All About Japan

ไปคิวชูก็ดูหิมะได้ รวมจุดชมหิมะบนเกาะคิวชู

| หิมะ , Kyushu
ไปคิวชูก็ดูหิมะได้ รวมจุดชมหิมะบนเกาะคิวชู

ภูมิภาคคิวชูเป็นภูมิภาคทางใต้สุดของญี่ปุ่น หลายคนเข้าใจว่าอาจไม่มีหิมะแน่ๆ แต่วันนี้เราจะมาเปลี่ยนความคิดนี้ พร้อมกับแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว 5 แห่งในภูมิภาคคิวชูที่มีโอกาสเจอกับหิมะสำหรับใครที่อยากไปคิวชูแต่ก็อยากเห็นหิมะ

1. หุบเขานิตะ (Nita Pass) จ.นางาซากิ

นิตะเป็นพื้นที่หุบเขาที่เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติอุนเซน (Unzen-Amakusa National Park) ตั้งอยู่ในเมืองอุนเซน จ.นางาซากิ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงจากความสวยงามในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นกระเช้าไปยังภูเขาเมียวเคนดาเกะที่ความสูง 1,333 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลเพื่อชมทัศนียภาพของต้นไม้ในหุบเขาที่เปลี่ยนสีสันพร้อมกันอย่างสวยงามจากมุมสูง

ที่นี่ในช่วงฤดูหนาวก็ยังเป็นช่วงเวลาพิเศษที่มีโอกาสสูงมากที่จะได้เจอกับหิมะตก และยังได้เจอกับปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งที่เกิดจากหมอก ไอน้ำ และน้ำค้างในยามเช้าที่จับตัวเป็นน้ำแข็งตามกิ่งไม้บนภูเขาจนดูคล้ายกับเป็นดอกไม้หิมะ นอกจากนี้กระเช้าลอยฟ้าที่นี่ก็ยังคงเปิดทำการในช่วงฤดูหนาว จึงสามารถแวะมาบรรยากาศของหุบเขานิตะที่กลายเป็นสีขาวโพลนจากมุมสูงได้อย่างสะดวกสบาย และยังมีเส้นทางเดินชมธรรมชาติบางเส้นทางที่ยังคงเปิดให้บริการในช่วงฤดูหนาว แต่จำเป็นต้องเตรียมอุปกรณ์พิเศษมาด้วย โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ช่วยกันลื่นเมื่อเจอหิมะ

เวลาเปิดปิด: 08.31-17.11 น. ในฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม (หมายเหตุ เวลาทำการข้างต้นเป็นเวลาทำการในช่วงเวลาปกติ)
ค่ากระเช้าลอยฟ้า: 1,260 เยน (ไปกลับ)
การเดินทาง: ขึ้นรถบัสจาก Nagasaki Prefectural Bus Terminal

2. กระเช้าลอยฟ้าเบปปุ (Beppu Ropeway) จ.โออิตะ

กระเช้าลอยฟ้าเบปปุเป็นจุดท่องเที่ยวชื่อดังที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเยือนทั้งสี่ฤดู เนื่องจากในแต่ละฤดูต่างก็มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิ หรือใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง นอกจากนี้ยังอยู่ไม่ไกลจากโซนน้ำพุร้อนอันมีชื่อเสียงซึ่งเป็นจุดขายหลักของเมืองเบปปุ

สำหรับใครที่มีโอกาสมาขึ้นกระเช้าลอยฟ้าเบปปุในช่วงฤดูหนาว ก็มีโอกาสที่จะได้พบกับหิมะที่ปกคลุมพื้นที่บนภูเขาสึรุมิ พร้อมกับปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งตามกิ่งไม้และยอดไม้ลักษณะเดียวกันกับที่นิตะพาส แต่จุดที่ทำให้ทัศนียภาพช่วงฤดูหนาวบนภูเขาแห่งนี้สวยงามเป็นพิเศษก็คือเสาโทริอิสีส้มขนาดใหญ่ที่มีความโดดเด่นท่ามกลางทุกอย่างที่ถูกหิมะปกคลุมจนกลายเป็นสีขาว สำหรับใครที่อยากเดินผ่านเสาโทริอิขึ้นไปบนยอดเขา แนะนำให้เตรียมรองเท้าที่กันลื่น หรือไม้เท้าสำหรับเดินเขามาสักนิด เนื่องจากตลอดทางขึ้นจะเป็นบันได ซึ่งมีโอกาสลื่นได้ง่ายเมื่อมีหิมะตกลงมา

เวลาเปิดปิด: 09.00-17.00 น. ในฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม (หมายเหตุ เวลาทำการข้างต้นเป็นเวลาทำการในช่วงเวลาปกติ)
ค่ากระเช้าลอยฟ้า: 1,600 เยน (ไปกลับ)
การเดินทาง: จากสถานี Beppu ต่อรถบัส Kamenoi bus หรือ Yufurin Express bus ไปลงที่ป้าย Beppu Ropeway Bus

(หมายเหตุ เวลาทำการข้างต้นเป็นเวลาทำการในช่วงเวลาปกติ)

3. ที่ราบสูงเอบิโนะ โคเกน (Ebino Highland) จ.มิยาซากิ

เอบิโนะ โคเกน เป็นที่รายสูงที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงถึง 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้เป็นจุดที่มีอากาศค่อนข้างเย็นสบายตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังห้อมล้อมไปด้วยภูเขาจำนวนมาก และเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสธรรมชาติอันสวยงาม ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการเช่ารถขับขึ้นมาบนภูเขา หรือจะเดินไปตามเส้นทางเดินชมธรรมชาติต่างๆ ก็ได้

โดยจุดที่น่าสนใจคือ ทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดถึง 3 แห่ง และด้วยภูมิประเทศซึ่งเป็นที่ราบสูงแบบนี้ ทำให้ในฤดูหนาวมีโอกาสที่จะได้เจอกับหิมะ โดยนอกจากจะได้เห็นภาพของยอดเขาต่างๆ กลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์แล้ว ก็ยังมีมุมสวยๆ ที่เป็นไฮไลท์อย่างทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟที่มีสีน้ำเงินเข้ม ตัดกับพื้นที่โดยรอบที่ถูกหิมะปกคลุมเป็นสีขาว หรือสำหรับใครที่แวะพักค้างคืนที่คิริชิม่าออนเซ็น (Kirishima Onsen) เมืองออนเซ็นที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ก็อาจจะได้แช่น้ำร้อนไปพร้อมๆ กับได้ชมหิมะที่โปรยปรายลงมาอีกด้วย

การเดินทาง: วิธีที่สะดวกที่สุดคือเช่ารถขับเท่านั้น โดยอาจเริ่มจากเมืองคาโกชิมะ โดยนั่งรถไฟชินคังเซนไปที่สถานที่คาโกชิมะชูโอ (Kagoshima-Chuo Station) ก่อนจะเช่ารถขับ

4. เมืองโคโคโนเอะ และภูเขาคูจู (Kokonoe Town, Mount Kuju) จ.โออิตะ

โคโคโนเอะถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความสวยงามและมีความหลากหลายทางภูมิประเทศอย่างมาก โดยมีทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำ ทุ่งหญ้า ภูเขา และแม่น้ำ บวกกับเป็นพื้นที่ที่มีเป็นส่วนหนึ่งของทั้งอุทยานแห่งชาติอาโซะ-คูจู ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

โดยทั่วไปแล้ว โคโคโนเอะจะมีชื่อเสียงในช่วงฤดูร้อนที่สามารถมาทำกิจกรรมกลางแจ้งได้หลากหลาย โดยเฉพาะการเดินป่า รวมถึงช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่มีความสวยงามอย่างมาก และมีจุดชมวิวที่เป็นไฮไลท์คือสะพานโคโกโนเอะยูเมะโอสึริฮาชิ สะพานแขวนที่สามารถเดินชมวิวมุมสูงของธรรมชาติรอบด้านได้อย่างงดงามและใกล้ชิด

นอกจากนี้ในช่วงฤดูหนาวก็ยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีโอกาสจะได้พบกับหิมะ อย่างเช่นที่ภูเขาคูจู (Mount Kuju) และความพิเศษไปกว่านั้นก็คือในบริเวณใกล้เคียงยังมีลานสกีคูจูฟอเรสต์ปาร์ค หนึ่งในลานสกีไม่กี่แห่งในภูมิภาคคิวชูที่สามารถสนุกกับกิจกรรมต่างๆ บนหิมะได้อย่างเต็มที่

ค่าเข้าชม: จุดชมวิวต่างๆ เข้าฟรี (แต่สะพานแขวนและลานสกีมีค่าเข้าชมเพิ่มเติม)
การเดินทาง: จากสถานี Bungo-Nakamura ต่อรถบัสท้องถิ่น

5. ภูเขาไฟอะโสะ (Mount Aso) จ.คุมาโมโตะ

แลนด์มาร์กทางธรรมชาติของภูมิภาคคิวชูที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องการเดินทางมาสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ และในบางโอกาสก็อาจจะได้พบกับควันสีขาวที่พวยพุ่งออกมาจากปากปล่องภูเขาเนื่องจากยังเป็นภูเขาไฟที่มีความคุกรุ่นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากความโดดเด่นของตัวภูเขาอะโสะแล้ว พื้นที่โดยรอบเองก็มีความสวยงามไม่แพ้กัน โดยเฉพาะทุ่งหญ้าคุซะเซนริที่มีทั้งบึงน้ำขนาดใหญ่ และมีทั้งวัวและม้าใช้ชีวิตกันอยู่

และยังเป็นที่รู้กันว่าทั้งตัวภูเขาไฟอะโสะและพื้นที่รอบๆ นั้นมักจะมีหิมะตกลงมาในช่วงฤดูหนาว ซึ่งทำให้ได้เห็นภาพของยอดเขาอะโสะและยอดเขาอีกหลายๆ แห่งในบริเวณเดียวกันถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวอย่างสวยงาม และสำหรับการชมหิมะบริเวณภูเขาอะโสะ วิธีที่สะดวกที่สุดและทำให้ได้เห็นวิวหลากหลายรูปแบบคือการเช่ารถขับไปตามถนนสายชมธรรมชาติที่ชื่อว่ามิลค์โร้ด (Milk Road) ที่พาดผ่านที่ราบสูงรอบภูเขาไฟ และสามารถมองเห็นทั้งวิวเมืองจากมุมสูง และวิวของภูเขาได้อย่างใกล้ชิด

เวลาเปิดปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าเข้าชม: ฟรี
การเดินทาง: วิธีที่สะดวกที่สุดคือเช่ารถขับ

ผู้เขียน: ชินพงศ์ มุ่งศิริ
เริ่มต้นทำงานเป็นช่างภาพอิสระหลังเรียนจบ เดินทางไปถ่ายภาพที่ประเทศญี่ปุ่นบ่อยครั้งจนครบทั้ง 4 ฤดูอันสวยงาม และเกือบครบทุกภูมิภาค มีผลงานภาพถ่ายตีพิมพ์ในไกด์บุ๊คระดับโลกอย่าง Lonely Planet ถึง 3 เล่ม คือ Discovery Japan, Japan และ Kyoto รวมถึงเว็บไซต์ท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง National Geographic Traveler UK, BBC Travel, Travel+Leisure, TIME และอีกมาก
นอกจากการถ่ายทอดความสวยงามของประเทศญี่ปุ่นผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันยังหันมาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทางตัวอักษรทั้งในฐานะนักเขียนและนักแปลควบคู่กันไปอีกด้วย