All About Japan

เที่ยวแบบสบายๆ หนึ่งวันที่ Asamushi Onsen

| ออนเซ็น
เที่ยวแบบสบายๆ หนึ่งวันที่ Asamushi Onsen

Asamushi Onsen ตั้งอยู่นอกเมืองเมืองอาโอโมริซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่คนแถบโทโฮคุ เป็นสถานที่ที่มีห้องอาบน้ำอยู่มากมายตั้งอยู่ในเมืองเล็ก น้ำที่ใช้ในห้องอาบน้ำที่ Asamushi ล้วนมาจากน้ำพุร้อนที่ถูกใช้กันมานานหลายร้อยปีแล้ว ตั้งแต่สมัย Heian

ห้องอาบน้ำส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในโรงแรมแบบญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า 'เรียวคัง' แต่สำหรับบางที่ ใครที่ไม่ได้เป็นแขกที่มาพักก็สามารถใช้บริการห้องอาบน้ำได้ เพียงจ่ายค่าเข้าใช้ แต่อย่าลืมเตรียมผ้าเช็ดตัวและเครื่องอาบน้ำไปด้วย เพราะบางโรงแรมที่เก่าๆอาจจะไม่ได้มีเตรียมไว้ให้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าโรงแรมไหนจะมีห้องอาบน้ำบ้าง? แล้วที่ไหนบ้างที่ให้คนนอกเข้าไปอาบน้ำได้? ฉันจะขอเล่าประสบการณ์ของตัวเองที่ Asamushi แล้วกันนะคะ

ฉันออกไป Asamushi Onsen กับเพื่อนอีกสองคน ในตอนเช้าของวันที่อากาศร้อนวันหนึ่งในเดือนกันยายน จริงๆแล้วพวกเราวางแผนจะไปปีนเขากันที่นั่นแล้วหลังจากนั้นก็ไปผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วยการแช่น้ำในห้องอาบน้ำสักที่หนึ่งในเมือง เพราะพวกเราทั้งหมดพักอยู่ในเมื่องอาโอโมริก็เลยไม่มีปัญหาในการเดินทางไปออนเซน เราขึ้นรถไฟสาย Aoi Mori Tesudou จากสถานี Aomori นั่งไปห้าสถานีก็จะถึงที่หมาย Asamushi Onsen

เมื่อไปถึง ทีแรกที่เราไปก็คือบูธ tourist information ที่ตั้งอยู่ในสถานีรถไฟ เราก็จะได้แผนที่ และข้อมูลต่างๆของออนเซนในเมือง และที่แนะนำก็คือที่สำหรับปีนเขาและร้านอาหาร นอกจากนั้นก็ยังได้โบรชัวร์ของที่พักแต่ละที่ และยังสามารถซื้อบัตรพิเศษสำหรับเอาไว้เข้าออนเซน

บัตรพิเศษ หรือที่เรียกว่า Asamushiyufuda ขายในราคา1500 เยน สามารถเอาไว้ใช้เข้าออนเซนได้สามที่ บัตรนี้ใช้ได้ในระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ใช้ครั้งแรก ตอนเข้าใช้ออนเซนก็โชว์บัตรผ่านแล้วเจ้าหน้าที่จะแกะสติ๊กเกอร์ออกแล้วปั๊มวันที่เข้าใช้ เมื่อสติ๊กเกอร์หมดก็จะไม่สามารถใช้บัตรได้อีก แต่ก็ยังเก็บเอาไว้เป็นของที่ระลึกได้

พอคำนวณดูแล้วก็คุ้มมากเพราะว่าเข้าออนเซนหนึ่งครั้งก็เกิน 500 เยนแล้ว แถมถ้าเราซื้อบัตรนี้เราก็ยังได้แผนที่กับสถานที่แนะนำสำหรับการปีนเขาอีกด้วย ระหว่างที่เราเดินทางไปยังที่ปืนเขาก็เดินผ่านบ้านของผู้คน นอกจากนี้ในแผนที่ยังแนะนำสถานที่ที่มีชื่อเสียง อย่างเช่น ประตู Torii และร้านค้าต่างๆ ทำให้เราเที่ยวได้สะดวกยิ่งขึ้น

แค่พวกเราเพิ่งเริ่มปื่นเขาก็ได้เหงื่อแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นกลางเดือนกันยายนแล้วก็ตาม แต่อากาศร้อนก็ไม่สามารถหยุดเราให้ไปถึงจุดหมาย ซึ่งก็คือต้นไม้ใหญ่ที่มีบอกให้แผนที่ เราปีนข้ามไปเขาอีกฝั่งหนึ่งเพื่อไปดูหุบเขาอันเขียวชอุ่มที่ชื่อว่า blue forest

หลังจากนั้น พวกเราก็ไปหาอาหารกลางวันทานกันที่คาเฟ่พื้นเมืองแบบโบราณๆ ชื่อว่า Sharumu ที่นี่คุณจะสามารถเห็นความเป็นพื้นเมืองได้ตลอดการทานอาหาร แล้วที่นี่ก็มีอาหารขึ้นชื่อก็คือ homemade pizza และ omuraisu(ข้าวหน้าไข่ราดซอสมะเขือเทศหรือซอสท้อปปิ้ง) ไม่ว่าอาหารจานไหนของร้านนี้ก็จะทำให้คุณพอใจหลังจากการปีนเขาได้อย่างแน่นอน ถ้าจะมาทานที่นี่ควรมาตั้งแต่ตอนเช้า เพราะถ้าตอนเที่ยงร้านจะเต็มเร็วมากๆ เพราะร้านนี้ไม่ได้ใหญ่ เมนูแนะนำคือ omuraisu แล้วก็กุ้งทอด

หลังจากที่ทานกันจนอิ่มแล้ว พวกเราก็เดินหาออนเซน จริงๆแล้วพวกเราไม่ได้มีที่ไหนที่สนใจเป็นพิเศษ ก็เลยไปที่ที่คนที่นี่เค้าชอบไปกัน มีชื่อว่า Yanagi no Yu เรายื่นบัตรที่ซื้อมาให้พนักงานดู แล้วก็เข้าไปข้างใน

เมื่อเข้าไปแล้ว พวกเราก็ต้องถอดเสื้อผ้าทุกชิ้นออกที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะเค้ามีข้อห้ามในการใส่ชุดคลุมอาบน้ำ หรือเสื้อผ้าใดๆเลยในการแช่น้ำ พอเราเข้าไปด้านในก็ต้องอาบน้ำก่อนเพราะเหงื่อออกเยอะมากตอนไปปีนเขา และหลังจากที่รอมานาน ในที่สุดพวกเราก็ได้ลงไปแช่น้ำสักที ที่นี่มีบ่อ 3 บ่อไว้สำหรับคนที่ไม่ใช่แขกที่มาพัก 2 บ่ออยู่ด้านใน ส่วนอีกบ่ออยู่ช้างนอก อุณหภูมิค่อนข้างร้อนมาก ดังนั้นต้องดื่มน้ำก่อน ระหว่าง และหลังจากการแช่ออนเซน เราแช่กันประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วจึงเดินทางไปสถานีรถไฟ

เราเดินไปสถานีรถไฟกันอย่างเมื่อยล้า ตรงบริเวณสถานีรถไฟเราก็พากันซื้อขนมและของฝาก ทานซอฟต์ครีม แล้วก็ยังซื้อปลาหมึกแห้งกับหอยพัดซึ่งเป็นของขึ้นชื่อที่อาโอโมริกลับมากันด้วย

เมื่อแช่ออนเซนแล้วทำให้ร่างกายของพวกเราผ่อนคลายและสบายมาก ทำให้พวกเรางีบหลับกันในระหว่างทางนั่งรถไฟกลับบ้าน สำหรับคนที่ได้มา Aomori พวกเราแนะนำให้ไป Asamushi สัก 2-3 วัน หรือแม้จะเป็นอาทิตย์ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและเหมือนกับให้รางวัลตัวเองอีกด้วย

- www.att-japan.net (อังกฤษ)