All About Japan

ไปดำน้ำที่ญี่ปุ่นกันที่เกาะโอกินาวะ

| Diving , Okinawa
ไปดำน้ำที่ญี่ปุ่นกันที่เกาะโอกินาวะ

จังหวัดโอกินาวะนอกจากจะเป็นสถานที่พักร้อนยอดฮิต และมีทะเลสวยๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากแล้ว สำหรับคนที่รักการดำน้ำไม่ว่าจะระดับเริ่มต้นหรือมืออาชีพ ที่นี่ก็มีจุดดำน้ำที่น่าสนใจมากมายตามเกาะต่างๆ ซึ่งจะได้พบตั้งแต่สัตว์ทะเลหลากหลายชนิด ไปจนถึงซากอารยธรรมโบราณลึกลับใต้ท้องทะเล ซึ่งเราได้คัดเลือก 5 จุดดำน้ำที่น่าสนใจที่สุดมาฝากกัน

1. เกาะเครามะ (Kerama Islands)

เกาะเครามะเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองนาฮาประมาณ 40 กิโลเมตร และประกอบไปด้วยหมู่เกาะเล็กๆ เป็นจำนวนกว่า 20 เกาะ และพื้นที่โดยรอบยังมีสถานะเป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะชื่อเสียงในฐานะจุดที่มีน้ำทะเลที่ใสที่สุดแห่งหนึ่งในโอกินาวะ และยังเป็นจุดที่เหมาะสำหรับการดำน้ำระดับง่ายสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป

สำหรับการมาดำน้ำที่เกาะเครามะ สิ่งที่โดดเด่นที่มีโอกาสจะได้พบระหว่างการดำน้ำก็คือเต่าทะเล ซึ่งจะอยู่บริเวณจุดดำน้ำที่เกาะซามามิ (Zamami Island) หรือเกาะอากะ (Aka island) และจะพบได้มากในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม นอกจากนี้บริเวณเกาะเครามะยังมีชื่อเสียงในด้านปะการังที่อุดมสมบูรณ์ และมีสายพันธุ์ของปะการังชนิดต่างๆ มากถึง 248 สายพันธุ์ ซึ่งจุดที่ถือเป็นไฮไลท์มากที่สุดสำหรับการดำน้ำดูปะการังก็คือบริเวณเกาะอากะ และสำหรับใครที่ยังมีเวลาเหลือ อีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดหากได้มาเยือนเกาะเครามะก็คือการล่องเรือดูวาฬ ซึ่งจะพบได้ตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงเดือนมีนาคมของทุกปี

การเดินทาง: จากท่าเรือ Tomari Port ในเมืองนาฮะ นั่งเรือข้ามฟาก ใช้เวลา 35-70 นาที

2. เกาะคุเมะ (Kume Island)

เกาะคุเมะเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะโอกินาวะ และประกอบไปด้วยจุดดำน้ำสี่จุดหลักทางตอนเหนือของเกาะ สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของการดำน้ำที่นี่มีตั้งแต่การได้สัมผัสกับภาพสุดอลังการของฝูงปลาน้ำดอกไม้ (Barracuda) จำนวนหลายร้อยตัวที่ว่ายน้ำอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ โดยจะพบได้ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนตรงจุดดำน้ำที่ชื่อว่าอิมาซุนิ (Imazuni) ส่วนอุมะไก (Umagai) นั้นเป็นจุดดำน้ำง่ายๆ และเต็มไปด้วยปะการังสวยๆ มากมายหลายชนิดซึ่งเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป

จุดดำน้ำอีกสองจุดที่เหลือคือทนโบระ (Tonbara) ซึ่งมีไฮไลท์สำคัญคือการได้สัมผัสกับฝูงปลาฉลามหัวค้อนที่ทั้งแปลกตาและหาดูได้ยาก โดยจะพบได้ในช่วงเดือนมกราคมจนถึงเดือนมีนาคม และชิชูกามะ (Shichugama) ที่เหมาะสำหรับคนที่อยากสัมผัสกับภูมิประเทศสวยๆ ของโลกใต้น้ำ เนื่องจากเป็นจุดดำน้ำที่มีลักษณะคล้ายถ้ำ ซึ่งในบางจุดมีแสงส่องลงมาจากผืนน้ำอย่างสวยงาม

การเดินทาง: จากท่าเรือ Tomari ในเมืองนาฮะ นั่งเรือข้ามฟากไปยังเกาะคุเมะ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

3. เกาะมิยาโกะ (Miyako Island)

เกาะมิยาโกะเป็นหนึ่งในเกาะที่อยู่เกือบจะใต้สุดของจังหวัดโอกินาวะ และมีชื่อเสียงในฐานะจุดดำน้ำที่เต็มไปด้วยถ้ำสวยๆ หลากหลายรูปแบบสำหรับคนที่อยากสัมผัสบรรยากาศที่สวยงามและลึกลับของโลกใต้ทะเล ซึ่งจุดดำน้ำส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณเกาะย่อยสองเกาะที่ชื่อว่าเกาะอิราบุ (Irabu Island) และเกาะชิโมจิ (Shimoji Island)

บริเวณเกาะอิราบุมีจุดดำน้ำที่ชื่อว่า “W-Arch” ซึ่งเป็นจุดดำน้ำง่ายๆ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป และเหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นฝึกประสบการณ์การดำน้ำในถ้ำ ซึ่งที่จุดนี้จะมีไฮไลท์คือโพรงก้อนหินรูปหัวใจ
ส่วนที่เกาะชิโมจิ จะมีจุดดำน้ำสองจุดสำหรับนักดำน้ำที่ต้องมีประสบการณ์ จุดแรกมีชื่อว่า “Satan’s Palace” ที่แม้ว่าชื่ออาจจะฟังดูน่ากลัว แต่เป็นจุดดำน้ำในถ้ำที่มีความสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในบริเวณนี้ โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นถ้ำในลักษณะแนวตรง และมีแสงจากด้านบนส่องผ่านผืนน้ำลงมาจนเป็นลำแสงสีฟ้างดงาม และอีกจุดหนึ่งมีชื่อว่า “Antoni Gaudi” ซึ่งตั้งชื่อตามชื่อของสถาปนิกชาวสเปนที่มีความโดดเด่นจากการออกแบบอาคารที่มีรูปร่างแปลกตา และการใช้เส้นโค้งในงานสถาปัตยกรรม ซึ่งถ้ำใต้น้ำในบริเวณนี้ประกอบไปด้วยซุ้มโค้งจำนวนมากที่ทำให้นึกถึงผลงานของสถาปนิกคนนี้

การเดินทาง: จากสนามบินนานาชาติของโอกินาะวะ (Naha International Airport) ใจกลางเมืองนาฮะ นั่งเครื่องบินไปยังสนามบินเกาะมิยาโกะ ใช้เวลา 45 นาที

4. หมู่เกาะยาเอยามะ (Yaeyama Island)

หมู่เกาะยาเอยามะเป็นพื้นที่ที่ประกอบไปด้วยเกาะเล็กๆ หลายเกาะ โดยมีเกาะหลักที่สำคัญที่สุดและเป็นศูนย์กลางการเดินทางคือ เกาะอิชิงาคิ (Ishigaki Island)

ซึ่งจุดดำน้ำแต่ละเกาะก็มีความโดดเด่นที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมแล้วถือเป็นพื้นที่ดำน้ำที่มีความครบครัน ซึ่งจะได้สัมผัสกับทั้งน้ำทะเลใส ฝูงปลา และปะการังหลากหลายชนิด โดยไฮไลท์อย่างแรกคือการได้สัมผัสกับฝูงปลากระเบนราหู (Manta Ray) ซึ่งเป็นปลากระเบนสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งจะพบในระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนที่เกาะอิชิงาคิ (Ishigaki Island)

ไฮไลท์จุดถัดมาอยู่ที่เกาะทาเคโทมิ (Taketomi Island) ซึ่งเป็นจุดดำน้ำที่มีชื่อว่า “Taketomi Submarine Hot Spring” ถือเป็นจุดที่มีความแปลกและลึกลับ เนื่องจากเป็นพื้นที่ใต้ทะเลที่มีน้ำพุร้อนพวยพุ่งขึ้นมาจนน้ำทะเลในบริเวณนี้มีความอุ่นเป็นพิเศษ แถมจุดที่มีน้ำพุร้อนพุ่งขึ้นมายังมีลักษณะคล้ายกับถ้วยหรืออ่างเหมือนมีใครจงใจมาทำไว้ และปิดท้ายด้วยจุดดำน้ำง่ายๆ สำหรับทุกเพศทุกวัยที่เกาะฮาเทรุมะ (Hateruma Island) ซึ่งจะได้สัมผัสกับปลาหลากสีสัน ทรายขาว และเหล่าปะการังมากมาย

การเดินทาง: จากสนามบินนานาชาติของโอกินาะวะ (Naha International Airport) ใจกลางเมืองนาฮะ นั่งเครื่องบินไปยังสนามบินเกาะอิชิกาคิ ใช้เวลาประมาณ 60 นาที

5. เกาะโยนากุนิ (Yonaguni Island)

เกาะโยนากุนิถือเป็นเกาะที่อยู่ใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น และอยู่ห่างจากเกาะหลักโอกินาวะถึง 509 กิโลเมตร แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่จะได้พบจากการดำน้ำที่เกาะแห่งนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแก่การเดินทางมา เพราะไฮไลท์ในการดำน้ำที่เกาะโยนากุนิแห่งนี้มีทั้งจุดที่จะได้สัมผัสกับซากอารยธรรมโบราณลึกลับที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งประกอบไปด้วยประตูเมือง บันได เสาหิน และโครงสร้างอื่นๆ ซึ่งในปัจจุบันก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าซากเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และด้วยความลึกลับเหล่านี้ ทำให้จุดดำน้ำแห่งนี้เป็นจุดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเกาะโยนากุนิ

จุดดำน้ำที่มีความสวยงามอีกแห่งหนึ่งของเกาะนี้คือจุดที่มีชื่อว่า “ซาบาชิ” (Sabachi) ซึ่งมีลักษณะเป็นแนวปะการังหลากหลายรูปทรงที่ครอบคลุมพื้นที่ใต้น้ำทั้งหมด และยังเต็มไปด้วยฝูงปลาการ์ตูนจำนวนมาก ทำให้มีชื่อเรียกที่นี่อีกอย่างหนึ่งว่า “ปราสาทปลาการ์ตูน” หรือ “สวนแห่งปลาการ์ตูน” และที่เกาะแห่งนี้ยังเป็นอีกจุดหนึ่งที่มีโอกาสได้เห็นฝูงปลาฉลามหัวค้อน ซึ่งจะพบได้ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมของทุกปี

การเดินทาง: จากสนามบินนานาชาติของโอกินาะวะ (Naha International Airport) ใจกลางเมืองนาฮะ นั่งเครื่องบินไปยังสนามบินเกาะโยนากุนิ ใช้เวลาประมาณ 60 นาที หรือจากท่าเรือเกาะอิชิกาคิ (Ishigaki Ferry Terminal) เดินทางด้วยเรือ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง

ผู้เขียน: ชินพงศ์ มุ่งศิริ
เริ่มต้นทำงานเป็นช่างภาพอิสระหลังเรียนจบ เดินทางไปถ่ายภาพที่ประเทศญี่ปุ่นบ่อยครั้งจนครบทั้ง 4 ฤดูอันสวยงาม และเกือบครบทุกภูมิภาค มีผลงานภาพถ่ายตีพิมพ์ในไกด์บุ๊คระดับโลกอย่าง Lonely Planet ถึง 3 เล่ม คือ Discovery Japan, Japan และ Kyoto รวมถึงเว็บไซต์ท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง National Geographic Traveler UK, BBC Travel, Travel+Leisure, TIME และอีกมาก
นอกจากการถ่ายทอดความสวยงามของประเทศญี่ปุ่นผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันยังหันมาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทางตัวอักษรทั้งในฐานะนักเขียนและนักแปลควบคู่กันไปอีกด้วย