All About Japan

เดินทางแสวงบุญและชมใบไม้เปลี่ยนสี ด้วย JR Pass

| ใบไม้แดง , วัด และ ศาลเจ้า
เดินทางแสวงบุญและชมใบไม้เปลี่ยนสี ด้วย JR Pass

วันนี้เราขอพาไปชมวัดและศาลเจ้าที่โด่งดังในฐานะสถานที่แสวงบุญและจุดชมใบไม้เปลี่ยนสี 3 แห่ง ในดินแดนทางเหนือสุดของเกาะฮอนชูซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่น

ฮิราอิซึมิ มรดกโลกแห่งภาคเหนือ

ฮิราอิซึมิ มรดกโลกแห่งภาคเหนือ

พูดถึงญี่ปุ่นก็ต้องนึกถึงวัด หลายครั้งที่สถานที่ชมซากุระหรือใบไม้เปลี่ยนสีนั้นตั้งอยู่ภายในวัด สถานที่ๆเราอยากพาไปวันนี้ก็เป็นวัดเช่นกัน แต่ว่า “ฮิราอิซึมิ” นั้นไม่ได้หมายถึงวัดเพียงแห่งเดียว แต่หมายถึงวัดสี่แห่งคือ วัดชูซอนจิ (中尊寺) วัดโมซือจิ (毛越寺) ซากโบราณสถานวัดคันจิไซโออิน (観自在王院跡) และซากโบราณสถานวัดมุเรียวโคอิน (無量光院跡) โดยวัดชูซอนจิและโมซือจิน่าจะเหมาะที่สุดกับการชมใบไม้เปลี่ยนสีของเราในวันนี้ครับ

มรดกโลกชูซอนจิ

มรดกโลกชูซอนจิ

หลังจากลงรถไฟที่สถานีฮิราอิซึมิ วัดแรกที่เราแนะนำก็คือชูซอนจิ เป้าหมายอันดับหนึ่งของผู้คนที่มาเยือนฮิราอิซึมิ เดินไปได้ไม่ไกลมากจากสถานี (ประมาณ 20 นาที) โดยสิ่งที่ต้องมาดูให้ได้ก็คือ อาคารหลักสีขาวบริสุทธิ์ ที่ตัดกับสีของใบไม้แดงที่ขึ้นอยู่รอบๆ

และนอกจากอาคารหลักแล้ว ภายในวัดชูซอนจิก็มีใบไม้หลากสีปกคลุมอยู่ตลอดทางเดินของวัด หากเดินดูให้ทั่วเชื่อว่าจะมีจุดถ่ายรูปที่ถูกใจทุกคนแน่นอนครับ

โมซือจิ ใบไม้เปลี่ยนสีที่สะท้อนบนบ่อน้ำที่สะท้อนราวกับกระจกเงา

โมซือจิ ใบไม้เปลี่ยนสีที่สะท้อนบนบ่อน้ำที่สะท้อนราวกับกระจกเงา

ส่วนอีกวัดในฮิราอิซึมิที่เราอยากแนะนำให้ไปชมก็คือวัดโมซือจิ ที่วัดนี้จะมีวิวของสวนหินและสระน้ำอยู่กลางวัด รอบๆเต็มไปด้วยต้นไม้ที่จะเปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง และสะท้อนเป็นเงาอย่างชัดเจนบนสระน้ำในวันที่ลมสงบ น่าจะเป็นสถานที่ทำสมาธิที่ยอดเยี่ยม แต่คนส่วนใหญ่ก็ไปเพื่อถ่ายรูปวิวสวยๆอย่างในภาพนี้มากกว่า

นอกจากความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีแล้วก็ยังมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานจนน่าตกใจ วัดต่างๆในฮิราอิซึมีนั้นล้วนเป็นวัดของศาสนาพุธนิกายเท็นได (เทียนไถ) ซึ่งเข้ามาสู่ญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 8 และวัดชูซอนจินั้นก็เป็นวัดหลักของนิกายเท็นไดในโทโฮคุและเชื่อกันว่าก่อตั้งกันมาตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 850 หรือเกือบ 1200 ปีมาแล้วโดยพระในนิกายเท็นไดที่ชื่อ “เอ็นนิน” หรือมีอีกชื่อว่า “จิกะคุไดชิ” การที่สถานที่อยู่มาได้เกินหนึ่งพันปีโดยไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นวัดอยู่เหมือนเมื่อ 1200 ปีก่อนนั้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจครับ

สำหรับผู้ที่เดินทางจากโตเกียว ฮิราอิซึมิเข้าถึงได้ง่ายมากๆหากเราใช้รถไฟชินคันเซ็น เพียงขึ้นชินคันเซ็นจากโตเกียวหรืออุเอโนะ ไปลงที่สถานี Ichinoseki แล้วต่อรถท้องถิ่นสาย Tohoku Main Line ไปอีกสองสถานี ไปลงที่ Hiraizumi ก็เรียบร้อย แน่นอนว่าฟรีทั้งหมดสำหรับผู้พก JR Pass

วัดเอ็นซืออินแห่งมัตสึชิมะ

วัดเอ็นซืออินแห่งมัตสึชิมะ

ที่วัดเอ็นซืออิน (円通院) แห่งนี้มีความสำคัญในฐานะวัดที่เป็นที่ระลึกของหลาน “ดาเตะ มาซามุเนะ” ยอดขุนพลในยุคเซ็นโกคุหรือยุคสงครามกลางเมืองของญี่ปุ่นครับ เป็นขุนพลที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆของยุคที่ถามคนญี่ปุ่นคนไหนก็ต้องรู้จักแน่นอน

แต่ว่าหลายๆคนที่มาเยี่ยมเยือนวัดนี้ ไม่ได้มาเพราะต้องการศึกษาประวัติศาสตร์ เพราะวัดนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับตัวขุนพลดัง ดาเตะ มาซามุเนะโดยตรง แต่มาเพื่อชมความงามของตัววัดมากกว่า โดยมีจุดเด่นคือสวนหินภายในวัด และช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งช่วงใบไม้เปลี่ยนสีนั้นถือว่าเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวที่ความนิยมของวัดนี้สูงที่สุดในสี่ฤดูกาล

ชมใบไม้แดงยามค่ำคืน

ชมใบไม้แดงยามค่ำคืน

ในแง่ของความงามและการท่องเที่ยว นอกจากสวนหินแบบเซ็นซึ่งสวยตลอดเวลา สามารถแวะมาชมได้ในทุกๆฤดูกาล และใบไม้เปลี่ยนสีที่ถือว่าเป็นจุดดึงดูดสำคัญของวัดแห่งนี้แล้ว ในช่วงเดียวกับที่ใบไม้เปลี่ยนสี ก็จะมีการประดับไฟสีสันต่างๆภายในวัด ควบคู่ไปกับการจัดมินิคอนเสิร์ตโดยนักดนตรีท้องถิ่นมากมาย

โดยงานประดับไฟจะมีตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วงที่ใบไม้แดงสวยที่สุดพอดี หากใครไปในช่วงนี้ละก็จะมีดีให้ดูทั้งในตอนกลางวันและกลางคืนแน่นอน

วิวใบไม้แดงที่อ่าวมัตสึชิมะ

วิวใบไม้แดงที่อ่าวมัตสึชิมะ

นอกจากนี้ วัดเอ็นซืออินแห่งนี้ยังตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณ “มัตสึชิมะ” ที่ใกล้จนสามารถเดินไปได้จากวัด อ่าวนี้เป็นจุดท่องเที่ยวชมวิวชื่อดังที่สุด “ของคนญี่ปุ่น” ที่ใช้คำว่าคนญี่ปุ่นก็เพราะว่า ตัวมัตสึชิมะเองนั้นถูกคนญี่ปุ่นจัดอันดับเป็นหนึ่งในสามวิวที่งดงามที่สุดของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย (เรียกว่า Nihon Sankei) แม้คนนอกประเทศจะไม่รู้จักมากนักแต่รับประกันความงามโดยคนญี่ปุ่นครับ ดังนั้นหากไปเที่ยววัดแห่งนี้แล้วมีเวลาเหลือซักชั่วโมงก็ขอแนะนำให้นั่งเรือเฟอร์รี่ชมหมู่เกาะน้อยใหญ่ในบริเวณอ่าวมัตสึชิมะด้วยครับ

การเดินทางด้วยชินคันเซ็น

ทั้งหมดนี้สามารถเดินทางได้จากโตเกียวง่ายๆ เพียงนั่งชินคันเซ็นไปลงที่สถานี Sendai แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสาย Senseki Line ต่อไปลงที่สถานี Matsushima-Kaigan ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง ทำให้สามารถเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับจากโตเกียวได้ แต่แนะนำว่าน่าจะอยู่ค้างซักหนึ่งคืนสบายๆ หาอาหารท้องถิ่นอย่างเช่น “ข้าวหน้าหอยนางรมมัตสึชิมะ” กินซักมื้อ เสร็จแล้วเลือกค้างคืนที่โรงแรมที่หันหน้าออกไปยังอ่าวมัตสึชิมะ เพื่อจะได้ตื่นเช้ามาพบกับวิวที่น่าประทับใจครับ

ยามาเดระ วัดสวยกับใบไม้แดงบนหน้าผา

ยามาเดระ วัดสวยกับใบไม้แดงบนหน้าผา

สุดท้ายนี้เราไปกันที่ยามาเดระ (山寺) แปลชื่อตรงๆเลยก็คือ “วัดภูเขา” ตามสไตล์การตั้งชื่อของคนญี่ปุ่น ที่ชอบคำที่ตรงๆและมีความหมาย ชื่อจริงของวัดคือวัด ”ริชชาคุจิ” (立石寺) ซึ่งแปลว่าวัดที่มีก้อนหินตั้งอยู่ ซึ่งก็เป็นการตั้งชื่อแบบตรงๆจากสิ่งที่มองเห็นอีกนั่นแหละ เพราะหนึ่งในวิวสุดสวยของวัดนี้ประกอบด้วยวิวจากด้านล่าง ที่มองเห็นทั้งอาคารวัดและหินผาก้อนใหญ่ครับ) วัดแห่งนี้เป็นวัดในนิกายเท็นได (เทียนไถ) และมีประวัติว่าก่อตั้งโดย “จิกะคุไดชิ” เช่นเดียวกับวัดชูซอนจิในฮิราอิซึมิ

เมื่อลงรถไฟมาแล้วมองไปทางภูเขา ก็จะเห็นวัดและหินก้อนใหญ่ๆ อยู่บนหน้าผาครับ วัดแห่งนี้ประกอบไปด้วยอาคารไม้เล็กๆกว่า 20 อาคารกระจายอยู่เต็มภูเขา โดยอาคารที่น่าสนใจที่สุดเป็นอาคารเล็กๆที่มีชื่อว่า “โนเคียวโด” ที่ตั้งอยู่ตรงปลายหน้าผา แถมยังสามารถถ่ายภาพอาคารหลังนี้คู่กับใบไม้เปลี่ยนสีบนพื้นดินเป็นฉากหลังได้ ทำให้หลายๆคนเดินทางมาถึงวัดนี้โดยมีวิวนี้เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งนั่นเอง

แต่จุดสนใจของวัดนี้ก็ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ จากตรงนี้เพียงเดินต่อไปอีกสักเล็กน้อยก็จะไปถึงกับอาคารใหญ่โอ่อ่าที่มีชื่อว่า “โกะไดโด” ซึ่งเป็นอาคารแบบเปิดที่เราสามารถเข้าไปด้านในได้ ทั้งยังเป็นจุดชมวิวที่เราสามารถเห็นวิวของระดับพื้นดินด้านล่าง บวกกับหุบเขารอบๆวัดยามาเดระทั้งหมดได้อีกด้วย

วัดยามาเดระนั้นสามารถเดินทางไปได้จากโตเกียวโดยใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง โดยก่อนอื่นให้นั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวไปยังสถานี Yamagata หรือ Sendai แล้วนั่งรถไฟท้องถิ่นสาย Senzan Line ต่อไปลงที่สถานี Yamadera ซึ่งตลอดระยะทางนั้นสามารถใช้ JR Pass ได้ครับ

หากใครที่ต้องการจะไปชมใบไม้เปลี่ยนสีในที่ๆนักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก อากาศเย็นสบาย มีวัดสวยและธรรมชาติตระการตา คนไทยยังรู้จักน้อยอยู่ และเดินทางสะดวกไม่แพ้ในเมืองใหญ่ ก็อยากให้ลองพก JR Pass ไปเที่ยวภูมิภาคโทโฮคุดูซักครั้งครับ