All About Japan

10 ที่เที่ยวเด่นเดือนเมษายนในฮอกไกโด

| ซากุระ , Hokkaido
10 ที่เที่ยวเด่นเดือนเมษายนในฮอกไกโด

เดือนเมษายนที่ฮอกไกโดถือเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ ที่สามารถเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมมากมายทั้งเล่นสกี ชมดอกซากุระ ล่องเรือ และอิ่มอร่อยไปกับอาหารทะเลสดใหม่ และยังถือเป็นเดือนท่องเที่ยวยอดฮิตสำหรับคนไทย วันนี้เราจึงรวบรวมสิ่งที่โดดเด่นที่ไม่ควรพลาดหากคุณมีแผนที่จะเดินทางไปเยือนฮอกไกโดในช่วงเดือนเมษายนมาฝากกัน

1. กินมิโสะราเม็งสูตรดั้งเดิมของฮอกไกโดที่ตรอกราเม็งซัปโปโร (Sapporo Ramen Yokocho)

ซัปโปโรในเดือนเมษายนนั้นถือว่าอากาศยังค่อนข้างเย็น แน่นอนว่าหนึ่งในวิธีแก้หนาวที่ได้ผลแถมยังอิ่มท้องด้วยก็คือการหาราเม็งร้อนๆ ทาน ซึ่งใครที่แวะเที่ยวซัปโปโรในช่วงนี้ก็ไม่ควรพลาดแวะไปที่ตรอกราเม็งซัปโปโร ตั้งในย่านซูซุกิโนะซึ่งเป็นย่านกินดื่มชื่อดังของซัปโปโร โดยตรอกแห่งนี้เป็นแหล่งรวมร้านราเม็งหลากหลายรูปแบบ และในปัจจุบันมีร้านราเม็งอยู่ทั้งหมด 17 ร้าน สำหรับใครที่เลือกไม่ถูกว่าจะกินราเม็งรูปแบบไหนดี เราขอแนะนำ “มิโสะราเม็ง” ที่แม้หลายคนอาจจะคุ้นเคย แต่ก็อาจจะไม่รู้มาก่อนว่าราเม็งชนิดนี้มีต้นกำเนิดจากฮอกไกโดนี่เอง ส่วนใครที่กังวลเรื่องกำแพงภาษาก็สบายใจได้เพราะที่นี่คุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวเป็นย่างดี แทบทุกร้านมีรูปราเม็งให้ดูเป็นตัวอย่างและมีป้ายภาษาอังกฤษ แถมหลายๆ ร้านมีตู้ซื้อคูปองแบบอัตโนมัติพร้อมรูปเมนูให้บริการอย่างสะดวกสุดๆ

เวลาเปิดปิด: เวลาเปิดทำการของร้านส่วนใหญ่คือ 12.00 – 24.00 น. (หมายเหตุ เวลาทำการข้างต้นเป็นเวลาทำการในช่วงเวลาปกติ)
การเดินทาง: รถไฟใต้ดินสถานี Susukino ออกประตูหมายเลข 5 แล้วเดินต่ออีก 3 นาที

2. เที่ยวกำแพงหิมะแห่งฮอกไกโดที่เมืองชิเรโตโกะ (Shiretoko Snow Wall Walk)

นอกจากกำแพงหิมะในจ.โทยาม่าที่หลายคนรู้จักกันดีแล้ว ที่ฮอกไกโดก็ยังมีกำแพงหิมะในบรรยากาศและรูปแบบคล้ายๆ กันอยู่ที่บริเวณรอยต่อของเมืองชาริและเมืองราอุสุ ซึ่งเป็นเมืองริมชายฝั่งทะเลทางตะวันออกของฮอกไกโด ทำให้บรรยากาศระหว่างการเที่ยวกำแพงหิมะที่นี่จะได้สัมผัสทั้งวิวสวยๆ ของภูเขาหิมะในเขตอุทยานแห่งชาติชิเรโตโกะ และวิวของท้องทะเลไปพร้อมๆ กัน แต่กำแพงหิมะที่นี่ไม่ได้เปิดให้เที่ยวเป็นหลายๆ เดือนเหมือนกับที่โทยาม่า โดยจะเปิดให้เที่ยวได้แค่เพียง 1 วันเท่านั้นในช่วงกลางเดือนเมษายนโดยประมาณ และยังต้องจองตั๋วค่าเข้าล่วงหน้า หรือวิธีที่สะดวกที่สุดก็คือจองไปพร้อมกับทัวร์ อาจจะดูเป็นที่ที่ไปเที่ยวได้ยากหน่อยสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ในอีกมุมก็ถือเป็นประสบการณ์พิเศษที่จะได้สัมผัสเพียงปีละครั้งเท่านั้น

ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 2,500 เยน เด็ก/นักเรียน 1,000 เยน (ต้องจองล่วงหน้า)
เวลาเปิดปิด: ประมาณกลางเดือนเมษายนของทุกปี
การเดินทาง: ควรเช่ารถขับ หรือซื้อทัวร์เพื่อความสะดวก

- th.visit-eastern-hokkaido.jp (ภาษาไทย)

3. สัมผัสวิวดอกซากุระสุดอลังการที่ป้อมโกเรียวคาคุ (Goryokaku)

ไฮไลท์ของการเที่ยวฮอกไกโดในช่วงฤดูใบไม้ผลิคงไม่มีอะไรเกินไปกว่าการชมความสวยงามของดอกซากุระ และสถานที่ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นจุดชมซากุระที่สวยมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ในฮอกไกโด ก็คือที่ป้อมโกเรียวคาคุในเมืองฮาโกดาเตะ ซึ่งในอดีตถือเป็นป้อมปราการสำคัญของเมืองที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานของชาวต่างชาติ และได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ตั้งแต่ปี 1910 พร้อมกับมีการปลูกต้นซากุระเอาไว้ตลอดแนวคูน้ำของป้อมปราการแห่งนี้รวมกันกว่า 1,600 ต้น ทำให้เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ที่ป้อมโกเรียวคาคุแห่งนี้จะมีความสวยงามทั้งจากพื้นที่ที่เป็นป้อมปราการทรงดาวห้าแฉก และจุดที่ไม่ควรพลาดก็คือการขึ้นไปบนหอคอยชมวิวในบริเวณใกล้เคียงกันเพื่อสัมผัสภาพมุมสูงสุดตระการตาของดอกซากุระที่บานสะพรั่งพร้อมกันจนเป็นรูปดาวห้าแฉกสีชมพู และในตอนกลางคืนก็ยังมีการประดับแสงไฟเพื่อสร้างความสวยงามในบรรยากาศอีกรูปแบบหนึ่งอีกด้วย

ค่าเข้าชม: สวนเข้าฟรี หอคอยมีค่าเข้า 840 เยน
เวลาเปิดปิด: 09.00 – 18.00 น. (หมายเหตุ เวลาทำการข้างต้นเป็นเวลาทำการในช่วงเวลาปกติ)
การเดินทาง: รถราง Hakodate Tram สถานี Goryokaku Koen Mae แล้วเดินต่ออีก 10 นาที

4. ชมดอกบ๊วยบานสะพรั่งที่สวนฮิราโอกะ (Hiraoka Park)

ดอกบ๊วยเป็นดอกไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีชื่อเสียงและความสวยงามพอๆ กับดอกซากุระที่ผลิบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และโดยปกติจะบานก่อนหน้าดอกซากุระเล็กน้อย สำหรับใครที่อาจจะมาเที่ยวฮอกไกโดเร็วเกินไปจนพลาดชมดอกซากุระ ก็สามารถแวะมาชมความสวยงามของดอกบ๊วยกว่า 1,200 ต้นที่บานสะพรั่งพร้อมกันได้ที่สวนฮิราโอกะในเมืองซัปโปโร โดยสวนแห่งนี้มีลักษณะเป็นเนินเขาขนาดย่อมๆ ทำให้ในช่วงเวลาที่ดอกบ๊วยบานพร้อมกัน ก็จะได้สัมผัสกับภาพของผืนทะเลดอกบ๊วยหลากสีสันทั้งขาว แดง ชมพู ที่ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณสวน และยังมีการจัดเทศกาลชมดอกบ๊วยขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิดปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: จากสถานี Shin-Sapporo นั่งบัสสาย 111 ไปลงที่ป้าย Hiraoka-rokujo yonchome

5. สนุกกับการเล่นสกีพร้อมชมวิวภูเขาไฟฟูจิแห่งฮอกไกโดที่เมืองนิเซโกะ (Niseko)

เช่นเดียวกับในพื้นที่อื่นๆ ของญี่ปุ่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิยังเป็นช่วงเวลาที่มีโอกาสได้สัมผัสหิมะอยู่ โดยเฉพาะที่ฮอกไกโดซึ่งอยู่ทางตอนเหนือและมีอากาศหนาวเย็นกว่าพื้นที่อื่นๆ ทำให้แม้จะเข้าเดือนเมษายนแล้ว แต่ลานสกีหลายแห่งก็ยังมีหิมะมากพอให้เล่นและทำกิจกรรมสนุกๆ บนหิมะได้อีกหลากหลายรูปแบบ และหนึ่งในเมืองที่ไม่ควรพลาดสำหรับการเล่นสกีก็คือเมืองนิเซโกะ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีหิมะคุณภาพดี นุ่มฟูถึงขนาดที่ล้มลงแล้วก็ไม่รู้สึกเจ็บ และนอกจากจะมีลานสกีชื่อดังให้เพลิดเพลินได้ตลอดทั้งวันแล้ว นิเซโกะยังเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟโยเท ที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับภูเขาไฟฟูจิจนได้รับสมยานามว่าเป็นภูเขาไฟฟูจิแห่งฮอกไกโด ซึ่งในวันที่อากาศแจ่มใสก็จะสามารถมองเห็นภูเขาลูกนี้โผล่มาทักทายตั้งแต่เดินทางเข้ามาถึงเขตเมืองนิเซโกะ

ค่าเข้าชม: สกีรีสอร์ทหลัก 3 แห่งในเมืองนิเซโกะมีค่าบริการแตกต่างกันไป และมีบัตรผ่านสำหรับเล่นลานสกีได้ทุกแห่งรวมกันอยู่
เวลาเปิดปิด: ลานสกีส่วนใหญ่ในนิเซโกะจะเปิดถึง เดือนพฤษภาคม
การเดินทาง: มีรถบัสให้บริการตรงมาที่ลานสกีแต่ละแห่งจากเมืองซัปโปโรหรือสนามบิน New Chitose Airport อย่างเช่น Chuo Bus หรือ Hokkaido Resort Liner Bus

6. เพลิดเพลินกับเทศกาลประดับธงปลาคาร์พที่โจซังเคอนเซ็น (Jozankei Onsen Keiryu Koinobori Festival)

ทุกวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปีถือเป็น ”วันเด็กผู้ชาย” สำหรับชาวญี่ปุ่น และจะมีสัญลักษณ์พิเศษคือการแขวนธงปลาคาร์พไว้ที่หน้าบ้านหรือตามสถานที่สาธารณะต่างๆ แต่ที่โจซังเคอนเซ็น ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานเมืองฮอกไกโด จะมีการจัดเทศกาลประดับธงปลาคาร์พเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ เริ่มต้นตั้งแต่กลางเดือนเมษายน โดยจะมีการแขวนธงปลาคาร์พหลากสีสันจำนวนกว่า 400 ตัวไว้เหนือแม่น้ำที่ไหลผ่านตัวเมือง จนเป็นภาพที่งดงามตระการตาท่ามกลางเมืองอนเซ็นเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสงบ และยังสามารถเพลิดเพลินไปกับการแช่อนเซ็นซึ่งมีทั้งบ่อสาธารณะ และบ่ออนเซ็นอีกหลากหลายรูปแบบตามโรงแรมและเรียวกังต่างๆ ภายในเมือง

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิดปิด: เทศกาลจัดในช่วงกลางเมษายนถึงพฤษภาคม
การเดินทาง: จาก Sapporo Ekimae Bus Terminal โดยสารรถ Donan Bus ไปลงที่ป้าย Jozankei Yu no Machi

7. ชมซากุระคู่กับปราสาทหนึ่งเดียวในฮอกไกโดที่เมืองมัตสึมาเอะ (Matsumae Castle)

ฮอกไกโดถือเป็นเมืองใหม่ที่มีประวัติศาสตร์ไม่ยาวนานเหมือนกับภูมิภาคอื่นๆ ของญี่ปุ่น แต่หลายคนก็อาจไม่รู้ว่าฮอกไกโดเองก็มีปราสาทและเมืองประวัติศาสตร์อยู่เช่นกัน นั่นก็คือเมืองมัตสึมาเอะซึ่งตั้งอยู่เกือบจะตอนใต้สุดของเกาะฮอกไกโด โดยปราสาทมัตสึมาเอะถือเป็นปราสาทเพียงแห่งเดียวในฮอกไกโด และภายในเมืองก็ยังมีร่องรอยของประวัติศาสตร์และความรุ่งเรืองในอดีตหลงเหลืออยู่ แต่สิ่งที่เป็นไฮไลท์ที่สุดของเมืองมัตสึเอะก็คือในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ต้นซากุระที่มีมากถึงหนึ่งหมื่นต้น และมีมากกว่า 250 สายพันธ์จะทยอยผลิบานไปทั่วทุกพื้นที่ จนพูดได้ว่าเป็นจุดที่สามารถแวะมาชมดอกซากุระได้นานถึงหนึ่งเดือนเต็มๆ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม พร้อมกับวิวสุดพิเศษก็คือภาพของดอกซากุระที่ผลิบานคู่กับตัวปราสาทมัตสึเอะ รวมถึงมีการจัดเทศกาลชมดอกซากุระตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายน ซึ่งไม่ได้มีเพียงการออกร้านขายของเท่านั้น แต่ยังมีการแสดงแบบโบราณหลากหลายรูปแบบให้ชมกันอีกด้วย

ค่าเข้าชม: สวนสาธารณะเข้าฟรี ปราสาทมีค่าเข้า 360 เยน
เวลาเปิดปิด: สวนสาธารณะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: สถานี Kikonai ต่อรถบัส Hakodate bus ลงที่ป้าย Matsushiro

8. ชิมเนื้อปูในช่วงเวลาที่อร่อยที่สุด ณ ตลาดปลานิโจ (Nijo Fish Market)

เดือนเมษายนหรือฤดูใบไม้ผลิไม่ได้มีเพียงความสวยงามของธรรมชาติเท่านั้น แต่ในด้านอาหารการกิน ช่วงเดือนนี้ยังถือเป็นช่วงเวลาที่ปูหลากหลายชนิดมีรสชาติดีและหาทานได้ง่ายที่สุดอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นปูยักษ์ หรือปูหิมะ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่แผ่นน้ำแข็งในทะเลแถบเหนือของฮอกไกโดที่ปกคลุมอยู่เป็นจำนวนมากในช่วงฤดูหนาวเริ่มละลาย และน้ำทะเลเริ่มอุ่นขึ้น ทำให้สามารถเริ่มต้นจับปูทะเลได้อีกครั้ง และจุดที่จะหาซื้อปูรวมถึงลองชิมเนื้อปูแสนอร่อยได้อย่างสะดวกสบายและมีราคาถูกที่สุดก็คือตลาดปลานิโจ ตลาดปลาที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองซัปโปโร ซึ่งมีทั้งร้านอาหารส่วนหนึ่งที่เสิร์ฟเมนูปูให้เลือกทาน หรือร้านจำหน่ายปูสดๆ ที่ให้บริการแพ็คอย่างดีจนสามารถขนส่งหรือหิ้วขึ้นเครื่องบินกลับมาทานที่เมืองไทยก็ยังได้เช่นกัน

เวลาเปิดปิด: ตัวตลาด 07:00 น.-18:00 น. ย่านร้านอาหาร 6:00 น.-21:00 น. (หมายเหตุ เวลาทำการข้างต้นเป็นเวลาทำการในช่วงเวลาปกติ)
การเดินทาง: รถไฟใต้ดินสถานี Odori เดินต่อ 5 นาที

9. ล่องเรือชมโลมาและวาฬที่เมืองราอูสุ (Whale and dolphin sightseeing at Rausu)

ที่เมืองราอูสุ หรือบริเวณอุทยานชิเรโตโกะของฮอกไกโด หลังจากที่ในฤดูหนาวมีกิจกรรมยอดฮิตอย่างการล่องเรือดูทะเลน้ำแข็งไปแล้ว เมื่อถึงเดือนเมษายนหรือเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ น้ำแข็งในทะเลเริ่มละลายไปจนหมด ก็เป็นช่วงเวลาเริ่มต้นกิจกรรมล่องเรือในอีกรูปแบบหนึ่งก็คือการล่องเรือดูวาฬและโลมา ซึ่งทะเลในแถบนี้มีโอกาสได้พบทั้งวาฬหัวทุยที่มีขนาดใหญ่ และวาฬเพชฌฆาตที่หลายคนคุ้นเคยกันดี รวมถึงยังได้สัมผัสกับภูมิประเทศอันดงามของอุทยานชิเรโตโกะเป็นฉากหลังไปพร้อมๆ กัน ใม่ว่าจะเป็นโขดหิน หน้าผา และน้ำตก โดยรูปแบบการล่องเรือส่วนใหญ่จะมีให้เลือกสองช่วงเวลาคือช่วงเช้ากับช่วงบ่าย และใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ส่วนรูปแบบและความสะดวกสบายของเรืออาจจะแตกต่างกันไปตามบริษัทแต่ละแห่งที่ให้บริการ

ค่าบริการ: ประมาณ 8,000 เยนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท
การเดินทาง: ควรเช่ารถขับเพื่อความสะดวก

10. สนุกตื่นเต้นไปกับการล่องแก่งที่เมืองฟุราโนะ (Furano Rafting)

แม้จะเป็นฤดูใบไม้ผลิ แต่เมืองฟุราโนะก็ไม่ได้มีดอกไม้ให้ชมมากนัก เพราะส่วนใหญ่ทุ่งดอกไม้ในฟุราโนะจะเป็นดอกไม้ที่ผลิบานช่วงฤดูร้อนเป็นหลัก เช่นทุ่งลาเวนเดอร์ ซึ่งต้องรอชมในเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป

แต่สำหรับใครที่มาเที่ยวในช่วงนี้ ก็มีกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ทั้งสนุกและได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดไปพร้อมกัน นั่นก็คือการล่องแก่ง โดยแม่น้ำในเมืองฟุราโนะที่เหมาะสำหรับการล่องแก่งมากที่สุดก็คือแม่น้ำโซราชิ ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่สองข้างทางของแม่น้ำยังคงเป็นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีน้ำที่ใสสะอาด และเกาะแก่งที่ไม่ได้มากหรือสูงชันเกินไปจนก่อให้เกิดอันตราย โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อไปที่บริษัทจัดกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่ โดยการล่องแก่งในแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที และมีบริการเป็นภาษาอังกฤษเช่นกัน

ค่าบริการ: แตกต่างกันไปตามบริษัทและแพ็คเกจที่เลือก
การเดินทาง: สถานี Furano และนัดให้บริษัทมารับที่จุดนัดพบที่สะดวก

ผู้เขียน: ชินพงศ์ มุ่งศิริ
เริ่มต้นทำงานเป็นช่างภาพอิสระหลังเรียนจบ เดินทางไปถ่ายภาพที่ประเทศญี่ปุ่นบ่อยครั้งจนครบทั้ง 4 ฤดูอันสวยงาม และเกือบครบทุกภูมิภาค มีผลงานภาพถ่ายตีพิมพ์ในไกด์บุ๊คระดับโลกอย่าง Lonely Planet ถึง 3 เล่ม คือ Discovery Japan, Japan และ Kyoto รวมถึงเว็บไซต์ท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง National Geographic Traveler UK, BBC Travel, Travel+Leisure, TIME และอีกมาก
นอกจากการถ่ายทอดความสวยงามของประเทศญี่ปุ่นผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันยังหันมาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทางตัวอักษรทั้งในฐานะนักเขียนและนักแปลควบคู่กันไปอีกด้วย