All About Japan

รู้รอบเรื่องหน้าฝนญี่ปุ่น

| ข้อมูล , วันฝนตก
รู้รอบเรื่องหน้าฝนญี่ปุ่น

รู้มั้ยญี่ปุ่นเมืองไหนฝนตกช่วงไหน วางแผนหลบเลี่ยงยังไง แล้วถ้าจำเป็นต้องไปช่วงหน้าฝนจะเที่ยวยังไงให้สนุก วันนี้มาหาคำตอบกันเถอะ

หน้าฝนของญี่ปุ่นคือเดือนไหน

เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ยาวววว จากเหนือจรดใต้จะมีช่วงเวลาของแต่ละฤดูแตกต่างกันไป โดยวิธีจำที่ง่ายที่สุดก็คือ ทางใต้จะร้อนเร็วกว่า ฝนมาเร็วกว่า แต่ใบไม้เปลี่ยนสีช้ากว่า หนาวช้ากว่า เพราะฉะนั้นเราเลยเดาได้ไม่ยากว่า โอกินาว่า คิวชู จะฝนเริ่มตกก่อนโตเกียว โอซาก้า เป็นต้น

ถ้านับเดือนแบบเป๊ะๆ เฉลี่ยแต่ละปีเราจะใช้ข้อมูลภูมิอากาศที่เฉลี่ยจากอดีต โดยจะขอย้อนหลังไปซักสี่สิบปี โดยจะพบว่าเดือนที่ฝนตกหนักที่สุดในแทบทุกจังหวัดยกเว้นฮอกไกโด โดยทั่วไปคือเดือนมิถุนายน

ฟุกุโอกะ ฝนตกเดือนไหน

หากอ้างที่ฟุกุโอกะ เมืองใหญ่ของเกาะคิวชู จะเห็นได้ว่าฝนตกหนักที่สุดในเดือนมิถุนายนและกรกฏาคม (กราฟแท่งสีเขียวเข้ม) โดยปริมาณจะอยู่ที่ประมาณ 250mm ต่อเดือนในช่วงพีค นอกจากนั้นเดือนอื่นๆไม่มีอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษ

โตเกียว ฝนตกเดือนไหน

โตเกียวเริ่มฝนตกบ้างในเดือนพฤษภาคมและพีคในช่วงเดือนมิถุนายน เมืองใหญ่หลายเมืองในญี่ปุ่นเป็นเช่นนี้ แต่มีจุดนึงที่น่าสนใจกว่าฟุกุโอกะคือ ฝนจะหายไปในช่วงเดือนกรกฏาคมและสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อนสุดๆของโตเกียว แต่ฝนจะกลับมาในเดือนกันยายน และตุลาคมก็ยังเยอะอยู่ ใครที่มาดูปลายตุลาบางทีก็ยังอุตส่าห์เจอฝนจนได้ (แต่พอถึงพฤศจิกายนฝนก็แทบไม่มีเลย)

แต่ว่าถ้านับปริมาณฝน ในช่วงพีคอย่างมิถุนาก็ยังอยู่ที่ 180mm ซึ่งน้อยกว่าฟุกุโอกะ (250mm) แต่กลับกันถ้าดูในช่วงเดือนตุลาละก็จะอยู่ที่ 160mm ซึ่งมากกว่าฟุกุโอกะ (100mm) รู้อย่างงี้แล้วก็สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้นะ ว่าจะไปเมืองไหนเดือนไหน

โอซาก้า ฝนตกเดือนไหน

โอซาก้า ฝนตกเดือนไหน

โอซาก้านั้นอากาศจะคล้ายๆกับโตเกียว เพราะว่าทั้งคู่นอกจากจะอยู่ละติจูดใกล้ๆกันแล้ว (34 กับ 35 องศาเหนือ) ภูมิประเทศรอบๆยังคล้ายกันมากๆอีกด้วย คือเป็นป่าคอนกรีต เป็นที่ราบลุ่มปากอ่าว และไม่มีภูเขาล้อม

เดือนที่ตกเยอะที่สุดคือเดือนมิถุนายน แล้วในช่วงพีคของหน้าร้อนอย่างสิงหาคมฝนก็จะหายไป แต่ฝนจะกลับมาอีกครั้งในช่วงกันยายนที่ลมเย็นๆของฤดูใบไม้ร่วงเริ่มพัดเข้ามา

ซัปโปโร (ฮอกไกโด) ฝนตกเดือนไหน

กราฟแท่งสีเขียวเข้มหน้าตาแปลกๆ ตรงกลางบุ๋มแล้วสูงขึ้นอย่างมากในเดือนสิงหาคม เพราะฝนในฮอกไกโดมักจะไม่ค่อยมีจนกว่าอากาศร้อนจะพัดเข้ามาแบบเต็มๆ กว่าฝนจะตกแบบเยอะๆก็ต้องรอถึงหน้าร้อนเลย (เดือนสิงหาคม) ซึ่งก็เป็นไปตามสไตล์เมืองหนาวที่อากาศมักจะแห้งตลอดปีจนกว่าหน้าร้อนจะมา (แต่ซัปโปโรและฮอกไกโดรวมๆแล้ว เป็นเมืองหนาวที่ค่อนข้างชื้นนะ)

แต่กระนั้นใครที่อยากไปเช่ารถขับ เที่ยวฟาร์ม กินไอติมในฮอกไกโด ช่วงพีคของกิจกรรมเหล่านี้ก็เป็นเดือนสิงหาคมเช่นกัน เพราะฉะนั้นหาทางเที่ยวให้สนุกแม้ฝนตกเอาไว้ดีกว่านะ

สำหรับคนชอบหิมะ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าช่วงไหนที่ฝนน้อยลงแล้วกลายเป็นหิมะ โดยปกติหิมะแรกของฮอกไกโดนั้นมักจะประมาณเดือนพฤศจิกายน แต่ก็อยู่ที่ประมาณ 10cm ต่อเดือนไม่ได้เยอะแต่อย่างใด คือเกินข้อเท้ามานิดหน่อยเท่านั้นเอง ที่สำคัญยังไม่กองสูงๆแน่นอนเพราะวันไหนอากาศอุ่นก็จะละลายไป ก่อนที่จะกองทับถมสูงๆ

เดือนที่พีคจริงๆคือมกราคมและกุมภาพันธ์ ที่หิมะตกเกิน 50cm ต่อเดือน แต่หิมะที่เราเห็นกองอยู่จะมากกว่า 50cm แน่นอน เพราะหิมะละลายไม่ทัน เลยกองทับถมกันหลายเดือนจนกว่าจะถึงปลายมีนาคม ถ้าอยากดูหิมะละก็ พยายามไปช่วงท้ายฤดู(กุมภาพันธ์ มีนาคม)จะดีกว่าช่วงต้นฤดูนะ

เที่ยวยังไงให้สนุกในหน้าฝน

เที่ยวยังไงให้สนุกในหน้าฝน

ใครที่ตัดสินใจว่าจะไม่ไปเหยียบญี่ปุ่นเลยในหน้าฝน ผมคงจะไม่ไปเปลี่ยนใจ เอาตามที่สะดวกดีที่สุดครับ

แต่ใครที่สนใจจะไป เช่นมีที่เที่ยวที่ต้องไปในช่วงเดือนนั้นๆ หรือว่าอยากไปเพราะตั๋วถูกก็แล้วแต่ แนะนำว่าเราควรหาวิธีเที่ยวที่ทำให้ตัวเองสนุกไม่ว่าฝนจะตกหรือไม่ตกเตรียมเอาไว้ โดยวิธีง่ายๆที่ผมอยากแนะนำมีสองวิธี

1. เตรียมเสื้อกันฝนดีๆไป
ง่ายๆแค่นี้เอง เสื้อกันฝนดีกว่าร่มตรงที่กันได้ทั้งตัว แถมมือว่างเลยไม่ต้องถือร่ม สามารถเดินชมวิวต่างๆได้ตามปกติ ในกรณีที่สถานที่เที่ยวที่อยากไปอยู่กลางแจ้งยังไงก็ต้องเตรียมไว้ จะได้ไม่ล่ม

ใครที่คิดว่าเสื้อกันฝนมันไม่เท่ ดูไม่ดี เดี๋ยวนี้มีเสื้อแจ็คเก็ตที่หน้าตาเหมือนเสื้อวอร์มหรือเสื้อกันหนาวทั่วไปแต่กันน้ำแล้วนะครับ มีขายอยู่ทั่วไป เวลาหาซื้อต้องลองดูประเภทวัสดุที่ใช้ทำนะ แบรนด์ที่คนไทยรู้จักกันดีก็อย่างเช่น The North Face นั่นเอง ประเภทเสื้อที่แนะนำคือเสื้อนอกที่กันลม กันน้ำ แต่ไม่ได้กันหนาวโดยเฉพาะครับ เพราะว่าหน้าฝนมันไม่ได้หนาวน่ะ ออกจะร้อนด้วยซ้ำ

2. เตรียมที่เที่ยวที่ไม่เปียกฝนเอาไว้สำหรับวันที่ฝนตก
วิธีนี้เน้นสองอย่าง คือการวางแผน และการไม่ยึดติดกับแผน
แทนที่จะวางแผนว่า วันนี้ไปที่นี้ วันนี้ไปอีกที่ ให้แบ่งสถานที่เป็นสองหมวด คือหมวด "ที่ๆไปได้แม้ฝนตก" (อย่างเช่นที่เที่ยวในร่ม ในห้าง ในอาคาร) กับ "ที่ๆไม่สนุกถ้าฝนตก" (เช่นไปข้างนอกดูวิว) แบ่งเอาไว้แต่แรกเลย แต่อย่าเพิ่งล็อกวันเวลา ให้หาวิธีเดินทางคร่าวๆเอาไว้ แล้วเอา "ที่ๆไม่สนุกถ้าฝนตก" ไว้ด้วยกัน

เมื่อถึงเวลาเที่ยวจริงก็เลือกไป "ที่ๆไม่สนุกถ้าฝนตก" ตั้งแต่วันแรกๆ แล้วเก็บที่ "ที่ๆไปได้แม้ฝนตก" เอาไว้ทีหลังถ้าวันไหนฝนตกก็ค่อยไป แน่นอนว่าให้ดูพยากรณ์อากาศไปด้วยนะ ถ้าทำแบบนี้แล้วละก็ ไม่ต้องดูล่วงหน้าหลายเดือนก็ได้ (ที่สำคัญ พยากรณ์ล่วงหน้าหลายเดือนยังไงก็ไม่แม่น) วิธีเที่ยวแบบนี้ถือว่าลดปัญหาไปได้หลายข้อครับ

ทำไมพยากรณ์อากาศล่วงหน้าถึงไม่แม่น?

น้ำที่จะตกเป็นฝนในสามเดือนข้างหน้า วันนี้ยังไม่เกาะเป็นก้อนเมฆเลยครับ การพยากรณ์อากาศจะล้ำหน้าแค่ไหนก็ไม่สามารถมองอนาคตได้ สิ่งที่เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถทำได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ ก็คือการกะปริมาณน้ำฝนหรือคาดเดาทิศทางของเมฆที่ก่อตัวขึ้นแล้วครับ การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นเดือนๆนั้น ปัจจุบันยังไม่มีความแม่นยำเอาซะเลย

เหตุผลที่คุณควรไปญี่ปุ่นในช่วงหน้าฝน

เหตุผลที่คุณควรไปญี่ปุ่นในช่วงหน้าฝน

1. ตั๋วถูก
อันนี้เรื่องเงินล้วนๆครับ ที่ถูกก็เพราะว่าคนไทยก็ไม่ค่อยชอบหน้าฝนญี่ปุ่น (แถมยังตรงกับหน้าร้อนพอดี) แถมคนญี่ปุ่นเองก็ไปไทยน้อยลงในช่วงนี้ครับ จะเยอะในช่วงเมษายน (สงกรานต์) หรือพฤษภาคม (โกลเด้นวีค) ครับ

2. ดอกไม้
ในช่วงเดือนหกจะเป็นฤดูของดอกไม้หลายอย่าง เช่นลาเวนเดอร์ที่คนไทยชอบ และอาจิไซ สัญลักษณ์ของหน้าฝนญี่ปุ่นครับ

3. ผลไม้
เดือนหกเป็นช่วงพีคของผลไม้ญี่ปุ่น การเที่ยวสวนผลไม้ เก็บเชอร์รี่กินไม่อั้นนั้นก็พีคในเดือนหกครับ ส่วนเดือนเจ็ดจะเป็นลูกพลับ ลูกพีช และเมล่อนเป็นต้น

4. ฮอกไกโด
เดือนเจ็ดและแปดเป็นช่วงพีคของฮอกไกโด เพราะอากาศอบอุ่น ไม่มีหิมะ เหมาะกับการเช่ารถขับครับ และหากใครจะไปชมและชิมที่ฟาร์มเมล่อน ก็แนะนำว่าต้องไปเดือนหกหรือเจ็ดครับ

สรุปว่าฝนตกไปญี่ปุ่นดีมั้ย

ถ้าใครไม่อยากเจอฝนแล้วจะไม่ไปช่วงหน้าฝนเลยก็ไม่ว่ากันครับ สำหรับคนที่คิดจะไปญี่ปุ่นแค่ครั้งเดียวในชีวิต เลือกไปช่วงพีคที่สุดอย่างซากุระหรือใบไม้แดงเถอะ ผมไม่อยากให้การเที่ยวครั้งหนึ่งในชีวิตของทุกคนกลายเป็นวันฝนตกนะ

แต่ใครที่คิดจะไปซ้ำอีกหลายๆครั้ง หิมะก็ดูแล้ว ซากุระ ใบไม้เปลี่ยนสีก็ดูแล้ว ก็จะเหลือหน้าร้อนและหน้าฝนนี่แหละครับ ที่ต้องไปดู ปัจจุบันยังมีคนไทยน้อยมากที่เคยมาสัมผัสญี่ปุ่นในสองฤดูนี้นะครับ ที่สำคัญก็มีเหตุผลอื่นอีกหลายอย่าง เช่นค่าเครื่องบินที่ถูกเป็นต้น

และเราต้องไม่ลืมว่าคนญี่ปุ่นมีรากฐานความคิดที่ยึดติดกับฤดูกาลเอามากๆ ที่เที่ยวหลายที่จะเปลี่ยนแปลงไป คึกคักหรือไม่คึกคักก็ขึ้นอยู่กับฤดูกาล สวนดอกไม้บางที่ก็ออกแบบมาให้สวยในฤดูใดฤดูหนึ่ง ที่เที่ยวที่เราอยากไปบางที่ก็อาจมีคนญี่ปุ่นเยอะจนล้นในบางฤดูแต่โล่งมากในอีกฤดู ที่สำคัญธรรมชาตินั้นแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละฤดู เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะไปญี่ปุ่นหลายครั้งเราจึงควรลองคิดถึงหลายๆฤดูครับ

ขอให้คนที่ไม่อยากเจอฝนโชคดี และคนที่ไม่แคร์เรื่องฝนสนุกกับการเที่ยวในสายฝนครับ