All About Japan

ลองสัมผัสญี่ปุ่นแบบใหม่ๆ ที่ฟุคุชิมะและมิยางิ

| PR , โทโฮคุฝั่งแปซิฟิค

วันที่2

อยู่ในอิวากิต่ออีกเล็กน้อย แล้วเดินทางไปมิยางิ

เช้าเริ่มที่ Wonderfarm ฟาร์มที่เราสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการปลูกมะเขือเทศออร์แกนิคไปจนถึงแพ็คใส่กล่องขาย จากนั้นก็จะไปชมเทศกาลซามูไรบนหลังม้าที่หาดูที่อื่นในโลกไม่ได้ (แม้ในญี่ปุ่นเอง) แล้วปิดท้ายด้วยการไปดูความเสียหายจากซึนามิด้วยตาตัวเองกันครับ

ทัศนศึกษาฟาร์มมะเขือเทศออแกร์นิคที่ Wonderfarm Fukushima

ทัศนศึกษาฟาร์มมะเขือเทศออแกร์นิคที่ Wonderfarm Fukushima

ที่ฟาร์ม Wonderfarm Fukushima เป็นฟาร์มปลูกมะเขือเทศออร์แกนิค ที่มีหลายๆอย่างให้เราสามารถเข้าชมได้หมด โดยเริ่มจากในโรงเรือนกระจกที่เป็นที่ปลูกมะเขือเทศ ไปจนถึงโรงงานที่เป็นที่แปรรูปมะเขือเทศให้เป็นสินค้าต่างๆมากมายหลายชนิดครับ โดยใครที่มานี้สามารถเรียนรู้ได้ครบวงจรเลย ตั้งแต่การปลูก การดูแล การเก็บเกี่ยว การคั้นน้ำหรือการแปรรูปสินค้า ไปจนถึงแพ็คใส่กล่องขายเลยครับ

- www.wonder-farm.co.jp (ภาษาญี่ปุ่น)

ผมเองเพิ่งรู้ครับว่าต้นมะเขือเทศหน้าตาแบบนี้ จริงๆมีหลากหลายพันธุ์นะครับ นี่เป็นแค่หนึ่งในหลายพันธุ์เท่านั้น

นอกจากต้นมะเขือเทศแล้ว ก็ยังสามารถชมอุปกรณ์ต่างๆได้มากมาย ทั้งระบบรดน้ำอัตโนมัติ ระบบทำความร้อน (เพื่อให้ความอบอุ่นกับต้นมะเขือเทศแม้ในฤดูหนาว) ระบบระบายอากาศ ระบบฉีดยาฆ่าแมลง เป็นที่ๆเหมาะมากๆ สำหรับคนที่อยากเรียนรู้หรือซักวันนึงอยากเปิดฟาร์มของตัวเองเป็นต้น เชื่อว่ามาดูแล้วจะได้ประโยชน์กลับไปแน่นอนครับ

ที่นี่มีระบบหลายๆอย่างซึ่งดีมากๆและผมไม่เคยได้ยินมาก่อน อย่างเช่นตามที่ผู้ดูแลฟาร์มเล่ามา ที่นี่ใช้แค่ยาฆ่าแมลงแบบอ่อนมากๆที่ไม่มีอันตรายกับมนุษย์ และเราสามารถเก็บมะเขือเทศกินสดๆได้โดยไม่ต้องล้างเลยครับ

นี่คือมะเขือเทศที่ผมลองกินครับ ชื่อ Hula Girl หรือสาวฮูล่า ตั้งชื่อตามระบำฮูล่าของฮาวายที่เรารู้จักกันนั่นเองครับ

ซึ่งระบำฮูล่าเองก็เป็นที่นิยมในจังหวัดฟุคุชิมะอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นของขึ้นชื่ออย่างนึงเลยครับ

มะเขือแบบลูกใหญ่ธรรมดาๆก็มี ซึ่งพวกนี้หลังฟังบรรยายเสร็จแล้วจะสามารถเก็บกินได้ครับ ไม่ต้องล้างกินทั้งยังงี้ได้เลย

สุดท้ายนี้ เรายังสามารถเข้าไปดูในโรงงานได้อีกด้วยครับ โดยผู้บรรยายจะเดินนำเราดูระบบทั้งหมด ตั้งแต่เครื่องบด คั้นน้ำ จนถึงเครื่องแพ็คกล่องเลยครับ น่าเสียดายในวันที่ผมไปส่วนโรงงานหยุดทำการ ไม่ได้เห็นว่าทำยังไง แต่ก็ยังได้เห็นเครื่องจักรครับ

ก็อย่างที่เห็นนี่แหละครับ ฟาร์มแห่งนี้ไม่ได้เป็นที่เที่ยวที่มีดีแค่เก็บมะเขือเทศกินได้หรือว่าวิวสวยงาม แต่ยังเป็นสถานที่ให้ความรู้ที่เหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แวะไปแล้วได้อะไรกลับมาดีครับ

ชมซามูไรบนหลังม้า ณ เทศกาลโซมะโนมะโออิ

ชมซามูไรบนหลังม้า ณ เทศกาลโซมะโนมะโออิ

เทศกาล โซมะโนมะโออิ ที่ว่ากันว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบพันปี ตั้งแต่ต้นยุคคามาคุระ (คามาคุระเริ่มนับประมาณปี1185) เป็นเทศกาลที่พูดได้เต็มปากแน่นอนว่าหาดูไม่ได้ที่อื่นบนโลก

ซึ่งนอกจากจะเก่าแก่แล้ว เรายังได้สนุกกับการชมม้าจำนวนมากมาย ซามูไรที่แต่งตัวแบบสมจริง การต่อสู้บนหลังม้า และการแข่งม้าทั้งๆในชุดเกราะอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากจำลองการต่อสู้สมัยโบราณนั้น มีม้าและซามูไรร่วมหลายๆร้อยคน(และตัว) ราวกับเป็นสนามรบในอดีตจริงๆเลย เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆ และเป็นประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม ที่ปัจจุบันคงจะหาดูที่ไหนไม่ได้นอกจากในหนังครับ

เข้างานมา ก็จะเจอพี่ชายในชุดเกราะแบบนี้ ขี่ม้าไปมาอยู่เพียบครับ

สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับซามูไรทุกๆคนก็คือ ทุกคนจะมีม้า สวมเกราะที่เลียนแบบดีไซน์แบบโบราณ และมีธงครับ สามอย่างนี้มีกันทุกคนแน่นอน

อีกหนึ่งซามูไรยุคใหม่

อีกหนึ่งคนที่มาแบบสบายๆ

อีเว้นท์หลักในงานก็คือ "การแข่งม้า"

อีเว้นท์หลักในงานก็คือ "การแข่งม้า"

สำหรับเทศกาลนี้มีอีเว้นท์หลักๆสองอย่าง อย่างแรกก็คือการแข่งม้าครับ ใครเร็วกว่าก็ชนะไปเหมือนการแข่งม้าในยุคปัจจุบันแหละครับ แต่ต่างกันตรงที่คนขี่แต่งกายเต็มยศสุดๆ คงจะหนักกว่านักแข่งม้ายุคใหม่เยอะอยู่ ม้าก็จะทำหน้าหนักๆกันครับ

สีสันของงานก็คือชุดเกราะและธงที่จัดกันมาเต็มยศนี่แหละครับ จะไม่มีป้ายไฟบอกคะแนน ผมเองก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศในงานไม่ซีเรียสมาก ไม่ได้สนใจว่าใครแพ้ใครชนะเท่ากับการแข่งม้าจริงๆครับ

อีกเรื่องก็คือ ที่งานนี้มีคนตกม้าเยอะมากๆครับ จะมีประกาศม้าหลุดให้ฟังเรื่อยๆทางลำโพง แล้วนักแข่งก็จะช่วยกันต้อนจับครับ

อีเว้นท์ที่สองคือ "การจำลองการรบ"

อีเว้นท์ที่สองคือ "การจำลองการรบ"

อีเว้นท์ที่สองของเทศกาลโซมะโนมะโออิ ก็คือการจำลองการรบครับ โดยจะไม่ได้เอาอาวุธมาตีกันจริงๆ แต่จะใช้วิธีแย่งธงกันครับ ซึ่งธงที่แย่ง ก็ไม่ใช่ธงใหญ่ๆบนหลังม้าที่เห็นในภาพนะ

ธงที่ว่า จะปล่อยลงมาจากฟ้าครับ ก่อนอื่นจะยิงขึ้นไปเหมือนพลุแบบนี้

ธงที่ถูกยิงจะหล่นลงมาจากฟ้าแบบนี้

แล้วเหล่าซามูไรก็จะมารอแย่งธงที่ถูกยิงขึ้นไปแบบนี้ละครับ เดินเท้าก็ยากแล้ว ถ้าบนหลังม้านี่ยิ่งไม่รู้เลยว่าจะคว้ากันได้ยังไง แต่ก็มีคนคว้ากันมาจนได้นะ

ปิดท้ายด้วยการไปชม Mémoire de Yuriage

ปิดท้ายด้วยการไปชม Mémoire de Yuriage

เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับความโหดร้ายของธรรมชาติแบบใกล้เคียงความจริงที่สุด เราจึงไปกันที่ Mémoire de Yuriage สถานที่ๆสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติซึนามิเมื่อปี 2011 และเหล่าผู้เสียชีวิตทั้งหมดครับ โดยยูริอาเกะ เป็นชื่อเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งประสบความเสียหายอย่างหนักครับ

ที่นี่มีอีกชื่อหนึ่งว่า Yuriage no Kioku (閖上の記憶) แปลว่าความทรงจำแห่งยูริอาเกะครับ

จุดสนใจหลักจะเป็นรูปปั้นเล็กๆนี้ ที่มีความหมายว่าการเริ่มต้นใหม่ครับ เป็นข้อความที่ไว้เตือนใจว่าชาวเมืองจะไม่ยอมแพ้ และซักวันจะกลับมาตั้งรกรากที่นี่แน่นอน โดยป้ายด้านหน้าที่เห็นเป็นรายชื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมดครับ

- tsunami-memorial.org (ภาษาญี่ปุ่น)

และหากเข้าไปชมงานแสดง ที่นี่จะมีงานแสดงหลักคือสิ่งนี้ครับ เป็นผลงานศิลปะทำมือของเด็กๆ อย่างงานชิ้นในภาพนี้คือสภาพเมืองก่อนโดนซึนามิ ที่เป็นงานปั้นชิ้นเล็กๆ โดยเหล่าเด็กๆผู้รอดชีวิต

นี่คือหลังโดนครับ อันนี้เด็กที่ปั้นอยากจะสื่อถึงคนที่ติดอยู่บนสะพานลอย ตอนที่ซึนามิเข้าพอดีครับ

ที่ยูริอาเกะเลือกใช้ผลงานศิลปะของเด็กๆ เป็นสื่อในการเล่าเรื่องซึนามินั้น จริงๆก็เป็นตัวเลือกที่ดีและสมเหตุสมผลดีครับ นอกจากภาพจะไม่รุนแรงเกินแล้ว เราเองก็ยังได้คิดไปด้วยว่า สิ่งที่เด็กๆเหล่านี้ต้องเจอ มันจะมีผลกับจิตใจพวกเขายังไง ซึ่งส่วนใหญ่เราคงนึกไม่ถึงถ้าไม่มีใครบอกให้นึก

แล้วก็จะมีผู้ดูแลที่เป็นผู้รอดชีวิตจริงๆ มาเล่าประสบการณ์ให้ฟังครับ พร้อมภาพประกอบแบบจัดเต็มแบบนี้ บางภาพผมเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนครับ

ผู้ดูแลถือป้ายรูปศาลเจ้าที่พังเสียหาย ส่วนด้านหลังคือศาลเจ้าที่ซ่อมแล้วครับ

แปลนของวันนี้ก็หมดลงเท่านี้ครับ
ในวันที่สาม พวกผมจะเดินทางมุ่งไปยังมัตสึชิมะและที่เที่ยวอื่นๆครับ คราวนี้จะมีที่เที่ยวเด็ดๆแล้ว ใครสนใจพลิกหน้าต่อไปเลยครับ