All About Japan

รวม 10 สุดยอดที่เที่ยวญี่ปุ่นเดือนพฤศจิกายน

| ใบไม้แดง
รวม 10 สุดยอดที่เที่ยวญี่ปุ่นเดือนพฤศจิกายน

เดือนพฤศจิกายนถือเป็นช่วงเวลาพีคของฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งสามารถพบกับความสวยงามของใบไม้หลากสีสันได้แทบทุกแห่งตามเมืองใหญ่ต่างๆ ของญี่ปุ่น ครั้งนี้เราได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยว 10 แห่งที่ไม่ควรพลาดหากได้มาเยือนญี่ปุ่นในเดือนนี้ ซึ่งมีทั้งจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ และสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายรูปแบบที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน

1. สวนโคอิชิคาวะ โคระคุเอ็น (Koishikawa Korakuen Garden)

สวนสาธาณะที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโตเกียว ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1629 ซึ่งมีบรรยากาศแบบสวนญี่ปุ่นดั้งเดิมโดยมีทั้งบ่อน้ำ สะพาน และการปลูกต้นไม้ที่มีความสวยงามในทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี

โดยในเดือนพฤศจิกายน ต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยหลายร้อยต้นภายในสวนแห่งนี้จะเปลี่ยนสีสันพร้อมกันอย่างสวยงาม โดยสามารถชมไปตามเส้นทางที่ทอดยาวรอบๆ สวน หรือแม้กระทั่งบริเวณทางเท้าด้านนอกสวน ก็ยังมีแนวต้นแป๊ะก๊วยให้เดินชมความสวยงามตั้งแต่ก่อนที่จะก้าวเท้าเข้ามาในสวนแห่งนี้ ถือเป็นจุดชมใบไม้อันดับเปลี่ยนสีอันดับต้นๆ ในโตเกียว ที่ให้กลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นโบราณ และมีความสวยงามโดยไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงเมืองอื่นๆ

ค่าเข้าชม: 300 เยน
เวลาเปิดปิด: 09.00 – 17.00 น.
การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน สถานี Korakuen Station

2. หมู่บ้านชิราคาวะโกะ จ.กิฟุ (Shirakawago Village, Gifu)

หมู่บ้านชิราคาวะโกะถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตตลอดกาลของนักท่องเที่ยว ทั้งความมีเอกลักษณ์ของตัวบ้านแบบญี่ปุ่นโบราณที่เรียกว่ากัสโช ซูคุริ ซึ่งมีจุดเด่นที่หลังคาทรงสามเหลี่ยมสูง บวกกับบรรยากาศโดยรอบที่ถูกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ ภูเขา และแม่น้ำ ทำให้ที่นี่มีความสวยงามในทุกฤดูกาล

โดยในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีก็เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาพิเศษที่จะได้สัมผัสกับความสวยงามของหมู่บ้าน โดยมีภูเขาทั้งลูกที่เปลี่ยนสีสันพร้อมกันอย่างสวยงามเป็นฉากหลัง และยังเป็นช่วงเวลาที่มีอากาศค่อนข้างเย็นสบาย ไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป จึงสามารถเดินชมความสวยงามได้อย่างสะดวก ซึ่งหากใครต้องการลองพักค้างคืนเพื่อสัมผัสบรรยากาศแบบเป็นส่วนตัว หรือเพื่อให้มีเวลาชมใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวน้อยๆ บ้านบางหลังในหมู่บ้านแห่งนี้ก็เปิดให้พักค้างคืนได้เช่นกัน

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิดปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: จากสถานี Takayama ต่อรถบัส Nohi Bus มายังหมู่บ้าน

3. ยุฟุอิน จ.โออิตะ (Yufuin, Oita)

เมืองอนเซ็นยุฟุอินเป็นอีกหนึ่งจดหมายปลายทางที่สามารถสัมผัสกับความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสี ควบคู่ไปกับบรรยากาศอันแสนน่ารักและอบอุ่นของเมือง โดยเฉพาะบริเวณทะเลสาบคินริน (Lake Kinrin) ซึ่งจะมีความสวยงามเป็นพิเศษในฤดูนี้ จากต้นเมเปิ้ลและแป๊ะก๊วยบริเวณริมทะเลสาบที่พร้อมใจกันเปลี่ยนสีอย่างงดงาม

และหากแวะมาในช่วงเช้า ก็จะได้เจอกับหมอกที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ในขณะเดียวกันก็ยังมีมุมสวยๆ อีกมากมายภายในตัวเมืองที่สามารถชมใบไม้เปลี่ยนสี และยังมีวิธีการเที่ยวชมเมืองที่น่าประทับใจอย่างการนั่งรถม้าทสึจิบะชะ (Tsujibasha) หรือรถคนลากจินริคิฉะ (Jinrikisha) และยังสามารถแวะเดินช้อปปิ้งหรือแวะคาเฟ่น่ารักๆ ได้อีก และหากจะให้ดีก็พักค้างคืนเพื่อที่จะได้มีโอกาสแช่อนเซ็นเพื่อผ่อนคลายไปในตัว

ค่าเข้าชม: ฟรี (สถานที่บางแห่งอาจมีค่าเข้าชมเพิ่มเติม)
เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: สถานี Yufuin

4. อาราชิยาม่า จ.เกียวโต (Arashiyama, Kyoto)

อาราชิยาม่าเป็นเมืองเล็กๆ ทางตะวันตกของเกียวโตที่มีทั้งวัดเก่าแก่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก เป็นที่ตั้งของป่าไผ่อาราชิยาม่า (Arashiyama Bamboo Groove) อันโด่งดัง และยังมีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติทั้งแม่น้ำสายใหญ่และภูเขาสูง จึงไม่แปลกที่ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่เมืองนี้จะแน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาชมความสวยงามตามจุดต่างๆ

โดยสองไฮไลท์สำคัญในการชมใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่คือการล่องเรือแบบญี่ปุ่นโบราณไปตามแม่น้ำ และอีกวิธีหนึ่งคือการขึ้นรถไฟขบวนพิเศษสายโรแมนติคซากาโนะ ที่จะแล่นลัดเลี้ยวไปตามแนวภูเขาเพื่อชมความสวยงามของธรรมชาติอย่างใกล้ชิด หรือเพียงแค่เดินข้ามสะพานโทเก็ตสึเคียว (Togetsu-kyo Bridge) ซึ่งเปรียบเสมือนแลนด์มาร์คของเมืองนี้ ก็จะได้สัมผัสกับสายน้ำและภูเขาที่มีต้นไม้เปลี่ยนสีสันอย่างสวยงามพร้อมกันอยู่เบื้องหน้า

ค่าเข้าชม: ฟรี (สถานที่บางแห่งอาจมีค่าเข้าชมเพิ่มเติม)
เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: สถานี Arashiyama หรือ Saga-Arashiyama

5. สวนนารา จ.นารา (Nara Park, Nara)

สวนนาราถือเป็นสถานที่ในการชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ไม่เหมือนใคร เพราะนอกจากจะได้พบกับต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยจำนวนมากภายในสวนที่เปลี่ยนสีสันอย่างงดงามแล้ว ยังมีเอกลักษณ์และชีวิตชีวาจากเหล่ากวางป่านับพันตัวที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยสร้าบรรยากาศในการชมสวนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี และไม่ว่าจะเดินไปที่จุดไหน ก็จะพบกับเจ้ากวางเหล่านี้ในอิริยาบถต่างๆ อยู่เสมอ

และนอกจากการเดินเที่ยวภายในสวนอันกว้างใหญ่แห่งนี้แล้ว ในบริเวณเดียวกันก็ยังมีสถานที่สำคัญที่ไม่ควรพลาดแวะชมอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นวัดโทไดจิ (Todaiji Temple) ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปขนาดใหญ่ หรือวัดโคฟุคุจิ (Kofukuji Temple) ที่มีเจดีย์ 5 ชั้นขนาดใหญ่อันเก่าแก่ และศาลเจ้าคาซุงะไทฉะ (Kasuga Taisha Shrine) ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบ

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: สถานี Nara หรือ Kintetsu Nara

6. เกาะมิยาจิม่า จ.ฮิโรชิม่า (Miyajima Island, Hiroshima)

เกาะมิยาจิม่าเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดฮิโรชิม่า จากการเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าอิทสึคุชิมะ (Itsukushima Shrine) ที่มีความสวยงามจนได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก และเสาโทริอิขนาดใหญ่กลางทะเลซึ่งเปรียบเสมือนแลนด์มาร์คของเกาะแห่งนี้ นอกจากนี้บนเกาะยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นถนนสายช้อปปิ้งโอโมเตะซันโด (Miyajima Omotesando Shopping Street) หรือภูเขามิเซ็น (Mount Misen) ที่สามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปยังจุดชมวิวมุมสูงด้านบนได้

แน่นอนว่าในเดือนพฤศจิกายน บนเกาะแห่งนี้ก็จะมีความสวยงามเป็นพิเศษจากใบไม้เปลี่ยนสีที่พบได้แทบทุกจุดบนเกาะ โดยเฉพาะที่สวนโมมิจิดานิ (Momijidani Park) ซึ่งมีต้นเมเปิ้ลและต้นแปะก๊วยอยู่หลายร้อยต้นซึ่งจะเปลี่ยนสีสันอย่างสวยงามในช่วงเวลานี้

ค่าเข้าชม: ฟรี (สถานที่บางแห่งบนเกาะอาจมีค่าเข้าชมเพิ่มเติม)
เวลาเปิดปิด: เรือเฟอรี่เที่ยวสุดท้ายหมดเวลาประมาณ 22.00 น.
การเดินทาง: สถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือเฟอรี่มาที่เกาะ

7. หุบเขาสุมาตะเคียว (Sumatakyo Gorge, Shizuoka)

หุบเขาสุมาตะเคียวเป็นจุดท่องเที่ยวทางธรรมชาติซึ่งเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากภาพของสะพานแขวนยูเมะ โนะ สึริบาชิ (Yume no Tsuribashi Suspension Bridge) ที่ทอดยาวเหนือแม่น้ำที่มีสีฟ้าสดใสราวกับในเทพนิยาย นอกจากนี้พื้นที่โดยรวมยังมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน ต้นไม้ทั้งหุบเขาแห่งนี้ก็จะเปลี่ยนสีสันอย่างสวยงาม และยังมีเส้นทางเดินชมธรรมชาติหลากหลายเส้นทางให้เลือกเพื่อสัมผัสกับใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มประสบการณ์ที่น่าประทับใจได้ด้วยการเดินทางโดยรถจักรไอน้ำ SL ของบริษัท Oigawa Railways ซึ่งเป็นหนึ่งในรถจักรไอน้ำไม่กี่สายที่ยังคงให้บริการในญี่ปุ่น และในบริเวณใกล้เคียงกันก็ยังมีเมืองอนเซ็นสุมาตะเคียว (Sumatakyo Onsen) ให้แวะพักผ่อนและแช่น้ำเพื่อคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินเขาได้อีกด้วย

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิดปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: สถานี Senzu จากนั้นต่อรสบัสมาลงที่ป้าย Sumata-kyo Onsen

8. เทศกาลคะระสึกุนจิ จ.ซากะ (Karatsu Kunchi Festival, Saka)

เทศกาลคะระสึกุนจิ เป็นงานเทศกาลใหญ่ประจำฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของศาลเจ้าคะระสึ (Karatsu Shrine) ที่เมืองคะระสึ (Karatsu City) ในจังหวัดซะกะ โดยจะจัดขึ้นทุกปีในวันที่ 2 – 4 พฤศจิกายน จุดประสงค์ของเทศกาลนี้คือการขอบคุณเทพเจ้าสำหรับความอุดมสมบูรณ์หลังสิ้นสุดฤดูกาลเก็บเกี่ยว

ไฮไลท์สำคัญของเทศกาลนี้อยู่ที่ขบวนแห่เกี้ยวขนาดยักษ์จำนวน 14 คันที่เรียกว่าฮิคิยะมะ (Hikiyama) ซึ่งแต่ละคันจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป เช่นเป็นรูปปลากะพง หรือรูปสิงโต โดยขบวนแห่นี้จะค่อยๆ เคลื่อนไปตามท้องถนน ท่ามกลางเสียงเพลงและบรรยากาศอันคึกคักของชาวเมือง ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลยิ่งใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนที่ควรหาโอกาสมาสัมผัสความสนุกสนานดูสักครั้ง

ค่าเข้าชม: ฟรี
การเดินทาง: สถานี Karatsu

9. เทศกาลฤดูใบไม้ร่วงโทชิงิ จ.โทชิงิ (Tochigi Autumn Festival, Tochigi)

อีกหนึ่งเทศกาลยิ่งใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนของญี่ปุ่นก็คือเทศกาลฤดูใบไม้ร่วงโทชิงิซึ่งจะจัดขึ้นในราวกลางเดือนพฤศจิกายนของทุกปี โดยภายในงานจะมีการแห่เกี้ยวขนาดใหญ่จำนวน 9 คันไปรอบเมือง โดยด้านบนเกี้ยวแต่ละคันจะมีรูปปั้นวีรบุรุษในอดีตหรือเทพเจ้าตั้งอยู่ และเกี้ยวบางคันยังมีความเก่าแก่ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคเอโดะหรือยุคเมจิเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีขบวนพาเหรดของเหล่านักรบซามูไรและการแข่งขันยิงธนูบนหลังม้าอันน่าตื่นตาตื่นใจอีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งงานเทศกาลที่มีบรรยากาศคึกคักและน่าประทับใจ สามารถเดินทางมาได้ไม่ไกลจากโตเกียวมากนัก แต่สำหรับใครที่ต้องการมาร่วมเทศกาลนี้ ต้องดูกำหนดการให้ดีล่วงหน้า เนื่องจากเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นทุกๆ 2 ปี เท่านั้น

ค่าเข้าชม: ฟรี
การเดินทาง: สถานี Tochigi

10. งานประดับไฟ ROHM Illumination จ.เกียวโต (ROHM Illumination, Kyoto)

เดือนพฤศจิกายนถือเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับฤดูหนาว ทำให้เมื่อถึงช่วงปลายเดือน หลายๆ เมืองในญี่ปุ่นจึงเริ่มมีการจัดงานประดับไฟฤดูหนาวให้ชมกันแล้ว เช่นงานประดับไฟ ROHM Illumination ที่เกียวโต ที่ถือเป็นงานประดับไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัด

โดยไฮไลท์สำคัญคือการนำหลอดไฟ LED กว่าแปดแสนดวงมาประดับบนต้นไม้สองข้างทางตลอดทางเดินบนนถนน Sai-Dori และยังมีการแสดงดนตรีและการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่สวนนางุระ (Nagura Park) ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันอีกด้วย โดยงานนี้ถือเป็นงานที่จัดขึ้นในเวลาเดียวกับช่วงพีคของใบไม้เปลี่ยนสีที่เกียวโต ซึ่งมักจะอยู่ที่ช่วงสัปดาห์ที่สามหรือสี่ของเดือนพฤศจิกายน จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด และเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากใบไม้เปลี่ยนสีมาเป็นความโรแมนติคยามค่ำคืนที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน

ค่าเข้าชม: ฟรี
การเดินทาง: สถานี Tanbaguchi หรือ Nishioji

ผู้เขียน: ชินพงศ์ มุ่งศิริ
เริ่มต้นทำงานเป็นช่างภาพอิสระหลังเรียนจบ เดินทางไปถ่ายภาพที่ประเทศญี่ปุ่นบ่อยครั้งจนครบทั้ง 4 ฤดูอันสวยงาม และเกือบครบทุกภูมิภาค มีผลงานภาพถ่ายตีพิมพ์ในไกด์บุ๊คระดับโลกอย่าง Lonely Planet ถึง 3 เล่ม คือ Discovery Japan, Japan และ Kyoto รวมถึงเว็บไซต์ท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง National Geographic Traveler UK, BBC Travel, Travel+Leisure, TIME และอีกมาก
นอกจากการถ่ายทอดความสวยงามของประเทศญี่ปุ่นผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันยังหันมาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทางตัวอักษรทั้งในฐานะนักเขียนและนักแปลควบคู่กันไปอีกด้วย