All About Japan

รู้จักที่เที่ยวเชิงเกษตรในญี่ปุ่น 5 เมือง

| การทำฟาร์ม
รู้จักที่เที่ยวเชิงเกษตรในญี่ปุ่น 5 เมือง

การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในญี่ปุ่น ทั้งจากการได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนในชนบทจริงๆ การได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และได้ทำกิจกรรมสนุกๆ รวมถึงสัมผัสประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการท่องเที่ยวทั่วไป วันนี้เราจึงได้รวบรวมแนะนำเมืองน่าเที่ยวเชิงเกษตรในญี่ปุ่น 5 เมืองมาฝากสำหรับใครที่สนใจเที่ยวแนวนี้กัน

1. เมืองอียามะ จ.นากาโนะ (Iiyama, Nagano)

เมืองอียามะ เป็นเมืองเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขาและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดนากาโนะ ซึ่งสามารถเดินทางมาจากเมืองใหญ่โดยรอบด้วยรถไฟชินคันเซ็นได้อย่างสะดวกสบาย ในด้านของการเกษตร เมืองอียามะมีความโดดเด่นจากการปลูกข้าว หน่อไม้ฝรั่ง มันฝรั่ง และเพาะเห็ด บรรยากาศโดยรวมของเมืองจึงเต็มไปด้วยทิวทัศน์ของท้องนา และมีแนวภูเขาสูงเป็นฉากหลัง

นอกจากนี้ยังมีที่พักทั้งรูปแบบฟาร์มเสตย์กับเจ้าของฟาร์ม ไปจนถึงโรงแรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนาให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ซึ่งคนที่มาเข้าพักจะได้สนุกกับทั้งกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่ร่วมทำกิจกรรมในฟาร์ม เก็บผลผลิตจากต้น ไปจนถึงนำผลผลิตต่างๆ มาทำอาหาร นอกจากนี้ อิยามะยังถือเป็นเมืองยอดนิยมสำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ใครที่ชื่นชอบการตั้งแคมป์ เดินป่า หรือปั่นจักรยาน ก็จะได้สัมผัสกับธรรมชาติอันสวยงามของเมืองอียามะอย่างเต็มอิ่มแน่นอน

ชมซากุระในเมืองได้ที่ริมฝั่งแม่น้ำชิคุมะ (Chikuma Riverbank)

เมืองอียามะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งวัด พิพิธภัณฑ์ไปจนถึงอนเซ็น แต่จุดที่น่าสนใจ ได้สัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติ และเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลต่างๆ ของเมือง ก็คือบริเวณริมฝั่งแม่น้ำชิคุมะซึ่งไหลผ่านเมืองเป็นแนวยาว โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมีการจัดเทศกาลชมดอกนาโนะฮานะขึ้น ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับภาพของดอกนาโนะฮานะบานสะพรั่งเป็นสีเหลืองไปทั่วบริเวณคู่กับต้นซากุระ ในฤดูร้อนก็ยังมีการปลูกต้นทานตะวันเอาไว้ ส่วนในฤดูหนาวก็ยังมีการจัดเทศกาลสำคัญอีกเทศกาลหนึ่งก็คือเทศกาลหิมะเมืองอียามะ ซึ่งไฮไลท์สำคัญของเทศกาลนี้คือการสร้างโดมหิมะขนาดต่างๆ ขึ้น มีตั้งแต่โดมเล็กๆ ไปจนถึงโดมขนาดใหญ่ที่คนสามารถเข้าไปอยู่ข้างในได้ รวมถึงยังมีการประดับไฟอย่างสวยงามในยามค่ำคืน

2. เมืองเซมโบคุ จ.อากิตะ (Semboku, Akita)

แค่พูดชื่อจังหวัดอากิตะ หลายคนคงเคยได้ยินถึงชื่อเสียงในฐานะแหล่งเกษตรกรรมชั้นดีของญี่ปุ่น โดยเฉพาะการปลูกข้าวและผลไม้นานาชนิด โดยเมืองเซมโบคุนั้นมีความน่าสนใจในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ หรือวัฒนธรรม โดยในด้านการเกษตร เซมโบคุเป็นพื้นที่ที่มีการทำเกษตรที่หลากหลาย ซึ่งมีทั้งนาข้าว และสวนผลไม้ที่มีผลไม้หลักๆ อย่างแอปเปิ้ล องุ่น หรือสาลี่ และยังมีที่พักแบบฟาร์มสเตย์หลากหลายรูปแบบให้เลือก ซึ่งจะได้สนุกกับการสัมผัสวิถีชีวิตแบบชนบทญี่ปุ่นอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงได้ลิ้มรสผักและผลไม้สดๆ จากไร่

สำหรับใครที่ไม่มีเวลาพักค้างคืน ก็ยังมีสวนผลไม้จำนวนมากให้แวะเที่ยวและเก็บผลไม้สดๆ จากต้นไปทานกัน และไม่ควรพลาดชิม “คิริทัมโปะ” อาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อซึ่งทำมาจากข้าวที่ปลูกในอากิตะที่นำไปตำจนเหนียว ทาด้วยซอสมิโสะ แล้วนำไปย่างจนมีรสชาติหอมหวานจากเนื้อข้าวผสมกับความเค็มจากมิโสะ

ชมใบไม้เปลี่ยนสี ที่หุบเขาดาคิกาเอริ (Dakigaeri Gorge)

เมืองเซมโบคุนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่หลายๆ คนน่าจะรู้จักกันดีอย่างทะเลสาบทาซาวะ (Lake Tazawa) หรือหมู่บ้านซามูไรคาคุโนะดาเตะ (Kakunodate Samurai District) ซึ่งถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของเซมโบคุ แต่หนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในเมืองนี้ที่เราอยากแนะนำให้รู้จักก็คือหุบเขาดาคิกาเอริ ที่เต็มไปด้วยความสวยงามจากธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ และรูปแบบภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งลำธารใสจนเป็นสีฟ้า หน้าผาสูง โขดหินใหญ่ และน้ำตกมิคาเอริอันสวยงาม ที่นี่ยังถือเป็นจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เนื่องจากต้นไม้ในหุบเขาจะเปลี่ยนสีพร้อมกันอย่างสวยงาม ในฤดูร้อนก็สามารถแวะมาเดินสัมผัสธรรมชาติตามเส้นทางต่างๆ รวมถึงทำกิจกรรมกลางแจ้งอื่นๆ ได้ในหุบเขาแห่งนี้

3. เมืองโอฮาระ จ.เกียวโต (Ohara, Kyoto)

เกียวโตในมุมมองของนักท่องเที่ยวอาจจะเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในฐานะวัดและศาลเจ้าที่เก่าแก่งดงาม ไปจนถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน แต่ที่เมืองโอฮาระ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของตัวเมืองหลัก เป็นเมืองชนบทที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่มีบรรยากาศอันเงียบสงบ เต็มไปด้วยนาข้าวและแปลงผักหลากหลายชนิด และยังมีชื่อเสียงในฐานะเมืองที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ทำให้ผลผลิตทุกชนิดทั้งข้าวและผักต่างปลอดสารเคมี

สำหรับนักท่องเที่ยวนั้นก็มีฟาร์มสเตย์จำนวนหนึ่งให้เลือกพักเพื่อสัมผัสวิถีชุมชนของเมืองนี้ หรือหากแค่แวะผ่านมาแล้วมีเวลาเดินไปตามหมู่บ้านในชุมชน ก็จะพบว่ามีการนำพืชผักผลไม้ของแต่ละบ้านมาวางจำหน่ายกันสดๆ ที่บริเวณหน้าบ้านเลย บรรยากาศภายในเมืองโอฮาระแห่งนี้จึงค่อนข้างมีความเป็นกันเองและใกล้ชิด นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไปตามฤดูกาล ซึ่งในฤดูใบไม้ผลิก็สามารถแวะมาชมดอกซากุระในบรรยากาศที่เงียบสงบไม่วุ่นวาย หรือสัมผัสความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีในแบบเมืองชนบทที่ไม่เหมือนใครก็ได้เช่นกัน

จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีต่างๆ ในเมืองโอฮาระ

จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีต่างๆ ในเมืองโอฮาระ

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเมืองเกษตรกรรม แต่ความโดดเด่นอีกหนึ่งอย่างของเมืองโอฮาระคือการมีจุดชมวิวใบไมเปลี่ยนสีหลายแห่ง และวัดเก่าแก่อยู่เป็นจำนวนมาก หนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองนี้ก็คือวัดซานเซนอิน (Sanzen-in) ซึ่งความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ตัววัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีสวนภายในวัดซึ่งปกคลุมไปด้วยมอสสีเขียวชอุ่มทุกบริเวณ และเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง ภายในวัดแห่งนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในจุดที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างสวยงามเช่นกัน และนอกจากวัดนี้แล้วก็ยังมีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในเมืองอีกหลายแห่ง เช่นที่ภูเขายาเคสุงิ (Mount Yakesugi)

4. เมืองโอตาวาระ จ.โทชิงิ (Otawara, Tochigi)

สำหรับใครที่ท่องเที่ยวในแถบโตเกียวแล้วอยากสัมผัสกับประสบการณ์ฟาร์มสเตย์ หรือสัมผัสความเป็นเมืองชนบทนอกจากเมืองใหญ่ดูบ้าง เมืองโอตาวาระในจังหวัดโทชิงิถือเป็นตัวเลือกที่เราอยากแนะนำ โดยที่เมืองนี้นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องของการปลูกข้าว มันฝรั่ง และส้มยูซุแล้ว อีกหนึ่งความพิเศษก็คือยังมีฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยเฉพาะฟาร์มม้าที่เปิดให้เราได้ทดลองขี่ม้าไปบนทุ่งกว้าง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่อาจไม่มีให้สัมผัสในเมืองการเกษตรที่อื่นๆ

นอกจากนี้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่บริเวณแม่น้ำนาคากาวะ แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านเมือง ยังถือเป็นจุดรวมตัวของผู้คนในชุมชนที่จะมาทำกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพาเด็กๆ มาเล่นน้ำ หนือตกปลาอะยุ ซึ่งเป็นปลาขึ้นชื่อของเมืองจากแม่น้ำมาย่างทานกันสดๆ ริมแม่น้ำกันเลย และยังมีสวนผลไม้อีกจำนวนหนึ่งให้นักท่องเที่ยวแวะมาเก็บสตรอว์เบอรี่ องุ่น และผลไม้ชนิดอื่นๆ ได้ตามฤดูกาล

ขี่ม้าเล่นที่ฟาร์มในเมืองโอตาวาระ

ฟาร์มปศุสัตว์สำคัญในเมืองโอตาวาระมีหลายแห่ง เช่นที่ นาสุฟาร์มวิลเลจ (Nasu Farm Village) มีจุดเด่นทั้งสภาพภูมิประเทศของฟาร์มที่เป็นเนินเขาและทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ที่สวยงามจนกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมสำหรับการถ่ายรูปแต่งงาน รวมถึงนักท่องเที่ยวเองก็สามารถมีโอกาสถ่ายรูปสวยๆ ไปพร้อมกับการทดลองขี่ม้าบนทุ่งหญ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักของฟาร์มแห่งนี้ หรือจะเช่าเสื่อและตะกร้าไปนั่งปิกนิกสบายๆ บนทุ่งหญ้า นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่และร้านอาหารน่ารักๆ ที่สามารถทานอาหารและเครื่องดื่มไปพร้อมกับวิวสวยๆ ภายนอก และยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลผลิตในท้องถิ่นเช่นแยมผลไม้ ซอสผลไม้ น้ำสลัด และนมธัญพืชให้เลือกซื้อกลับไปเป็นของฝากกัน

5. เมืองมินามิชิมาบาระ จ.นางาซากิ (Minamishimabara, Nagazaki)

เมืองการเกษตรในจังหวัดนางาซากิที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเล ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสประสบการณ์ทั้งการทำประมงและการเกษตรไปพร้อมๆ กัน ที่นี่ยังเป็นเมืองเพียงไม่กี่แห่งในญี่ปุ่นที่ยังคงมีการทำนาข้าวแบบขั้นบันไดบนเนินเขา ใครที่มีโอกาสพักค้างคืนแบบโฮมสเตย์ที่นี่ก็อาจจะได้สัมผัสกับวิวอันสวยงามของนาข้าวขั้นบันไดจากมุมสูงโดยมีท้องทะเล และพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้นหรือตกเป็นฉากหลังอันน่าประทับใจ รวมถึงได้ลองชิมวัตถุดิบสดใหม่จากทั้งฟาร์มและท้องทะเลไปพร้อมๆ กันในคราวเดียว นอกจากนี้ พื้นที่ของมินามิชิมาบาระยังเต็มไปด้วยแนวภูเขาสูงซึ่งทอดยาวมาจากภูเขาไฟอุนเซ็นซึ่งยังคงคุกรุ่นอยู่ ทำให้นอกจากจะมีความเงียบสงบจากการถูกรายล้อมไปด้วยแนวภูเขาแล้ว ยังมีแหล่งอนเซ็นชั้นดีให้แวะพัก รวมถึงสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างการเดินป่า ปีนเขา หรือตั้งแคมป์ได้เช่นกัน

อุทยานแห่งชาติอุนเซ็น-อามากุสะ (Unzen-Amakusa National Park)

อุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่รวมบริเวณภูเขาไฟอุนเซ็นในจังหวัดนางาซากิ ไปจนถึงพื้นที่หมู่เกาะอามากุสะของจังหวัดคุมาโมโตะ โดยจุดท่องเที่ยวสำคัญที่อยู่ในโซนเมืองมินามิชิมาบาระคือบ่อนรกอุนเซ็น (Unzen Jigoku) ซึ่งเป็นพื้นที่บ่อน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิสูงมากจนมีไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมาตลอดเวลา รวมทั้งยังมีโรงแรมและบ่ออนเซ็นให้พักแช่ตัวอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมธรรมชาติที่สวยงามทั้งช่วงฤดุใบไม้ร่วง ที่ต้นไม้ทั้งหุบเขาจะเปลี่ยนสีพร้อมกันอย่างงดงาม หรือในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน ก็จะมีดอกอาซาเลีย หรือดอกกุหลาบพันปีสีชมพูสดใสบานสะพรั่งไปทั่วหุบเขา

วิธีการหาบ้านพักแบบ Farm Stay ในญี่ปุ่น

สำหรับคนที่อยากลองสัมผัสชีวิตแบบคนญี่ปุ่นแท้ๆ มีวิธีการหลากหลายที่เราจะสามารถไปเข้าพักกับเจ้าของบ้านชาวญี่ปุ่นได้โดยตรง หนึ่งในนั้นก็คือการหาบ้านแบบ Farm Stay ที่นอกจากเราจะได้พักในบ้านของคนญี่ปุ่นแล้ว หลายแห่งก็ยังเป็นบ้านที่มีกิจการ การทำนา ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ เป็นของตัวเอง ให้เราได้สัมผัสแบบใกล้ชิดอีกด้วย เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่อยากใกล้ชิดญี่ปุ่นมากยิ่งกว่าเดิม โดยบริการที่สามารถให้เราตามหาบ้านพักแบบนั้นได้ก็อย่างเช่น Authentic Visit Japan หรือเว็บไซต์ Stay Japan เป็นต้น