All About Japan

10 สุดยอดที่เที่ยวญี่ปุ่นเดือนสิงหาคม

เทศกาลฤดูร้อน
10 สุดยอดที่เที่ยวญี่ปุ่นเดือนสิงหาคม

เดือนสิงหาคมในญี่ปุ่นแม้จะเป็นฤดูร้อน แต่ก็อัดแน่นไปด้วยเทศกาลจำนวนมากที่มีทั้งความตื่นตาตื่นใจและความสนุกสนานให้สัมผัส และยังเป็นช่วงเวลาสำหรับกิจกรรมพิเศษที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อนเช่นการดูดาว ซึ่งเราได้รวบรวม 10 ที่เที่ยวที่มีทั้งบรรยากาศและเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะในเดือนนี้มาฝากกัน

1. ร่วมงานเทศกาลทานาบาตะในเมืองต้นกำเนิดที่ จ.เกียวโต (Kyo no Tanabata, Kyoto)

เทศกาลทานาบาตะ หรือเทศกาลขอพรจากดวงดาว เป็นหนึ่งในเทศกาลเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่ยังคงได้รับการสืบทอดอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยระหว่างเทศกาลนี้ ผู้คนจะเขียนคำอธิษฐานขอพรบนกระดาษ แล้วนำไปแขวนไว้บนต้นไผ่เพื่อให้คำอธิษฐานนั้นเป็นจริง และยังมีการจัดงานขึ้นในแทบทุกเมืองของญี่ปุ่น

สำหรับงานเทศกาลทานาบาตะเกียวโตนั้นจะมีความพิเศษตรงที่เมืองเกียวโตนั้นถือเป็นเมืองต้นกำเนิดของเทศกาลทานาบาตะจากการเป็นเมืองหลวงในอดีต และยังมีรูปแบบการจัดงานที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น การประดับไฟหลากหลายรูปแบบบริเวณริมแม่น้ำ การสร้างอุโมงค์แสงไฟที่ให้บรรยากาศเหมือนทางช้างเผือก ไปจนถึงการประดับไฟในสถานที่สำคัญอย่างปราสาทนิโจ โดยจะมีพื้นที่จัดงานหลักอยู่ที่บริเวณริมแม่น้ำคาโมะและแม่น้ำโฮริ เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เมืองเกียวโตจะมีสีสันและมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษที่ควรหาโอกาสมาสัมผัสสักครั้ง โดยงานจะจัดขึ้นราวๆ วันที่ 4-10 สิงหาคมของทุกปี

การเดินทาง: สามารถเดินไปถึงสถานที่จัดงานบริเวณแม่น้ำคาโมะได้จาก สถานี Sanjo หรือ Gion-Shijo

2. ดูดาวเต็มฟ้าที่หมู่บ้านอาจิ จ.นางาโน่ (Achi Village, Nagano)

กิจกรรมพิเศษในช่วงฤดูร้อนของญี่ปุ่นนอกจากการเดินป่าปีนเขาแล้ว สภาพท้องฟ้าในฤดูนี้ยังเหมาะแก่การหาโอกาสไปพักค้างคืนในแถบชนบทเพื่อดูดาวอีกด้วย โดยหนึ่งในหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องการมองเห็นดวงดาวยามค่ำคืนที่สวยงามสุดๆ ก็คือหมู่บ้านอาจิในจังหวัดนากาโน่ ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขา และยังล้อมรอบไปด้วยแนวภูเขาโดยรอบที่ช่วยบดบังแสงไฟจากในเมืองใหญ่จนทำให้สามารถมองเห็นดาวอย่างชัดเจนราวกับสามารถเอื้อมมือไปคว้ามาได้ และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกและกิจกรรมที่เอื้อกับการดูดาวมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Night Tour ที่จะพาทุกคนขึ้นกระเช้ายามค่ำคืนที่จะได้เห็นดาวสวยๆ ตั้งแต่ตอนนั่งกระเช้าไปจนถึงการได้ดูดาวบนยอดเขา การวางกล้องดูดาวไว้ตามจุดต่างๆ ในหมู่บ้าน ไปจนถึงคาเฟ่และร้านขายของที่ระลึกประจำหมู่บ้านซึ่งมีธีมเป็นดวงดาวและอวกาศซึ่งให้ควมรู้สึกเหมือนได้ขึ้นไปอยู่ในยานอวกาศจริงๆ

การเดินทาง: สถานี Kamisuwa แล้วต่อรถบัสสาย Suwa-Hirugami มาลงที่หมู่บ้าน

3. ไปชมงานศิลปะบนนาข้าวที่เมืองอินะคะดาเตะ จ.อาโอโมริ (Rice Paddy Art in inakadate, Aomori)

พื้นที่ในภูมิภาคโทโฮคุนอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องการปลูกข้าวสายพันธุ์ที่ได้รับยกย่องว่าอร่อยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศแล้ว ในหมู่บ้านเล็กๆ บางแห่ง เช่น หมู่บ้านอินะคะดาเตะในจังหวัดอาโอโมริ ยังได้สร้างจุดขายจากการเป็นหมู่บ้านปลูกข้าวธรรมดาๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก มาเป็นหมู่บ้านที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปเยือน เนื่องจากในปี 1993 เป็นต้นมา หมู่บ้านแห่งนี้ได้สร้าง “ศิลปะบนนาข้าว” ซึ่งเกิดจากการใช้ข้าวสายพันธุ์ต่างๆ ที่มีสีสันไม่เหมือนกันไปปลูกรวมกันเป็นรูปต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่รูปวาดสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ ไปจนถึงรูปสไตล์ตะวันตกอย่างโมนาลิซ่า ซึ่งจะเปลี่ยนธีมไม่ซ้ำกันไปในแต่ละปี

โดยนอกจากจะเป็นผลงานที่ไม่เหมือนใครที่โด่งดังไปทั่วโลกแล้ว ยังเป็นการสะท้อนถึงความร่วมแรงร่วมใจ และความคิดสร้างสรรค์ของชาวเมืองได้เป็นอย่างดี และในปัจจุบันยังมีการต่อยอดมากขึ้นไปอีก เช่น มีการพัฒนาแอปสำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อสแกนรูปภาพที่อยู่บนนาข้าว แล้วสามารถสั่งซื้อข้าวออนไลน์จากทางหมู่บ้านได้ทันที โดยช่วงเวลาที่จะได้เห็นผลงานสวยๆ เหล่านี้จะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี

การเดินทาง: สถานี Inakadate

4. สัมผัสความมหัศจรรย์ของถ้ำน้ำแข็งนารุซาว่า จ.ยามานาชิ (Narusawa Ice Cave, Yamanashi)

บริเวณรอบภูเขาไฟฟูจิ หรือในบริเวณทะเลสาบทั้งห้านั้นนอกจากจะเป็นจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามแล้ว ยังมีที่เที่ยวอีกหลากหลายรูปแบบที่สามารถแวะมาสัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ ได้เช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือถ้ำน้ำแข็งนารุซาว่า ซึ่งอยู่บริเวณทะเลสาบไซโกะ ติดกับบริเวณป่าอาโอกิงาฮาระ โดยถ้ำแห่งนี้มีความมหัศจรรย์ตรงที่จะมีน้ำแข็งก่อตัวขึ้นภายในถ้ำในช่วงฤดูหนาว แล้วน้ำแข็งเหล่านี้จะไม่ละลายไปตลอดทั้งปี จนทำให้ในอดีตมีการใช้ถ้ำแห่งนี้เป็นเหมือนกับตู้เย็นในยุคที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ในปัจจุบันมีการประดับแสงไฟตามก้อนน้ำแข็งภายในถ้ำอย่างสวยงาม

แม้ว่าจะเป็นช่วงกลางฤดูร้อน แต่เมื่อได้เข้าไปในถ้ำแห่งนี้ก็จะได้สัมผัสกับความหนาวเย็น และอาจได้เจอกับอุณหภูมิที่ลดต่ำถึง 0 องศาจนลืมความร้อนด้านนอกไปชั่วขณะ และหากยังไม่จุใจ ในบริเวณใกล้ๆ กันก็ยังมีถ้ำที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่ง ชื่อว่าถ้ำลมหรือถ้ำฟูกาคุอยู่อีกด้วย

การเดินทาง: รถ Retro Bus ลงป้าย Hyoketsu
เวลาเปิดทำการ: 10.00 – 17.00 น.
ค่าเข้าชม: 350 เยน

5. ตื่นตาไปกับขบวนแห่โคมไฟสุดยิ่งใหญ่ในเทศกาลเนบุตะ จ.อาโอโมริ (Nebuta Matsuri, Aomori)

ฤดูร้อนของญี่ปุ่นนั้นเต็มไปด้วยงานเทศกาลมากมายในแต่ละเมืองทั่วประเทศ แต่ถ้าถามถึงเทศกาลที่มีทั้งความยิ่งใหญ่อลังการ ความสวยงาม และความตื่นตา เทศกาลเนบุตะในจังหวัดอาโอโมริคือหนึ่งในเทศกาลที่รวมทุกบรรยากาศเหล่านี้เอาไว้ โดยไฮไลท์ของเทศกาลนี้คือเวลากลางคืนที่จะมีขบวนแห่โคมไฟขนาดมหึมา ซึ่งทำเป็นรูปลักษณ์สวยงามต่างๆ ตั้งแต่ตัวละครในละครคาบูกิ ตัวละครในประวัติศาสตร์ ไปจนถึงเทพเจ้าต่างๆ ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น ขบวนแห่บางตัวอาจมีขนาดใหญ่ถึง 9 เมตร และมีน้ำหนักมากถึง 4 ตัน

และในระหว่างการแห่ขบวนเหล่านี้ ยังมีการบรรเลงดนตรีและการเต้นระบำไปพร้อมๆ กัน โดยนักเต้นรำนั้นจะแต่งตัวด้วยสีสันสดใส เรียกว่า ฮาเนโตะ และยังเปิดให้ทุกคนเข้าร่วมได้อย่างเต็มที่ จนกลายเป็นบรรยากาศที่สนุกสนานและเป็นกันเอง โดยในแต่ละปีจะมีการจัดงานขึ้นติดต่อกัน 6 วันในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม โดยช่วงที่คึกคักและมีขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือวันที่ 3-5 ของเทศกาล

การเดินทาง: สถานที่จัดงานอยู่รอบบริเวณสถานี Aomori สามารถเดินไปได้

6. สัมผัสอีกหนึ่งความประทับใจของเทศกาลฤดูร้อนสุดยิ่งใหญ่ในเทศกาลอากิตะ คันโต จ.อากิตะ (Akita Kanto Matsuri, Akita)

เทศกาลอากิตะ คันโตเป็นอีกหนึ่งเทศกาลฤดูร้อนยิ่งใหญ่ของภูมิภาคโทโฮคุ ซึ่งมีความแตกต่างจากเทศกาลเนบุตะตรงที่ภายในงานนี้จะมีความยิ่งใหญ่จาก “คันโต” หรือเสาไม้ไผ่ความสูงหลายเมตรที่ประดับประดาไปด้วยโคมไฟกระดาษจำนวนหลายสิบดวง มีลักษณะคล้ายกับรวงข้าว และอาจมีน้ำหนักมากถึง 60 กิโลกรัมต่อเสา ซึ่งในเทศกาลจะมีการสร้างเสาคันโตแบบนี้ขึ้นมาเกือบ 300 เสา และวางเรียงรายอยู่ตามท้องถนนความยาว 1 กิโลเมตรอย่างยิ่งใหญ่และสวยงาม

ในเวลาเดียวกันก็จะมีกิจกรรมการบรรเลงดนตรี การเต้นรำ รวมถึงไฮไลท์สำคัญคือการแสดงการถือเสาคันโตเหล่านี้ด้วยตัวนักแสดงคนเดียว รวมถึงมีการออกร้านอาหารท้องถิ่นจำนวนมากให้ได้ลองชิมกัน โดยเทศกาลนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปัดเป่าโรคภัยและขับไลภูตผีปิศาจ รวมถึงขอพรให้พืชพรรณในท้องถิ่นมีความอุดมสมบูรณ์ และจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 3-6 สิงหาคมของทุกปี

การเดินทาง: สถานี Akita

7. ตระการตากับกองไฟขนาดยักษ์บนภูเขาในเทศกาลเกียวโต โกซัง โอคุริบิ จ.เกียวโต (Kyoto Gozan Okuribi, Kyoto)

เทศกาลเกียวโต โกซัง โอคุริบิ หรือเทศกาลไดมอนจิ เป็นอีกหนึ่งเทศกาลฤดูร้อนสำคัญของเมืองเกียวโต ซึ่งจัดขึ้นในวันสุดท้ายของเทศกาลโอบ้ง ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นที่เชื่อกันว่าเป็นวันที่วิญญาณของบรรพบุรุษจะกลับมายังโลกมนุษย์เป็นเวลาสั้นๆ

ในเทศกาลเกียวโต โกซัง โอคุริบินั้นจะมีการจุดไฟบนภูเขาห้าลูกเป็นตัวอักษร 4 ตัว และรูปเสาโทริอิ เพื่อเป็นเสมือนไฟส่องนำทางของดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่ได้มาเยือนโลกมนุษย์ให้กลับไปยังโลกวิญญาณอย่างสงบสุข และเนื่องจากการจุดไฟนี้เป็นกองไฟที่มีขนาดใหญ่มากบนภูเขาที่รายล้อมเมืองเกียวโต ทำให้สามารถมองเห็นกองไฟเหล่านี้ได้จากแทบทุกที่ของตัวเมือง โดยจะมีการจุดไฟที่ตัวอักษรแรกตอนสองทุ่มตรง และมีจุดชมภาพกองไฟเหล่านี้ที่ดีที่สุดอยู่ที่บริเวณริมแม่น้ำคาโมะกาว่า ซึ่งเทศกาลนี้จะจัดขึ้นทุกวันที่ 16 สิงหาคมของทุกปี

การเดินทาง: สถานี Kyoto

8. ชมความงามยามค่ำคืนในเทศกาลนารา โทคาเอะ จ.นารา (Nara Tokae Lantern Festival, Nara)

บริเวณสวนนารา ในเมืองนารานั้น เป็นที่รู้จักในเรื่องความสวยงามของสวนที่มีกวางป่าอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ และรายล้อมด้วยวัดเก่าแก่มากมาย แต่ยังมีอีกหนึ่งช่วงเวลาที่บริเวณนี้จะมีความสวยงามมากขึ้นเป็นพิเศษ นั้นคือระหว่างการจัดเทศกาลนารา โทคาเอะ ซึ่งจะมีการจุดเทียนกว่าสองหมื่นเล่มตามบริเวณต่างๆ ของสวนอย่างงดงาม รวมถึงในบริเวณวัดสำคัญอย่างวัดโทไดจิ และวัดโคฟุคุจิด้วยเช่นกัน

เทศกาลนี้ถือเป็นเทศกาลใหม่ที่เพิ่งมีการจัดครั้งแรกในปี 1999 แต่ด้วยความสวยงามของเทศกาลบวกกับบรรยากาศของสถานที่เก่าแก่โดยรอบ และกิจกรรมสนุกๆ อย่างการแสดงดนตรีและละครโนะ ทำให้ระหว่างช่วงเวลา 10 วันของเทศกาลนี้เป็นช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเยือนเมืองนารา และได้ความประทับใจกลับไปมากมาย เทศกาลนี้จะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือนสิงหาคมของทุกปี

การเดินทาง: สถานี Nara หรือ Kintetsu Nara สามารถเดินไปยังสถานที่จัดงานในสวนนาราได้

9. ขับรถเที่ยวในโอกินาว่า (Okinawa Road Trip)

หนึ่งในการคลายร้อนยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นก็คือการไปเที่ยวทะเล โดยเฉพาะที่เกาะโอกินาว่าที่เปรียบเสมือนสวรรค์ของท้องทะเลที่มีทั้งท้องทะเลสวยงาม และกิจจกรรมริมชายหาดสนุกๆ อีกมากมาย แต่ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่ครอบคลุมเท่าที่อื่นในญี่ปุ่น ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเช่ารถขับเองเพื่อความสะดวก ซึ่งในโอกินาว่านั้นมีเส้นทางขับรถที่สามารถสัมผัสวิวสวยๆ ของท้องทะเลและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อยู่เป็นจำนวนมาก

โดยเส้นทางขับรถเที่ยวสายหลักคือเส้นทาง รูท 58 (Route 58) ซึ่งเป็นการใช้ทางหลวงหมายเลข 331 ขับเลียบชายทะเลจากตัวเมืองนาฮา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะโอกินาว่า ไปสิ้นสุดที่แหลมเฮโดะ ซึ่งเป็นจุดเหนือสุดของเกาะ หรือถนนไคจู (Kaichu Road) ความยาว 5 กิโลเมตรที่เชื่อมเกาะสี่เกาะเข้าด้วยกันพร้อมวิวมหาสมุทรอันกว่างใหญ่ นอกจากนี้โอกินาว่ายังมีสะพานสวยๆ อยู่อีกมาก เช่น สะพานนิระอิคะนะอิ (Nirai Kanai Bridge) สะพานโค้งความยาว 600 เมตรในเมืองนันโจที่สามารถขับรถชมวิวทะเลและแวะจอดถ่ายรูปที่จุดชมวิวได้อย่างสะดวกสบาย

10. ชมทุ่งดอกทานตะวันพร้อมวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวนยามานากะโกะ ฮานะโนะมิยาโกะ จ.ยามานาชิ (Yamanakako Hanano Miyako Park, Yamanashi)

ดอกไม้ที่ผลิบานในช่วงเดือนแปดของญี่ปุ่นคือดอกทานตะวัน ซึ่งสวนต่างๆ ในญี่ปุ่นก็มีทุ่งดอกตะวันมากมายให้ชมกัน แต่หนึ่งในสวนที่มีเอกลักษณ์พร้อมทิวทัศน์ที่ไม่เหมือนใครก็คือ สวนยามานากะโกะ ฮานะโนะมิยาโกะ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบยามานากะโกะในจังหวัดยามานาชิ

จากทำเลที่ตั้ง หลายคนคงเดาได้ว่านี่เป็นสวนดอกไม้ที่มองเห็นทั้งทุ่งดอกทานตะวันสีเหลืองอร่ามในเดือนแปด พร้อมๆ กับมีวิวของภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง และบวกกับที่ตั้งซึ่งอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้มีอากาศที่ค่อนข้างเย็นสบายตลอดปี และยังมีดอกไม้ชนิดอื่นนอกจากทานตะวันให้ชมได้ตลอดทั้งปี ถือเป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวในบริเวณทะเลสาบทั้งห้ารอบภูเขาไฟฟูจิที่มีบรรยากาศสบายๆ และได้ถ่ายรูปสวยๆ คู่กับภูเขาไฟฟูจิในมุมที่แตกต่างออกไป

การเดินทาง: รถบัส Fujikko-go ลงป้าย Hana-no-Miyako Park
เวลาเปิดทำการ: 08.30 – 17.30 น.
ค่าเข้าชม: มีทั้งส่วนที่เข้าชมได้ฟรี และส่วนที่เสียค่าเข้าชม 500 เยน