All About Japan

เพียง 600 บาท นั่งรถไฟจากโตเกียวไปอาโอโมริ!

| รถไฟ
เพียง 600 บาท นั่งรถไฟจากโตเกียวไปอาโอโมริ!

ผู้เขียนได้ไปท่องเที่ยวช่วงวันหยุดฤดูร้อนด้วยตั๋ว Seishun 18 ตั๋วสุดประหยัดที่ขึ้นรถไฟได้ไม่อันในราคาเพียงวันละ 600 บาท! (2,000 เยน) โดยนั่งไปไกลถึงอาโอโมริและประหยัดค่าชินกังเซนไปได้ถึง 15,000 เยน! จะเป็นไปได้อย่างไร เป็นได้แน่นอนค่ะถ้าใช้ตั๋วนี้ ลองตามมาดูนะคะ

Seishun 18 ตั๋วครอบจักรวาลของ JR

สวัสดีค่ะ พบกันอีกครั้งกับรีวิวการท่องเที่ยวของ PolkaNeko

ผู้เขียนเที่ยวญี่ปุ่นเป็นประจำอยู่แล้วค่ะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ แต่ครั้งนี้พิเศษนิดหน่อย เพราะเป้าหมายคือเมืองที่อยู่ห่างไกลถึงเหนือสุดของเกาะฮอนชูอย่าง อาโอโมริ (Aomori) แต่ชินกังเซนก็แพงเหลือเกิน ทีแรกผู้เขียนเลยคิดว่าจะไปจากโตเกียวด้วยรถบัสค่ะ แต่เนื่องจากเป็นช่วงหยุดหน้าร้อนของญี่ปุ่น ค่าโดยสารรถบัสจึงพุ่งทะยานฟ้าจนเกือบแพงเท่าชินกังเซน แถมเมื่อเทียบๆเวลาที่เสียไปแล้วยังไม่คุ้มอีก ค้นไปค้นมาเกิดคิดได้ว่า “แล้วถ้าเราไปด้วย Seishun 18 ล่ะ?"

(ตั๋ว Seishun 18 คือตั๋วสุดประหยัดที่ทำให้เราขึ้นรถไฟ JR ได้ไม่อั้นเหมือนๆกับ JR Pass แต่ราคาถูกกว่ามากๆ อยู่ที่วันละประมาณ 600 บาท (2,370เยน) เท่านั้น สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่)

ก็เลยลองกดเว็บไซต์ตารางรถไฟยอดนิยมอย่าง Hyperdia ดู ในใจก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้หรอกระยะทางตั้งขนาดนั้น กะอยู่ว่าถ้าไม่ไหวก็คงต้องยอมให้กับชินกังเซน แต่ปรากฏว่า…

อะ..อ้าว มันไปได้แฮะคะท่านผู้ชม! แถมยังมีให้เลือกตั้ง 2 เส้นทาง!

- www.hyperdia.com (อังกฤษ)

แต่เป็นที่แน่นอนว่าถ้าเลือกเดินทางด้วยวิธีนี้ ก็จะเสียเวลาทั้งวันไปกับการนั่งรถไฟเลยวันนึง (แต่เมื่อเทียบแล้ว รถบัสเองก็ใช้เวลาเดินทางต่างกันไม่มากและแพงเกือบเท่าชินกังเซน)

แถมวิธีนี้ยัง “ถูกกว่านั่งชินกังเซนตั้ง 7 เท่า!!!” คือตั๋ว Seishun 18 แค่หนึ่งวันมูลค่าแค่ 2,370 เยน เท่านั้น ก็นั่งไปถึงที่หมายปลายทางได้ แถมยังได้ชมวิวริมทางอีกด้วย ในขณะที่ชินกังเซนไปอาโอโมริราคาตั๋วช่วงนั้นอยู่ที่ 17,550 เยน โดยประมาณ

สุดท้ายผู้เขียนซึ่งมีงบน้อยแต่มีเวลามาก จึงตัดสินใจไปอาโอโมริด้วยวิธีสุดประหยัดนี้ค่ะ

ตัดฉากมาที่วันเดินทาง ผู้เขียนเดินทาง 2 คนกับเพื่อนร่วมทางที่ลากมาเที่ยวด้วยครั้งนี้ เลือกใช้เส้นทาง Route 2 ที่ต้องออกเช้ากว่า ส่วนที่ว่าทำไมเลือกเส้นทางนี้ สาเหตุที่แท้จริงอยู่ที่ สถานีที่รถไฟทั้งสองเส้นทางวิ่งผ่านค่ะ

จริงๆแล้วทั้งสองเส้นทางเริ่มต้นที่นั่งรถไฟไปที่อุเอโนะซึ่งเป็นชุมทางสำหรับขึ้นภาคเหนือเหมือนๆกัน และจบลงที่นั่งรถไฟเที่ยวเดียวกันจากโอดาเตะ(Odate)ไปยังสถานีปลายทางเหมือนๆกัน แต่มันต่างกันที่ “วิวระหว่างทาง” ค่ะ

เส้นทางแรกออกสายกว่า ใช้เวลาเดินทางน้อยก็จริง แต่รถไฟวิ่งขึ้นเหนือจากโตเกียวผ่าน Saitama, Tochigi, Fukushima, Sendai(Miyagi), Morioka(Iwate) แล้วค่อยตัดเข้า Odate เส้นทางผ่ากลางเกาะขึ้นไปตรงๆและผ่านหัวเมืองสำคัญอย่าง ฟุคุชิม่า และเซนไดครบถ้วน

เส้นทางที่สองออกเช้ากว่า รถไฟวิ่งถึง Saitama แล้วเบนออกซ้ายไปทางตะวันตกเฉียงเหนือผ่าน Gunma, Niigata, Yamagata, Akita แล้วค่อยตัดเข้า Odate เส้นทางวิ่งเลียบทะเลฝั่งตะวันตกหรือ Sea of Japan ขึ้นไปค่ะ

ข้อดีของการเที่ยวด้วยรถไฟหวานเย็น

ข้อดีของการเที่ยวด้วยรถไฟหวานเย็น

สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟทั้งวันแบบนี้ ที่ทำได้ระหว่างทางนอกจากอ่านหนังสือ เล่นมือถือ ฟังเพลง เล่นกับเพื่อนเพื่อฆ่าเวลาแล้ว ยังมีการชมวิวอีกด้วย และผู้เขียนกับเพื่อนสนใจทิวทัศน์ของจังหวัดในเส้นทางที่ 2 มากกว่าเพราะจะได้เห็นทั้งภูเขาและทะเลค่ะ (แน่นอนว่าเราเชื่อว่าเส้นทางแรกก็มีทิวทัศน์สวยๆของตัวเองเช่นเดียวกัน แต่หลังปรึกษากันแล้ว ครั้งนี้เดินทางหน้าร้อน ครึ่งบ่ายขอชมวิวทะเลให้ชื่นใจจะดีกว่าค่ะ ^ ^)

เริ่มทริปกันเวลาตีสี่กว่าๆเดินออกจากบ้านฟ้ายังสลัวๆอยู่เลยค่ะ นั่งรถไฟไปสถานีอุเอโนะ..

คนญี่ปุ่นเพียบเชียวค่ะ ท่าทางว่าวันหยุดหน้าร้อนแบบนี้จะมีหลายคนที่ตัดสินใจออกท่องเที่ยวเหมือนๆกันกับผู้เขียน

นั่งรถไฟสาย Takasaki วิ่งไปกุนมะ

ทิวทัศน์ระหว่างทางช่วงที่เข้าเขตจังหวัด Saitama ยังเป็นบ้านคนเสียมากค่ะ ทั้งอาคารอพาร์ตเมนต์และเมืองยังคงยุบยั่บ ถึงจะไม่มีตึกระฟ้ามากมายแบบโตเกียว แต่ก็ยังเป็นทิวทัศน์ของเมืองอยู่ค่ะ

หลังถึงปลายทาง ก็นั่งรถไฟสาย Joetsu ต่อด้วย Shinetsu เพื่อข้ามจากกุนมะไปนีงาตะ

ในรถไฟคนยังเยอะอยู่ค่ะ แต่ผู้เขียนเองก็คุยกับเพื่อนว่าหลังเข้านีงาตะคงจะน้อยลงแล้ว เพราะว่าก็ครึ่งบ่ายแล้วค่ะ ช่วงนี้ทิวทัศน์ชนบทก็เริ่มเข้ามายึดครองรอบๆ แลเห็นไร่นาและภูเขา บ้านเรือนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เริ่มจะได้ดูอะไรที่มันธรรมชาติมาขึ้นแล้ว(ฮา)

พอถึงนีงาตะ ย้ายมานั่งรถไฟสาย Uetsu เท่านั้นละค่ะ คนหายไปเกินครึ่งทันที เป็นไปตามที่คาด นีงาตะเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมช่วงหน้าร้อนจริงๆ อนาคตคงจะต้องหาโอกาสมาเที่ยวแบบจริงจังไม่ใช่ทางผ่านกันสักครั้งค่ะ แต่ครั้งนี้เราจะขึ้นเหนือไปก่อน

รถไฟพาไปจอดที่สถานีชื่อ Murakami ตรงนี้ต้องรอเปลี่ยนรถ คันต่อไปต้องรอเกือบหนึ่งชั่วโมงผู้เขียนจึงถือโอกาสหยุดพักหาข้าวทานค่ะ

Murakami เป็นสถานีเล็กๆ มีร้านอุด้งร้านหนึ่ง คาเฟ่ที่ขายข้าวห่อไข่ที่ผู้เขียนเลือกทาน และร้านอาหารญี่ปุ่นท้องถิ่นอีกหนึ่งร้านซึ่งทีแรกก็อยากทานค่ะแต่คิวยาวเหลือเกิน รวมทั้งด้วยเวลาที่มีอยู่แค่ 50 นาที จึงเลือกร้านข้าวห่อไข่ที่รวดเร็วกว่าไปในที่สุด

จากนั้นพอกลับมาขึ้นรถไฟ คราวนี้ก็ได้เห็นทะเลแล้วค่ะ รถไฟค่อยๆเข้าสู่จังหวัดยามากาตะช้าๆ เปลี่ยนผู้โดยสารร่วมทางออกไปบ้าง เข้ามาบ้าง

พอรถใกล้จะถึงสถานีอากิตะตะวันก็เริ่มจะตกดิน ได้เห็นพระอาทิตย์ค่อยๆหย่อนตัวลงไปใน Sea of Japan เป็นภาพที่สวยมากค่ะ น่าเสียดายที่ไม่ได้ดูจนถึงพระอาทิตย์ลับหายไปก็ถึงสถานีอากิตะ ต้องเปลี่ยนรถเป็นสาย Ou กันเสียแล้ว (ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตกในแต่ละฤดูจะไม่เท่ากัน อย่าลืมเช็คนะคะ ถ้าใช้ Seishun 18 ช่วงหน้าหนาวรับประกันได้เลยว่าพระอาทิตย์ทั้งดวงจมทะเลก่อนถึงอากิตะแน่นอน ทิวทัศน์ข้างทางก็จะเป็นหิมะขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ไม่ใช่ทุ่งนาเขียวชอุ่มแล้วค่ะ)

แล้วรถไฟสาย Ou ก็พาเราไปหยุดที่สถานี Odate ...แต่ว่าไม่มีข้าวเย็นให้ทานค่ะ(ฮา) ร้านรวงปิดกันไปหมดแล้ว งานนี้เลยต้องพึ่งร้านสะดวกซื้อกันไป แต่ก็มื้อสุดท้ายของวันแล้วละค่ะ ดูเหมือนจะมาถึงในช่วงที่จัดงานเทศกาลด้วย บนภูเขามีการจุดไฟเป็นอักษรรูปตัว 大 แล้วก็ยังมีจุดพลุด้วย นั่งทานไอศกรีมจากร้านสะดวกซื้อแล้วดูพลุจากที่ไกลๆระหว่างรอเปลี่ยนรถก็ถือว่ายังพอแก้ขัดที่ไม่มีข้าวเย็นได้อยู่

หลังจากเปลี่ยนรถครั้งสุดท้าย รถไฟก็พาผู้เขียนและสหายร่วมทางเข้าสู่จังหวัดอาโอโมริค่ะ ถึงสถานีอาโอโมริตรงเวลาเป๊ะตามตาราง 22:52 แล้วเดินเข้าโรงแรมที่จองไว้ เป็นอันสิ้นสุดภารกิจการเดินทางในวันนี้

ถ้าจะพูดถึงความรู้สึกหลังการเดินทาง อืม… ก็เป็นอะไรที่ท้าทายเล็กน้อยประเภทครั้งหนึ่งในชีวิตคล้ายๆกับการปีนภูเขาไฟฟูจิอะไรอย่างนี้ค่ะ พอสำเร็จตามเป้าหมายแล้วก็รู้สึกดีมากทีเดียว ส่วนถ้าถามว่ายังจะใช้ตั๋ว Seishun 18 ทำอะไรอย่างนี้อีกไหม?...

ก็ไม่แน่นะคะว่าจะใช้กับเส้นทางเดิม แต่ตั๋วน่ะใช้อีกแน่นอน คุ้มค่าสุดๆ~

ทริปถัดไปน่าจะเป็นการใช้ตั๋วใบเดิม1วันสุดท้ายที่เหลือ (หลังไปถึงอาโอโมริเราก็ใช้ไปอีก 3 วันค่ะ เที่ยวอากิตะ ยามากาตะ เซนไดหนำใจแล้วค่อยกลับ) ครั้งนี้จะต้องไปแบบเช้าไปเย็นกลับ จะต้องเลือกสถานที่เที่ยวที่ไม่ไกลมากอย่างครั้งนี้แล้วค่ะ แต่รับรองว่าจะพยายามใช้ตั๋วให้คุ้มมูลค่า (อันที่จริง แค่นั่งไปอาโอโมริก็คุ้มค่าตั๋วแล้วไม่ใช่เหรอ! ค่ารถไฟของจริงถ้าไม่ใช้ Seishun 18 น่ะ 10,800 เยนเลยนะ!)

แล้วพบกันใหม่บทความหน้าค่ะ หวังว่าทุกท่านจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยจากบทความนี้นะคะ