ว ยังมีมงจายากิ (พิซซ่าญี่ปุ่นคล้ายๆกับโอโคโนะมิยากิ) และอูนาจู (ข้าวหน้าปลาไหลน้ำจืด) ส่วนขนมจะเป็นตระกูลไทยากิและขนมโมจิที่แนะนำค่ะ แนะนำให้เลือกรับประทานอาหารดังกล่าวในตลาดอาเมะโยโกะที่อยู่ย่านอุเอะโนะและหาร้านบริเวณย่านอาซากุสะจะพบกับร้านดั้งเดิมรสชาติอร่อยแถมราคาสบายกระเป๋าอีกด้วย

2. ชิบะ (Chiba)

ใครเห็นชื่อแล้วงงว่าฉันไปจังหวัดนี้มาตอนไหน ทำไมอยู่อันดับสอง ไม่ต้องงง ใครเลือกบินไปลงสนามบินนาริตะโดน ตม. นับทุกคน

ชิบะ จังหวัดที่เป็นมากกว่าที่ตั้งสนามบินนาริตะแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่คนไทยเลือกมาเที่ยวกันมากที่สุดเพราะมีธรรมชาติอันสวยงามแล้วยังอยู่ติดกับโตเกียว (ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเขตปริมณฑล) มีอุณหภูมิอากาศไม่แตกต่างกับโตเกียวมากนักอยู่ที่ 0-32°C โดยเฉลี่ยอากาศโดยทั่วไปจะเย็นสบายกว่าโตเกียวแม้ว่าจะเป็นฤดูร้อนก็ตาม ชิบะเป็นเมืองท่องเที่ยวรองลงมาที่มีแต่สถานที่ท่องเที่ยวครอบครัวที่สำคัญ จุดที่นักท่องเที่ยวไม่พลาดกันคือโตเกียวดิสนีย์แลนด์และโตเกียวดิสนีย์ซีนั่นเอง

มีธรรมชาติที่สวยงาม มีจุดชมดอกไม้ชื่อดังมากมาย ทั้งสวนมิฮามะที่สวยทั้งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง Tokyo German Village ที่ในบางครั้งจะมีการจัดแสดงประดับไฟทั่วบริเวณ Mother Farm ที่ปลูกดอกไม้สวยงามทั่วบริเวณแล้วยังมีกิจกรรมมากมายให้ทำอีกด้วย แต่สถานที่ที่แนะนำให้ไปชมดอกไม้กันเลยคือทุ่งดอกทิวลิปที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น “Sakura Furusato Park” ซึ่งมีการจัดแสดงอย่างเป็นพิเศษด้วยเช่นกันในช่วงเทศกาลสวนทิวลิป โดยจะจัดในช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิถึงปลายเดือนเมษายนในทุกปี

นอกจากที่เที่ยวสายธรรมชาติแล้วที่นี่ยังมีเมืองประวัติศาสตร์ซาวาระ เมืองเก่ายุคเอโดะให้เยี่ยมชม รวมถึงฟาร์มสตรอว์เบอร์รี่ของดีประจำจังหวัดชิบะอย่าง “Dragon Farm” เรียกได้ว่าชิบะเป็นแห่งรวมสถานที่เด่นสำหรับพักผ่อนไว้ในจังหวัดเดียวเลยค่ะ

สำหรับอาหารขึ้นชื่อที่ควรแวะมาชิมคือ“ฟุโตมากิซูชิ” ซูชิสุดคลาสสิคอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นที่เป็นอาหารกลางวันในงานเลี้ยงมาแต่โบราณ มีลักษณะเป็นซูชิในข้าวห่อสาหร่ายอีกทีหนึ่งที่นิยมจัดภายในซูชิเป็นลายดอกไม้ และทันทันเมงราเมงรสเผ็ดจัดจ้านพื้นเมืองของชิบะที่ผสมน้ำซุปโชยุกับน้ำมันพริกเข้าด้วยกัน แถมมีกลิ่นหอมหัวหอมคลุ้งอีกด้วย หากมีโอกาสมาชิบะอย่าลืมลองรับประทานเมนูนี้กันนะคะ

3. โอซาก้า (Osaka)

มาถึงจังหวัดในดวงใจของคนไทยหลายๆคนกับโอซาก้า ห้องครัวของญี่ปุ่น จังหวัดที่ตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบันก็เป็นศูนย์กลางจำหน่ายอาหารมาตลอด ทำให้หาร้านอาหารอร่อยทานได้มากมาย แต่ไม่เพียงแค่นั้น ด้วยผู้คนที่มีนิสัยที่น่ารักเป็นกันเองกันมาก สำเนียงการพูดก็เป็นเอกลักษณ์ ทำให้โอซาก้าเป็นหนึ่งในจังหวัดหลักที่ชาวไทยนิยมมาท่องเที่ยวค่ะ (แถมสาวๆน่ารักด้วยนะคะ)

เนื่องจากโอซาก้าเป็นจังหวัดที่อยู่แถบคันไซหรือภูมิภาคคินคิทางตะวันตกของญี่ปุ่น ทำให้อากาศของที่นี่นั้นไม่สูงหรือต่ำเกินไปอยู่ที่ 2-35°C โดยประมาณ เฉลี่ยแล้วอากาศจะเย็นสบายพอสมควร ยกเว้นช่วงฤดูร้อนที่จะร้อนชื้นกว่าที่แห่งอื่น และเป็นจังหวัดที่ไม่ค่อยมีหิมะตกในช่วงฤดูหนาวค่ะ

ในส่วนของที่เที่ยวเด่นจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆค่ะ อย่างแรกเลยคือที่เที่ยวสายชิลชมวิว อย่างสวนดอกไม้ชื่อดัง หรือจุดชมวิวจากตึกสูง อาทิสวนพฤษศาสตร์โอซาก้า(Osaka Garden of Floral Culture, Fululu Garden) หรือจุดชมวิวบนตึก Umeda Sky Building เป็นต้น

อย่างที่ 2 ก็คือที่เที่ยวคลาสสิคสำหรับคนที่เที่ยวในญี่ปุ่นอย่างพวกศาลเจ้า วัด และ “ปราสาทโอซาก้า” ซึ่งหากได้มาโอซาก้าแต่ไม่ได้มาปราสาทโอซาก้าก็เหมือนมาไม่ถึงที่นี่ เนื่องจากปราสาทแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และทางใจของชาวญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน

และถ้าเป็นสายเที่ยวแบบชอบความเป็นญี่ปุ่นมากๆ ควรมาต่อทริปในช่วงที่มีเทศกาลเท็นจินมัตสึริ (Tenjin Matsuri) จัดขึ้นในวันที่ 24-25 กรกฎาคมของทุกปี โดยวันที่20จะมีขบวนพาเหรดกลางแม่น้ำอันแปลกตาและมีการเฉลิมฉลองที่ศาลเจ้าเท็นมานกุ (Tenmangu Shrine) ซึ่งเป็นเทศกาลประจำจังหวัดโอซาก้านั่นเอง

แบบสุดท้ายก็คือที่เที่ยวสายกินช็อป กับย่านการค้าอย่างโดทงบุริ (ที่คนไทยชอบไปถ่ายรูปกับป้ายรูปปูและป้ายกูลิโกะ) ย่านชินเซไคสวรรค์ของนักช็อปของกินยามค่ำคืน และตลาดเก่าแก่รวมถึงตรอกของกินทั่วโอซาก้า เราอยากแนะนำให้ลองไปเที่ยว “ตลาดคุโรมง” ดูสักครั้งสำหรับสายช็อป-ชิม-แชะ-ชิล เพราะที่นี่ครบทุกความต้องการของสายเที่ยวแบบเรา ลองไปตามหาโอโคโนะมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) เจ้าอร่อย หนึ่งในของดีโอซาก้า หรือลองทานอาหารทะเลสดๆกันที่นี่สักครั้ง เดินชิลถ่ายรูปกับบรรยากาศตลาดเก่าแก่ที่ยังชิคอยู่ในงบสบายกระเป๋า จะช่วยให้ทริปนี้มีสีสันยิ่งขึ้นนะคะ

4. เกียวโต (Kyoto)

สำหรับเกียวโต จังหวัดที่มากไปด้วยเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมอย่างของชนชั้นสูงของญี่ปุ่น เนื่องด้วยสมัยก่อนเกียวโตก็เคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจและความเจริญของขุนนางรวมถึงชนชั้นสูงนั่นเอง ศิลปะและวัฒนธรรมเก่าใดๆที่หาดูที่อื่นได้ยากควรมาตามจึงมีให้ชมที่เกียวโตค่ะ

แม้ที่ตั้งของเกียวโตจะอยู่ในคันไซแบบโอซาก้า แต่อากาศไม่เย็นสบายนักแต่ภูมิ อากาศของที่นี่นั้นมักจะร้อนกระทั่งร้อนอบอ้าวในฤดูร้อน (โดยปกติสำหรับคนญี่ปุ่นประมาณ10-20กว่าองศาถือว่าร้อนค่ะ) แต่จะมีช่วงหิมะตกจะ(แม้จะมีเพียงสั้นๆเท่านั้น) อุณหภูมิของประมาณทั้งปีอยู่ที่ 4-39°Cขึ้นอยู่กับช่วงฤดูกาลนั้นค่ะ

สำหรับที่เที่ยวของเกียวโตนั้นเน้นไปที่ศาลเจ้า วัด และเมืองเก่าค่ะ ไปถึงเมืองเก่าทั้งทีต้องไปที่เหล่านี้จะได้เข้าถึงเสน่ห์ที่เที่ยวแห่งนั้นอย่างแท้จริงค่ะ อาทิ ศาลเจ้าเฮอัน (Heian Shrine) ศาลเจ้าแดง (Fushimi Inari Shrine) วัดคินคะคุจิหรือวัดทอง (Kinkakuji Temple)

สถานที่ที่อยากแนะนำเลยคือ “ย่านกิออน(Gion)” ค่ะ เป็นย่านเมืองเก่าแก่ที่อนุรักษ์ความดั่งเดิมของอาคารไม้เอาไว้ แต่กลับเป็นย่านการค้าขาย กินดื่มยามค่ำคืน รวมถึงเป็นศูนย์รวมงานแสดงวัฒนธรรม การแสดงโชว์ และการแต่งตัวแบบญี่ปุ่นเก่าอย่าง มีการเปิดเช่าชุดยูกาตะหรือกิโมโนใส่เดินทั่วย่าน มีโชว์จากเกอิชาและไมโกะบรรเลงดนตรีต่างๆ โดยเฉพาะตรงช่วงถนน Hanamikoji Dori เป็นย่านช็อปปิ้งและย่านศิลปะในที่แห่งเดียวกันเลยค่ะ

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ไม่แพ้กันถ้าหากคุณได้ไปเที่ยวในย่านกิออนในเดือนกรกฏาคมในช่วงเทศกาลกิออน(Gion Matsuri) ที่จัดขึ้นทุกปีในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติตามความเชื่อ จะพบผู้คนที่มาร่วมงานใส่ชุดญี่ปุ่นทั้งกิโมโน ยูกาตะ และชุดญี่ปุ่นแบบโบราณทั้งหลายตลอดทั้งงาน เป็นอีกหนึ่งความพิเศษและน่าประทับใจประจำของเกียวโต

สำหรับเมนูอาหารชาวเกียวโตที่ต้องมาลองนั้นจะเป็นชุดเซ็ทอาหารคอร์สที่เรียกว่า ไคเซคิ ซึ่งจะเป็นคอร์สอาหารที่ประกอบไปด้วยเมนูเรียกน้ำย่อย ซาชิมิ อาหารหลัก ซุป ปลาดิบ หม้อไฟ ผักดอง และอาหารตามฤดูกาลนั้นที่เราไปรับประทาน ตามสไตล์เรียบหรูอย่างเกียวโต แต่แน่นอนว่าหากไปลองเซ็ทนี้ราคาคงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนค่ะ

กับอีกหนึ่งเมนูเดี่ยวที่หาทานได้สบายกระเป๋ากว่าคือโซบะปลาแฮริ่งหรือนิชินโซบะ (Nishin Soba) โซบะนุ่มน้ำซุปแบบคันไซออกหวานหน่อยๆกับปลาแฮริ่งหรือปลานิชินที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นปลาประจำเกียวโตนั่นเอง ลองมาชิมกันดูนะคะว่าจะอร่อยกว่าที่เราโปรยไว้อย่างที่บอกหรือไม่

5.ฮอกไกโด (Hokkaido)

ไม่น่าแปลกใจที่ติดอันดับ กับดินแดนทางเหนือสุดหนาวเย็นที่แฝงความโรแมนติกไว้ด้วย คนไทยหลายๆคนที่ชอบไปเมืองแห่งนี้ส่วนหนึ่งก็ต้องการหนีร้อนไปรับลมหนาวเล่นหิมะ กับอีกส่วนที่ต้องการไปเที่ยวฟาร์มและสวนดอกไม้สวยๆที่ไม่มีให้ดูที่อื่น

ในส่วนอากาศของที่นี่นั่นเรียกได้ว่าเย็นสบายจนถึงขั้นหนาวเหน็บแล้วแต่ช่วงเวลาของปี ในช่วงที่เย็นสบายการปลูกพืชผลทางการเกษตรรวมถึงดอกไม้ก็จะสวยงามมากๆ ในช่วงอากาศหนาวเหน็บติดลบหิมะที่ตกลงบนพื้นที่เพาะปลูกเหล่านั้นก็จะกลายเป็นลานหิมะหรือสกีรีสอร์ท ในทะเลหนาวจนมีธารน้ำแข็งเช่นในฝั่งตะวันออกติดทะเลโอค็อตสค์

หรือถ้ามาในช่วงที่มีเทศกาลหิมะซัปโปโรก็จะยิ่งตื่นตากับเมืองหนาวแห่งนี้มากขึ้นค่ะ งานนี้เป็นเทศกาลแกะสลักหิมะเป็นปฏิมากรรมขนาดใหญ่อันสวยงามจัดแสดงที่ซัปโปโร เป็นอีกงานท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก

ส่วนอาหารขี้นชื่อของฮอกไกโดที่ห้ามลืมเลยคือ เนื้อเจงกิสข่าน หรือเนื้อแกะย่างหอมๆไร้กลิ่นสาบจากฮอกไกโดค่ะ หากได้ลองแล้วอาจหยุดทานไม่ได้กันเลยทีเดียว ซอฟครีมจากนมสดฮอกไกโดก็เป็นอีกหนึ่งของขึ้นชื่อ ซึ่งถ้าทำเป็นรสชาติลาเวนเดอร์ยิ่งน่าลองไม่น้อยเลยค่ะ และอีกอย่างสำหรับใครที่เป็นสายกินได้ทุกอย่างก็คือข้าวหน้าไข่หอยเม่นหรืออูนิด้งที่ต้องมาลองถึงถิ่นในช่วงฤดูร้อนญี่ปุ่นเท่านั้น! (เดือนมิถุนายน-สิงหาคม) รสชาติหวานมันอาจมีความคาวเล็กน้อย ถ้าอยากลองต้องมาให้ถูกเวลานะคะ

ที่เที่ยวในฮอกไกโดนั้นโดยส่วนใหญ่จะเป็นจุดชมวิวและสวนหรือฟาร์มดอกไม้ ทั้งฟาร์มที่เมืองฟุราโน หรือจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลกบนภูเขา Hakodate

หรือหากเป็นท่องเที่ยวแบบเน้นตัวเมือง ก็จะเป็นย่านซัปโปโรเมืองหลวงของเกาะ หรือโอตารุเมืองท่าเก่าแก่ แม้จะเป็นเมืองหนาวแต่ที่เที่ยวที่สำคัญอีกอย่างที่อยากแนะนำคือย่านบ่อน้ำพุร้อนโจซังเค (Jozankei Onsen) บริเวณหมู่บ้านที่ออนเซ็นไหลผ่านนั้นเป็นย่านแช่ออนเซ็นทั้งหมด ราคามากน้อยขึ้นอยู่กับทำเลของที่พักเลยค่ะ หากมีโอกาสได้มาฮอกไกโดอยากให้มาลองแช่ออนเซ็นที่นี่สักครั้งค่ะ

6. ยามานาชิ (Yamanashi)

ยามานาชิเป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากโตเกียว มีอุณหภูมิอากาศประมาณ 2-32°C อากาศปกติอยู่ที่ราวปลายๆ10กว่าองศาแบบเย็นสบายๆ มีลมพัดผ่าน ยามานาชินั้นมีชื่อเสียงดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จำนวนมากจากการที่เป็นสถานที่ชมภูเขาไฟฟูจินั่นเอง มี 2 มุมชมหลักๆ คือ มุมหนึ่งของทะเลสาบโมโตซูโกะ (Lake Motosuko) เป็นด้านหน้าตรงจะเห็นภูเขาไฟฟูจิเต็มๆ ส่วนอีกด้านจะเป็นมุมที่มองผ่านเจดีย์ 5 ชั้นหรือเจดีย์จูเรอิโตะ ยิ่งเป็นในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ไม้ร่วงมุมแห่งนี้จะยิ่งสวยขึ้นเป็นเท่าตัวเพราะดูเป็นเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่นโดยสมบูรณ์

**ก่อนมาชมภูเขาไฟฟูจิควรเช็คสภาพอากาศว่าท้องฟ้าในวันนั้นโปร่งหรือไม่เสียก่อน หากคุณต้องการมาเก็บภาพความทรงจำไว้ ไม่เช่นนั้นอาจได้รูปภาพที่ไม่ดีเท่าที่ควร**

เมนูขึ้นชื่อที่ต้องมาทานเลยคือ เมนูหม้อไฟที่ทำจากเส้นโฮโตะ (Hoto) เป็นเส้นทำจากแป้งสาลีที่ต้มกับน้ำซุปมิโสะ ใส่แครอท ฟักทอง และเห็ด มีรสชาติแตกต่างจากเมนูเส้นอื่นๆของญี่ปุ่นที่เคยทานกันอย่างแน่นอน

สำหรับสถานที่เที่ยวแนะนำที่นอกเหนือจากจุดชมภูเขาไฟฟูจิ สำหรับใครที่อยากสวนกระแสไม่อยากไปที่เที่ยวแนวธรรมชาติ อยากแนะนำ “สวนสนุก FUJI-Q Highland” เป็นสวนสนุกที่ติดอันดับความน่ากลัวและหวาดเสียวมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นด้วยรถไฟเหาะขนาดใหญ่ หรือถ้าไม่อยากหวาดเสียวแต่อยากตื่นเต้นแบบอื่นก็มาที่บ้านผีสิง(Ultimate Horror Labyrinth) ซึ่งเป็นตึกโรงพยาบาลร้างจำลองมาเลย อยากตื่นเต้นก็ลองมาเล่นที่สวนสนุกแห่งนี้ได้

ค่าเข้าชมสวนสนุกFUJI-Q Highland :
ฟรีค่าผ่านประตู แต่มีค่าเล่นเครื่องเล่นต่อชนิดที่เลือกเล่นโดยจะเริ่มต้นที่ 400 เยน

การเดินทางมายังสวนสนุกFUJI-Q Highland (เปิด 9:00-17:00 น. ) :
จากสถานี Fujikyu-Highland เดินเท้ามาประมาณ 13 นาทีถึงสวนสนุก

7. คานากาวะ (Kanagawa)

หากบอกชื่อ “คานากาวะ” คนไทยหลายท่านคงสงสัยว่าเราเคยไปกันตอนไหน? แต่หากพูดถึงเมืองชื่อ“โยโกฮามะ” ทุกคนอาจร้องอ๋อ เพราะโยโกฮามะเป็นเมืองดังที่คนไทยนิยมเที่ยวกันเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่เมืองหนึ่งในจังหวัดคานากาวะเท่านั้น ซึ่งแท้จริงแล้วจังหวัดนี้มีที่เที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่งเช่นฮาโกเนะ คามาคุระ

คานากาวะอยู่ในแถบคันโตแต่มีอากาศเย็นสบายราว 10 กว่าองศาโดยเฉลี่ย ส่วนอุณหภูมิโดยภาพรวมอยู่ที่ 1-30°C เนื่องจากเป็นจังหวัดที่เคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญในอดีต แล้วในปี 2002 ที่เมืองโยโกฮามะเองก็เคยจัดงานฟุตบอลโลกมาก่อน ทำให้เมืองและจังหวัดแห่งนี้ยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นกระทั่งปัจจุบัน

เนื่องจากอดีตเคยเป็นเมืองท่าทำให้เกิดการติดต่อทางการค้า ได้รับวัฒนธรรมและคนต่างชาติเข้ามาในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะชาวจีน จนทำให้เกิดเป็นโยโกฮาม่าไชน่าทาวน์ นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมร่วมสมัยอยู่ทั่วคานากาวะ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาวัฒนธรรมของตนเองเอาไว้เช่นเดียวกัน อย่างเช่นที่วัดโคโตคุอิน (ที่คนไทยนิยมเรียกว่า หลวงพ่อโต) ที่มีพระสำริดใหญ่สมัยคามากุระตั้งอยู่ภายในบริเวณ

สำหรับอาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือข้าวปลาชิระซุ (Shirasu-don) ปลาตัวเล็กแสนอร่อยสำหรับชาวคันโตแถบนี้ที่นำมาโปะบนข้าวสวยร้อนๆ เสริฟได้ทั้งแบบแห้ง ลวก และแบบดิบ เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของคานากาวะที่ควรมาลองค่ะ

สำหรับที่เที่ยวแนะนำอีกแห่งของที่นี่คือหุบเขาโอวาคุดานิ (Owakudani) เป็นหุบเขาที่ยังคุกรุ่นและอุดมไปด้วยแร่กำมะถัน ของขึ้นชื่อคือไข่ต้มเปลือกดำที่เกิดจากการนำไข่ไปแช่น้ำพุร้อนกำมะถันนั่นเอง

การเดินทางมายังหุบเขาโอวาคุดานิ (เปิด8:30 -17:00 น.) : จากสถานีกระเช้าลอยฟ้า Owakudani (ต่อจากกระเช้าลอยฟ้าHakone) เดินเท้าต่อประมาณ 5 นาทีถึงที่หมาย

8. ไอจิ (Aichi)

ชาวไทยหลายๆท่านอาจชื่นชอบและตกหลุมรักจังหวัดไอจิแบบไม่รู้ตัว จากสาเหตุที่ว่าได้ไปเที่ยวเมืองเอกของไอจิมาโดยที่ไม่รู้ชื่อจังหวัดด้วยซ้ำ เมืองที่ว่าก็คือ“นาโกย่า”นั่นเองค่ะ (จังหวัดนาโกย่าไม่มีนะ)

ไอจิอยู่ที่ภูมิภาคชูบุซึ่งมีอากาศหนาวสุดคือติดลบเล็กน้อย กระทั่งสูงสุดที่ประมาณ 30°C โดยมากอากาศเย็นสบายตลอดปี มีเมืองเอกเป็นนาโกย่าซึ่งเป็นเมืองท่าหลักของญี่ปุ่นที่มีบทบาทต่อเศษฐกิจญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตสมัยเอโดะกระทั่งปัจจุบัน ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นาโกย่าก็ยังเป็นเมืองที่ถูกเป็นจุดทิ้งระเบิดเพราะเป็นศูนย์การผลิตและเป็นเมืองขนาดใหญ่มากในสมัยนั้น

อาหารขึ้นชื่อของไอจิคืออาหารที่ทำจากมิโสะทั้งหมด (เต้าเจี้ยวหมักจากซอสถั่วเหลืองแบบญี่ปุ่น)​​ โดยเฉพาะเมนูเส้น​ ไม่ว่าจะเป็นมิโสะโอเด้ง​ ซุปมิโสะ​ มิโสะนิโคมิอุด้ง​ เป็นต้น​ และอีกอย่างที่ไม่เกี่ยวกับมิโสะก็คือ ฮิทสึมะบูชิ​ หรือข้าวหน้าปลาไหลอุนางิของดีประจำท้องถิ่น​นั่นเอง

สำหรับที่เที่ยวของจังหวัดไอจินั้นจะมีทั้งสถานที่เที่ยวที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาในอดีตอย่างปราสาทนาโกย่าและปราสาทอินุมายะที่ควรต้องมาเพราะในสมัยก่อนมั่งคั่งติดอันดับมาก แล้วยังถือเป็นสมบัติแห่งชาติของญี่ปุ่นด้วย พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำท่าเรือนาโกย่า ตลาดคินชาชิ (Kinshachi Yokocho) ตลาดเดินชิลกับบรรยากาศเมืองเก่า เมืองโอคาซากิ รวมถึงพิพิธภัณฑ์โตโยต้า

นอกจากนี้เราแนะนำ ศาลเจ้าอะซึตะ(Atsuta-Jingu)​ ศาลเจ้าเก่าแก่ที่เป็นจุดเช็คอินสำคัญเลยของเมืองนาโกย่าซึ่งโดยมากผู้คนที่หลั่งไหลมามักมาเพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จในชีวิต

9. เฮียวโกะ (Hyogo)

9. เฮียวโกะ (Hyogo)

"เฮียวโกะ" เป็นจังหวัดที่เป็นเมืองท่าแสนชิคที่คนไทยนิยมมาท่องเที่ยว อยู่ไม่ไกลจากเกียวโตและโอซาก้า ด้วยกลิ่นไอเก๋ๆ ของกินอร่อย รวมถึงมีสถานที่ช็อปปิ้งมากมาย และผู้คนที่ไม่แออัดจนเกินไปทำให้คนไทยเลือกมาเที่ยวที่นี่ไม่น้อยเลย แต่คนไทยอาจจะคุ้นชินกับชื่อ "เมืองโกเบ" มากกว่า

ที่นี่อยู่ในทางใต้เกาะฮอนชู มีอุณหภูมิอากาศอยู่ที่2-32°C อากาศเฉลี่ยจะเย็นสบายที่16-18°C ซึ่งเห็นเมืองคึกคักแบบนี้ แต่ครั้งนึงก็เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ทำให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ด้วยความร่วมมือกันของชาวญี่ปุ่นทำให้ที่นี่กลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้งค่ะ

อาหารขึ้นชื่อของเมืองนี้มีหลายอย่างเลย อย่างแรกแน่นอนว่าต้องเป็น “เนื้อโกเบ” วากิวเลิศรสของญี่ปุ่น ยิ่งถ้าได้ลองสเต๊กเนื้อโกเบฉ่ำๆแล้วจะติดใจ อย่างที่สองคือ “เนื้อปูมัตสึบะ” เป็นปูที่พบได้ในทะเลตอนเหนือของจังหวัดเฮียวโกะซึ่งไม่ว่าจะมาในรูปแบบซาชิมิหรือกับเมนูอื่นก็ดีต่อใจทั้งนั้น ซึ่งต้องมาในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคมเท่านั้นนะถึงจะหาทานกันได้ และตบท้ายด้วยสาเกนาดะของดีจากเมืองนาดะในเฮียวโกะที่แฟนสาเกไม่ควรพลาดเลย

ในส่วนของที่เที่ยวเมืองโกเบจะแบ่งออกเป็นสองแนว คือแนววัฒนธรรมย้อนยุค อย่างเมืองท่าเก่าและย่านขายของย้อนยุค กับแนวที่เที่ยวสมัยใหม่

ที่เที่ยวย้อนยุคอาทิเช่นย่านชินไคจิ (Shinkaichi) ย่านตลาดเก่ารวมไปถึงโรงภาพยนต์เก่าของญี่ปุ่นซึ่งปัจจุบันยังคงกลิ่นไอแบบโกเบอยู่แต่ต่างชาติมักไม่ค่อยรู้จักที่นี่นัก ย่านซันโนะมิยะ แหล่งช็อปปิ้งใจกลางเมืองที่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างเฮียวโกะยุคก่อนและยุคปัจจุบัน และปราสาทฮิเมจิ มรดกโลก ที่ยังคงความสวยงามกระทั่งปัจจุบันเป็นต้น

กับที่เที่ยวสมัยใหม่ของโกเบที่เก๋ไปอีกแบบก็อาทิเช่น Kobe Port Tower หอคอยสีแดงที่เป็นเหมือนแลนด์มาร์คของเมืองโกเบ และ Kobe Harborland แหล่งช็อปปิ้งเก๋ๆที่มีร้านคาเฟ่สวยมากมายรวมถึงมีบริการเรือสำราญอีก เป็นต้น

ส่วนที่เที่ยวที่เราอยากแนะนำเลยจะเป็น อะริมะออนเซ็น (Arima Onsen) ออนเซ็นเก่าแก่ของโกเบรวมถึงเป็นออนเซ็นที่เก่าแก่ที่สุดที่หนึ่งในญี่ปุ่น มีบ่อดังๆที่ชื่อว่าออนเซ็นเงินกับออนเซ็นทอง ซึ่งที่อยากแนะนำให้มาแช่กันเลยคือออนเซ็นทอง เป็นออนเซ็นสีน้ำตาลแดงที่มีแร่ธาตุช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยล้าและกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดได้ดีมากค่ะ ยิ่งใครที่เป็นภูมิแพ้หากมาแช่ที่นี่อาการก็อาจบรรเทาลงได้ด้วย ซึ่งค่าเข้าใช้บริการออนเซ็นแต่ละที่ที่ในอิริมะออนเซ็นก็จะแตกต่างกันตั้งแต่หลักร้อยเยนกระทั่งพันเยนเลย หรือถ้าเข้าพักค้างคืนก็จะต่างกันไปแล้วแต่เรียวกังที่ใช้บริการค่ะ

10. ฟุกุโอกะ (Fukuoka)

10. ฟุกุโอกะ (Fukuoka)

ฟุกุโอกะคือจังหวัดขนาดใหญ่ในคิวชู เมืองน่าอยู่อันดับต้นๆของญี่ปุ่น และสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวสายกิน เพราะเมืองนี้ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว หวาน หรือของฝากก็อร่อยทั้งนั้น แถมมีวิวทิวทิศน์เมืองและสวนดอกไม้ตามฤดูกาลที่สวยงามมากอีกด้วย ครบเครื่องขนาดนี้คนไทยไม่พลาดแน่นอนค่ะ

ที่นี่แม้จะอยู่ทางใต้มากกว่า แต่อุณหภูมิโดยรวมทั้ง 4 ฤดูอยู่ที่ 2-32°C อากาศทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ15°C ซึ่งเป็นอากาศเย็นสบายมีลมพัดผ่านตลอด

สำหรับอาหารขึ้นชื่อของฟุกุโอกะถ้ากล่าวกันจริงๆเยอะมากค่ะขอหยิบยกมาทั้งของคาวและของหวานนะ

อาหารอย่างแรกเลยคือ “ฮากาตะราเมง” ราเมงทำจากซุปกระดูกหมูท้องถิ่นของฮากะตะแห่งฟุกุโอกะ “มตสึนาเบะ” หม้อไฟใส่เครื่องใน (แต่ไม่คาวนะ) ซึ่งเป็นอาหารยอดฮิตของคนที่นี่ และ “เมนไทโกะ” หรือไข่ปลาค็อตดอง ไข่ปลารสเลิศที่เป็นเหมือนคาร์เวียร์สำหรับคนญี่ปุ่น ที่ไม่ว่าจะทานกับข้าวสวยร้อนๆหรือกับเมนูอื่นยังไงก็อร่อย ในส่วนของขนมหวานก็จะเป็นขนมฮิโยโกะ เป็นขนมที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนลูกเจี๊ยบ เป็นของฝากดีๆอีกอย่างของฟุกุโอกะ ซึ่งในแต่ละฤดูก็มักจะมีรสชาติพิเศษสำหรับฤดูนั้นๆออกมาด้วย

หากอยากมาเที่ยวช่วงที่มีเทศกาลด้วยแนะนำให้มาชมเทศกาล Hakata Dontaku ซึ่งเป็นเทศกาลที่จะมีพาเหรดเต้นระบำญี่ปุ่นแบบต่างๆตลอดถนน Meiji-dori จัดขึ้นวันที่ 3-4 เดือนพฤษภาคมของทุกปี

ในส่วนของที่เที่ยวนั้นฟุกุโอกะเป็นจังหวัดที่เด่นในเรื่องของวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ที่เที่ยวส่วนใหญ่จึงเป็นจุดชมวิวและสวนดอกไม้ เช่น ฟุกุโอกะทาวเวอร์ หรือแม่น้ำยานากาวะ เป็นต้น นอกจากนี้ก็มักจะเป็นที่เที่ยวแนวศาลเจ้าและวัด อย่างศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู (Dazaifu Tenmangu) ศาลเจ้าฮาโกะซากิ (Hakozaki shrine) หรือที่เที่ยวสายช็อปปิ้ง อย่างถนนคนเดินคาวาบาตะโดริ (Kawabata Shotengai) หรือตลาดปลาฟุกุโอกะเป็นต้น

ที่เที่ยวที่แนะนำเลยคือ สวนบนเกาะโนโคโนชิมะ (Nokonoshima Island Park) สวนสวยแห่งฟุกุโอกะที่มีดอกไม้นานาชนิด สามารถมาชมได้ตลอด4ฤดูกาลของญี่ปุ่นอีกด้วย ในแต่ละฤดูดอกไม้ก็จะบานคนละชนิดกันทำให้มีวิวทิวทัศน์ที่สวยแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูค่ะ

ค่าเข้าชมดอกไม้ :
เด็กเล็ก3ปีขึ้นไป 400เยน/ท่าน เด็กประถม-มัธยมต้น 600 เยน/ท่าน ผู้ใหญ่ 1,200เยน/ท่าน
เวลาทำการ : เปิดทุกวันจันทร-ศุกร์ 9:00-17:30น. เสาร์-อาทิตย์และวันหยุดญี่ปุ่น 9:00-18:30น.
การเดินทางมายังสวนบนเกาะโนโคโนชิมะ (Nokonoshima Island Park) :
จากท่าเรือเมโนฮามะให้ขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากมาที่โนโกะโนะชิมะ (ใช้เวลาประมาณ10 นาที)
จากนั้นต่อรถบัสนิชิเท็ตสึสายNokonoshima Island Parkมายังที่หมาย

**โปรดตรวจสอบรอบเรือข้ามฟากและรอบรถบัสมายังที่สวนแห่งนี้ก่อนเดินทาง**

ผู้เขียน: Moonlight Yoku
นักเขียนสกิลเป็ดเอกบริหารธุรกิจญี่ปุ่น ที่ตอนเด็กมีความฝันอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นจนกระทั่งปัจจุบันเรียนเอกนี้เต็มตัว
ชอบอาหารญี่ปุ่นมากๆ ฉะนั้นจะสนใจที่กินที่เที่ยวเป็นพิเศษ Hokkaido Lover❤️