All About Japan

5 ที่เที่ยวลับๆในคิวชูที่อยากให้คุณรู้จัก

| Kumamoto , Kyushu

ที่แปลกใหม่ที่รับรองได้ว่าน้อยคนจะรู้จัก อยากไปคิวชูซ้ำต้องอ่าน ไปครั้งแรกยิ่งต้องอ่าน รับรองว่าคุณจะได้ภาพสวยๆที่ไม่เหมือนใครมาอวดแน่นอน

ภูมิภาคคิวชู อยู่ค่อนไปทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น ที่หลายคนแอบจัดเรียงไว้ให้เป็นภูมิภาคสำหรับการไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นในลำดับรองๆแต่ใครจะรู้บ้างว่าเสน่ห์ของเมืองรองในคิวชูนั้น ก็คือการที่เราจะได้เที่ยวในสถานที่ลับๆที่รู้จักกันยังไม่มาก ถ่ายรูป นั่งชิลๆได้แต่สร้างความประทับใจให้กับเราได้ไม่แพ้เมืองหลักอย่างโตเกียวหรือโอซาก้า เช่นกัน

1.น้ำตกไม่ธรรมดา Nabegataki จ.Kumamoto กับความลับที่ซ่อนอยู่

ปกติเราไปเที่ยวน้ำตกก็มักจะไปรับความสดชื่นหรือยืนถ่ายรูปกันบริเวณหน้าน้ำตก แต่น้ำตกที่เพิ่งเปิดให้เข้าได้ไม่นานที่เมือง Oguni จังหวัดคุมาโมโตะแห่งนี้ จะสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์มากเมื่อเราเดินเข้าไปหลังม่านน้ำตกผ่านจากด้านหลัง เพราะที่นี่เป็นน้ำตกแบบที่สามารถเข้าไปด้านหลังของม่านน้ำตกเพื่อชมความงามได้ (ญี่ปุ่นเรียกว่า Urami no taki)

น้ำตกแห่งนี้มีที่มาจากการละลายของแมกม่าเมื่อสมัยก่อนที่ภูเขาไฟ Aso ที่อยู่บริเวณใกล้ๆกันเกิดปะทุขึ้น แล้วเย็นตัวลงไหลลงมากลายเป็นน้ำตกแห่งนี้

น้ำตกที่นี่สูง 9 เมตร ยาว 20 เมตร นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งความลับซ่อนอยู่อีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ บริเวณทางเดินมายังน้ำตกมีจะมีหินรูปหัวใจแอบซ่อนเอาไว้ที่พื้นทั้งหมด 6 ดวงด้วยกัน หากใครหาเจอจนครบก็อาจจะพบกับโชคลาภตามคำร่ำลือที่เค้าว่าก็ได้

และที่สำคัญ ในช่วง Golden Week ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม ที่นี่จะมีการเปิดไฟทุกวันเวลา 18:30-21:30 น. ก็ออกมาเป็นวิวที่สวยงามน่าหลงใหลแบบไม่อยากกลับบ้านเลยทีเดียว

ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 200 เยน เด็ก 100 เยน เด็กต่ำกว่าประถมฟรี

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8.00 - 17.00 น. หยุด 28 ธ.ค. - 3 ม.ค.

การเดินทาง: เหมาะกับผู้เช่ารถขับ
หากต้องการนั่งรถไฟให้เริ่มจากคุมาโมโตะ นั่งรถไฟไปยังสถานี Aso ด้วยสาย JR Houhi Main line จากนั้นต่อรถบัส Sanko สายที่ไป Tsuetate Onsen ลงที่ป้าย Yu-station ใช้เวลา 1ชั่วโมง หรือเดินทางโดยแท็กซี่

2. เที่ยวป่า Sasaguri Kyudai No Mori ที่งามดั่งเทพนิยาย

ถ้าใครเคยดูการ์ตูนอนิเมชั่น “เจ้าหญิงโมโนโนเกะ” (Princess Mononoke) ที่ผลิตโดยสตูดิโอจิบลิ ก็น่าจะมีภาพจำถึงความนวลและความฟุ้งอันแสนมีเสน่ห์ของบรรยากาศป่าที่สะท้อนกับผืนน้ำในฉากของอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นแน่ แต่ที่น่าอัศจรรย์ไปกว่านั้นคือ บรรยากาศแบบนั้นมันมีอยู่จริงๆ เมื่อได้มีคนค้นพบ Sasaguri Kyudai no Mori หรือสวนป่าสำหรับการวิจัยของมหาวิทยาลัยคิวชู ที่ตั้งอยู่ที่เมือง Sasakuri ของฟุกุโอกะ

หลังจากได้เผยแพร่ไปในโลกโซเชียลของญี่ปุ่น หลายคนเห็นว่าบรรยากาศของป่าแห่งนี้คล้ายกับฉากในการ์ตูนอนิเมชั่นจริงๆ จนเริ่มมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปเยี่ยมชม

ป่า Kyudai no Mori มีขนาด 17 เฮกตาร์ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าสีเขียว อากาศบริสุทธิ์สดชื่นของธรรมชาติ เนื่องจากมีพันธ์ไม้ปลูกอยู่กว่า 90 ชนิด รายล้อมไปด้วยสระน้ำที่สะท้อนเงาไม้จากต้น bald cypress และมีแสงแดดส่องผ่านงดงามดั่งในเทพนิยาย โดยมหาวิทยาลัยคิวชูและเมือง Sasakuri ได้ช่วยกันดูแลบริเวณนี้ร่วมกัน

Sasaguri Kyudai no Mori แห่งนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Forest Therapy Base หรือป่าที่เป็นแหล่งผ่อนคลายอีกแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ที่จะมีผู้คนมาเดินเล่นรอบๆบริเวณอยู่ไม่น้อยเลย

ค่าเข้าชม: ฟรี

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน
เดือนเมษายน – เดือนกันยายน เปิดเวลา 6.00 - 18.00
เดือนตุลาคม – เดือนมีนาคม เปิด 7.00 - 17.00

วิธีการเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Sasaguri จากสถานี Hakata ประมาณ 20 นาที ลงที่สถานี Sasaguri แล้วเดินจากสถานี Sasaguri ประมาณ 35 นาที หรือนั่งแท็กซี่ ประมาณ 10 นาที

3.นั่งเรือไปหาแมวที่เกาะ Ainoshima

ครั้งนี้อยากชวนทาสแมว ไปเที่ยวเกาะลับๆที่มองทางไหนก็มีแต่แมว แมว แมว เต็มไปหมด
เกาะแห่งนี้มีชื่อว่า เกาะAinoshima ที่ขึ้นชื่อว่ามีประชากรแมวประมาณ 1 ส่วน 4 ของประชากรทั้งหมด
เกาะAinoshimaเป็นเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง Fukuoka โดยมีประชากรมนุษย์อาศัยอยู่ประมาณ 300 กว่าคน แต่มีประชากรแมวอาศัยอยู่ประมาณ 100 ตัว เจ้าแมวเหมียวจะเดินป้วนเปี้ยนอยู่ตามถนนหนทาง ท่าเรือ หรือไม่ก็นอนกลิ้งเกลือกไปมาต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเสรี อยู่ร่วมกันกับชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่กันอย่างเรียบง่ายในเกาะที่จะคอยหาอาหารและเล่นกับพวกมัน แต่นักท่องเที่ยวห้ามให้อาหารแมงเด็ดขาดเพราะมันอาจกระทบต่อระบบการจัดการประชากรแมวของเกาะ แมวที่นี่ส่วนใหญ่ก็เป็นแมวสายพันธุ์ญี่ปุ่นขนสั้นสีพื้น ๆ อย่าง สีขาว สีส้ม สีดำ เป็นต้น มีนิสัยขี้อ้อน ไม่หวาดกลัวผู้คนแม้จะเป็นแมวที่ไม่มีเจ้าของ เนื่องจากเกาะแมวแห่งนี้ เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ นอกจากการมาเล่นกับแมวแล้ว ก็จะมีร้านอาหารเน้นขายอาหารทะเลที่ชาวบ้านหามาได้ ในบรรยากาศเป็นกันเอง หรือจะตกปลาชมบรรยากาศก็ได้ แต่ก็ต้องเผื่อเวลาไป-เวลากลับไว้ เพราะการที่จะเดินทางมาเล่นกับเจ้าเหมียวที่นี่ได้ ต้องนั่งเรือเฟอร์รี่มาเท่านั้น

ค่าเข้าชม: ฟรี

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน

วิธีการเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Hakata มาลงที่สถานี Nishitetsu shingu จากนั้นขึ้นรถบัสท้องถิ่นสาย 1 ไปลงที่สถานี Shingu Port (ป้ายสุดท้าย) ใช้เวลานั่งรถประมาณ 15 นาที หรือเดินไปก็ได้ จากนั้นต่อเรือข้ามไปขึ้นเกาะ (460 เยนต่อเที่ยว) ประมาณ 15 นาทีก็จะถึงที่หมาย

เวลาเรือข้ามฟากจากท่า Shingu Port ไปยัง เกาะ Ainoshima จะมีตั้งแต่เวลา 7:00 และเที่ยวขากลับเข้าฝั่งเที่ยวสุดท้ายคือ 18:30

4. ความลับสุขภาพดีที่ Lamune onsen จ.Oita

ถ้าพูดถึงญี่ปุ่นก็ต้องนึกถึงออนเซน แต่จะแช่ตัวที่ออนเซนทั่วไปก็ไม่ใช่เสน่ห์ลับๆของคิวชู เราจึงขอนำเสนอการแช่บ่อน้ำแร่ออนเซนที่ใส่ Lamune (ลามูเนะ) หรือโซดาแบบญี่ปุ่นที่รสชาติคล้ายน้ำมะนาว

ที่เมืองTakeda จ.Oita จะมีการใส่กรดคาร์บอนิก (โซดา) ลงไปในน้ำแร่ในอุณหภูมิอุ่นๆประมาณ 32 องศาและเราจะได้ลงไปแช่ตัวอยู่ในน้ำแร่ที่มีฟองสีเงินผุดขึ้นมา ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น ช่วยรักษาอาการความดันโลหิตสูง ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่อง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำแร่ ที่ใส่โซเดียมไบคาร์บอเนต ที่ช่วยรักษาแผลจากของมีคม แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก อาการปวดข้อ ปวดเส้นประสาท อัมพฤกษ์อัมพาต ได้

และที่นี่ยังมีโซนให้บริการน้ำแร่สำหรับดื่ม ซึ่งเป็นที่เลื่องลือว่าช่วยรักษาโรคกระเพาะและอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี สำหรับผู้ที่เดินทางมาเป็นกลุ่มหรือเป็นครอบครัวก็สามารถใช้บริการ “บ่อแช่น้ำแร่สำหรับครอบครัว” ได้ด้วย และสุดท้ายหลังแช่น้ำร้อนเสร็จ ก็สามารถมาเดินชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่อยู่ภายในตัวอาคารอันแสนน่ารักให้เพลิดเพลินได้อีกด้วย

ค่าใช้จ่าย:
บ่อแช่น้ำแร่แบบรวม ผู้ใหญ่ 500 เยน เด็ก (3 ปี – ประถม) 200 เยน เด็กต่ำกว่า 3 ปี ฟรี
บ่อแช่น้ำแร่แบบครอบครัว เหมา 2,000 เยน (ต่อ 1 ชั่วโมง)

เวลาทำการ:
10:00 – 22:00 น. หยุดทุกวันพุธแรกของเดือน (สำหรับเดือนมกราคมและพฤษภาคมจะเลื่อนไปหยุดในวันพุธที่ 2 ของเดือนแทน)

วิธีการเดินทาง: เริ่มที่สถานี Oita ให้นั่งรถไฟ JR Hohi Lineไปลงที่สถานี Bungotakeda ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที จากนั้นต่อรถบัส Takeda City Community Bus ไปลงที่ป้าย Yamawaki Stop หรือ Tenmabashi Stop ใช้เวลา 30 นาที

5.ถ่ายรูปชิคๆที่เนิน Suyanosaka เมือง Kitsuki

สถานที่น่าพิศมัยแบบสโลวไลฟ์ที่ซ่อนตัวอยู่ในภูมิภาคคิวชูแห่งนี้คือเนิน Suyanosaka อันเป็นเนินที่เรียงรายด้วยรั้วดินและกำแพงหินและมีชื่อเสียงโด่งดังของเมือง Kitsuki ด้วยทางเดินที่ปูหินเรียงรายสวยงามจับตาและมีเนินที่ทอดตัวยาวจากย่านอยู่อาศัยของบรรดาพ่อค้าไปจนถึงแหล่งที่อยู่ของเหล่าซามูไรที่มีผู้คนสัญจรไปมาเป็นจำนวนมากตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

โดยจะมีไฮไลท์ตรง "บ้านตระกูลOhara" ซึ่งเป็นตระกูลซามูไรชั้นนำในสมัยเอโดะ เป็นบ้านสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่ข้างในยังมีข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อนให้ได้เรียนรู้กันด้วย ทั้งเนินและผังเมืองแนวนี้ที่ยังคงบรรยากาศแบบฉบับญี่ปุ่นสมัยเอโดะเป๊ะๆ แบบนี้ ยังมีให้เห็นอยู่หลายจุดในเมือง Kitsuki

หากได้ไปทั้งทีต้องอย่าลืมเซลฟี่หรือถ่ายภาพสวยๆกับเนินแห่งนี้ และยิ่งถ้าได้ใส่ชุดกิโมโนมาเดินถ่ายรูปกับเนินพร้อมเดินชมเมืองยิ่งเพลิดเพลินไปกันใหญ่ โดยเราสามารถเช่าชุดกิโมโนได้ที่ร้าน Warakuan ในบริเวณ พร้อมกับมีบริการแต่งตัวให้ด้วย กับสนนราคาค่าบริการ 3,000 เยน / คน ร้านเปิด-ปิดเวลา 10.00 - 16.00 น.

ค่าใช้จ่าย:
ฟรี

เวลาเปิด-ปิด:
เนินไม่มีเวลากำหนด

การเดินทาง:
วิธีที่เร็วที่สุดและใช้รถไฟต่อเดียว คือให้ขึ้นรถไฟด่วน Sonic จากสถานี JR Hakata มาลงที่สถานี Kitsuki แล้วขึ้นรถแท็กซี่ไปประมาณ 10 นาที หรือนั่งรถไฟด่วนจากสถานี JR Beppu ประมาณ 15 นาที ถึงสถานี JR Kitsuki จากนั้นนั่งรถบัสต่อประมาณ 10 นาที