All About Japan

เที่ยวสถานที่ยอดฮิตแบบคนน้อยๆ หลังโควิดจบ

| ครั้งแรกในญี่ปุ่น
เที่ยวสถานที่ยอดฮิตแบบคนน้อยๆ หลังโควิดจบ

สถานการณ์ของโรคโควิด 19 คลี่คลายเมื่อไหร่ การเปิดรับนักท่องเที่ยวในช่วงแรกของญี่ปุ่นน่าจะเป็นแบบจำกัดจำนวนคนและจำกัดแค่บางประเทศ ทำให้เป็นโอกาสดีสำหรับใครที่จะมาเที่ยวญี่ปุ่นหลังจากที่สถานการณ์ ไทย-ญี่ปุ่น ปลอดภัยแล้ว เพราะจะได้สัมผัสบรรยากาศอีกมุมหนึ่งของที่เที่ยวดังแบบปลอดคน

1. อะซากุสะ (Asakusa)

หนึ่งในที่เที่ยวแรกของคนที่ไปญี่ปุ่นครั้งแรก วัดเก่าแก่ของโตเกียวซึ่งเรียกได้ว่าเป็นทั้งแลนด์มาร์กและจุดถ่ายรูปเช็คอินยอดนิยมอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะมุมใต้โคมแดงขนาดยักษ์บริเวณประตูทางเข้า ซึ่งหากเป็นช่วงเวลาปกติจะมีคนเดินผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าหรือเย็น จนยากที่จะได้ภาพโล่งๆ ที่ไม่มีคนอื่นเข้ามาในภาพ หรือกว่าจะเดินจากหน้าประตู ผ่านถนนสายช้อปปิ้ง เข้าไปจนถึงบริเวณหน้าตัววัด หลายคนคงเคยผ่านประสบการณ์ที่ต้องฝ่าคลื่นผู้คนจำนวนมากจนรู้สึกเบื่อ หรือแค่จะเลือกซื้อของที่ระลึกและของกินเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะต้องเสียเวลาต่อคิวยาว แต่บรรยากาศหลังจากการระบาดของโรคโควิด 19 จบลง ซึ่งมีทั้งการจำกัดประเทศที่เปิดรับนักท่องเที่ยว และจำนวนนักท่องเที่ยวที่น่าจะลดน้อยลงในช่วงแรก ทำให้น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับบรรยากาศของวัดอะซากุสะที่เงียบสงบ คนน้อย แบบที่เราอาจไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

ค่าเข้าชม: ฟรี
การเดินทาง: รถไฟใต้ดินสถานี Asakusa

2. ตลาดอะเมโยโกะ (Ameyoko Market)

หนึ่งในย่านการค้าสุดฮิตภายในย่านอุเอโนะที่มักจะเต็มไปด้วยทั้งคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวตั้งแต่เช้าจนค่ำ ถือเป็นศูนย์รวมสินค้าที่มีทั้งข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอาง ไปจนถึงขนม ของกิน ของฝาก และร้านอาหารหลากหลายชนิด และจุดเด่นสำคัญคือราคาที่ถูกกว่าตามห้างสรรพสินค้าและย่านอื่นๆ จึงทำให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่สามารถแวะมาที่เดียวแล้วอาจจะได้ครบทุกอย่างที่ต้องการ ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติ ด้วยบรรยากาศของตรอกซอยต่างๆ ภายในย่านนี้ที่ค่อนข้างแคบ บวกกับปริมาณคนมหาศาล บางครั้งจึงทำให้ยากต่อการแวะร้านต่างๆ หรือหาของตามที่ตัวเองต้องการ เพราะต้องเดินไหลไปตามคลื่นฝูงชนเรื่อยๆ ช่วงหลังจบโควิดใหม่ๆ จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้มาเดินช้อปปิ้งในตลาดแห่งนี้แบบคนน้อยๆ และยังถือเป็นการได้ช่วยเหลือร้านค้าต่างๆ ไปในตัวอีกด้วย

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: แตกต่างกันไปในแต่ละร้าน
การเดินทาง: สถานี Ueno

3. หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawago Village)

หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณในจ.กิฟุ ที่มีความเก่าแก่และทรงคุณค่าจนได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก และมีความสวยงามในทุกฤดูไม่ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่มีดอกซากุระบาน ฤดูร้อนที่มีการทำนาข้าวสีเขียวขจีไปทั่วทุกพื้นที่ ฤดูใบไม้ร่วงที่มองเห็นใบไม้เปลี่ยนสีทั่วทั้งหุบเขา และฤดูหนาวที่หมู่บ้านจะท่วมไปด้วยหิมะและมีการประดับไฟอย่างสวยงาม จนถือเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะแบบไปกับทัวร์หรือเที่ยวด้วยตัวเอง หากเป็นช่วงเวลาปกติ ไม่ว่าจะแวะไปเที่ยวช่วงไหนก็มักจะพบกับรถทัวร์หลายคันที่พานักท่องเที่ยวจำนวนมากแวะมาที่นี่ ยังไม่รวมนักท่องเที่ยวที่ขึ้นรถสาธารณะหรือเช่ารถขับที่ต่างก็แวะมาเยือนกันอย่างไม่ขาดสาย จนที่จอดรถเต็ม แต่บรรยากาศหลังจบโควิดคงเป็นภาพในอีกมุมหนึ่งที่เราจะได้เห็นหมู่บ้านแห่งนี้กลับมามีความสงบ และบ้านบางหลังที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถพักข้างคืนได้ ซึ่งที่ผ่านมามักจะถูกจองจนเต็มอย่างรวดเร็ว ก็อาจจะมีโอกาสจองได้ง่ายยิ่งขึ้น

ค่าเข้าชม: ฟรี
การเดินทาง: ขึ้นรถบัส Nohibus จากเมืองคานาซาว่าหรือโทยาม่า หรือเช่ารถขับด้วยตัวเอง

4. ย่านโดทงโบริ (Dotonbori)

ย่านกินดื่มสุดฮิตของโอซาก้าซึ่งมีแลนด์มาร์กสำคัญคือป้ายกูลิโกะที่ใครๆ ต่างก็ต้องไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเอาไว้สักครั้ง ใครที่เคยไปแล้วจะรู้ดีว่าไม่ว่าจะเป็นบริเวณสะพาน หรือทางเดินเลียบคลองด้านล่าง ต่างก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คนตั้งแต่เช้าจนถึงดึก เรียกว่าไม่มีโอกาสเลยที่เราจะได้ถ่ายรูปคู่กับป้ายกูลิโกะโล่งๆ นอกจากนั้นแล้วในย่านนี้ก็ยังมีร้านดังๆ อยู่อีกหลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านทาโกยากิ เกี๊ยวซ่า ไปจนถึงร้านอาหารและร้านขนมอีกมากมาย ซึ่งปกติแล้วแทบจะไม่มีร้านไหนเลยที่เราจะเดินไปซื้อได้ทันที อย่างน้อยๆ ต้องเสียเวลาต่อคิว และถ้าเป็นช่วงเวลาพีคๆ เช่นตั้งแต่ช่วงเย็นเป็นต้นไป ร้านหลายๆ ร้านนั้นมีคิวยาวจนทำให้บางคนต้องตัดใจไปเลย แต่ถ้ามีโอกาสได้กลับไปในช่วงหลังจบโควิดก็อาจได้เจอกับมุมถ่ายรูปโล่งๆ โดยไม่ต้องแย่งกับใคร และชิมของอร่อยจากหลายๆ ร้าน โดยไม่ต้องเบียดเสียดและเสียเวลาต่อคิวยาวๆ

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: แตกต่างกันไปในแต่ละร้าน
การเดินทาง: สถานี Namba หรือ Osaka Namba

5. สวนสนุกต่างๆในญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นมีสวนสนุกมากมาย หลายที่เป็นเป้าหมายหลักของคนไทย เช่นสวนสนุก USJ หรือ Universal Studio Japan ในโอซาก้า หรือสวนสนุกอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอย่าง Tokyo Disneyland หรือแม้แต่สวนสนุก Cosmoworld ในโยโกฮาม่า โดยแต่ละที่ต่างก็ขึ้นชื่อในเรื่องเครื่องเล่นเจ๋งๆ สนุกๆ มากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นที่รู้กันดีว่าหลายเครื่องเล่นนั้นใช้เวลาต่อคิวตั้งแต่หลักหลายสิบนาทีไปจนถึงหลักชั่วโมง เช่นเครื่องเล่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดใน USJ นั้นส่วนอาจจะต้องรอถึง 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย จนบางครั้งอาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าไม่คุ้มค่ากับการเสียค่าบัตรหลายพันบาทเข้ามา เพราะได้เล่นเครื่องเล่นไม่มากอย่างที่คิดก็หมดวันแล้ว แต่ช่วงหลังโควิดที่สวนสนุกกลับมาเปิดใหม่ๆ จะมีโอกาสที่หลายคนจะได้มาเล่นเครื่องเล่นต่างๆ โดยมีจำนวนคิวและระยะเวลาในการรอน้อยลง และทำให้มีเวลาเล่นเครื่องเล่นอื่นๆ ในสวนสนุกมากขึ้น

6. สวนนารา (Nara Park)

สวนสาธารณะหลักของเมืองนารา ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญๆ อย่างวัดโทไดจิและวัดโคฟุคุจิ แต่เสน่ห์สำคัญซึ่งเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนสวนแห่งนี้ก็คือเหล่ากวางที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ ในช่วงเวลาปกตินั้นสวนแห่งนี้จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่แวะมาถ่ายรูปและให้อาหารกวางเหล่านี้ รวมทั้งในช่วงที่มีโควิดระบาดเมื่อประมาณเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็มีการแชร์ภาพเหล่ากวางนาราที่พากันนอนหลับอยู่ภายในสวน โดยมีดอกซากุระที่กำลังผลิบานอย่างสวยงามอยู่เป็นฉากหลัง และไม่มีคนสักคนเดียวอยู่ในภาพ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน และทุกคนที่เห็นภาพนี้ต่างก็อยากมาสัมผัสบรรยากาศนี้ด้วยตาตัวเองสักครั้ง ถ้าหากโชคดีว่าการระบาดของโรคโควิด 19 สิ้นสุดลงก่อนช่วงซากุระบานหรือช่วงใบไม้เปลี่ยนสี เชื่อว่าใครที่มีโอกาสได้เดินทางมาเที่ยวสวนนาราเป็นกลุ่มแรกๆ ก็จะได้สัมผัสกับความสวยงาม และบรรยากาศที่เงียบสงบซึ่งไม่เคยมีมาก่อนแบบนี้ และอาจเป็นโอกาสที่เกิดขึ้นเท่านั้นเพียงครั้งเดียว

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: สวนสาธารณะเปิดทำการ 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: สถานี Nara หรือ Kintetsu Nara

7. บริเวณนิเน็นซากะ (Ninenzaka Area)

บริเวณนิเน็นซากะ คือที่ตั้งของวัดคิโยมิซุเดระ (หรือวัดน้ำใส) ถือเป็นวัดยอดนิยมอันดับต้นๆ ของเกียวโต โดยถ้าเป็นช่วงเวลาปกติ จากถนนจนถึงตัววัดจะมีคนเดินแน่นขนัดเกือบตลอดเวลา ทำให้การถ่ายภาพวิวเมืองเก่าสวยๆเป็นเรื่องค่อนข้างยากในช่วงเวลาปกติ

รอบบริเวณมีสภาปัตยกรรมเก่าแก่ ในฤดูใบไม้ผลิต้นซากุระที่อยู่รอบๆ ก็จะผลิดอกบานสะพรั่ง ในฤดูใบไม้ร่วงต้นเมเปิ้ลในบริเวณเดียวกันก็จะเปลี่ยนสีสัน ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติทั้งในและนอกวัดจะมีนักท่องเที่ยวแน่นขนัดจนแทบไม่มีที่ยืน แต่ถ้าหากได้กลับไปที่แห่งนี้ในช่วงหลังจบโควิดใหม่ๆ นอกจากจะมีโอกาสได้สัมผัสกับบรรยากาศอันเงียบสงบภายในบริเวณวัดแล้ว ยังถือเป็นโอกาสดีเพราะตัวอาคารหลักของวัดที่ใช้เวลาปิดบูรณะมาหลายปี ตอนนี้ได้บูรณะเสร็จสิ้นและพร้อมให้เข้าชมตามปกติแล้ว

เวลาเปิด-ปิด: แตกต่างกันไปในแต่ละร้านค้า
การเดินทาง: สถานี Kiyomizu-Gojo หรือป้ายรถเมล์ Kiyomizu-michi

8. ป่าไผ่อาราชิยาม่า (Arashiyama Bamboo Grove)

หนึ่งในแลนด์มาร์กประจำเมืองเกียวโต และเป็นจุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แม้ว่าเสน่ห์จริงๆ ของป่าไผ่แห่งนี้คือความเงียบสงบและความร่มรื่น แต่หลายคนคงรู้ดีว่าตลอดเส้นทางเดินในป่าไผ่แห่งนี้จะแน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยวจนแทบไม่เหลือความสงบใดๆ ให้สัมผัส การถ่ายรูปเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกแบบไม่มีคนอื่นเข้ามาอยู่ในภาพก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยเช่นกัน การมาเที่ยวที่ป่าไผ่แห่งนี้หลังจบโควิดใหม่ๆ จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะได้มาสัมผัสเสน่ห์ที่แท้จริงที่ซ่อนเอาไว้ และมีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่จะมีโอกาสนี้

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทำการ 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: สถานี Arashiyama หรือ Saga Arashiyama

9. หมู่บ้านน้ำใส โอชิโนะ ฮักไก (Oshino Hakkai)

หมู่บ้านน้ำใส โอชิโนะ ฮักไก เป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวยอดฮิตบริเวณทะเลสาบทั้งห้ารอบภูเขาไฟฟูจิ มีลักษณะเป็นหมู่บ้านสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จำนวน 8 บ่ออยู่ภายในหมู่บ้าน และมีวิวภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง ด้วยบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ และชื่อเสียงของความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำจากบ่อทั้งแปด ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้เป็นจุดที่มักจะมีนักท่องเที่ยวแวะมาเยือนจนแน่นขนัด บวกกับพื้นที่ของหมู่บ้านที่ไม่ได้มีขนาดกว้างใหญ่มากนัก ในช่วงเวลาปกติจึงมีสภาพที่ค่อนข้างแออัด แม้ในความเป็นจริงจะถือเป็นจุดที่สามารถชมวิวและถ่ายภาพภูเขาไฟฟูจิได้อย่างสวยงาม แต่ก็ทำได้อย่างลำบากด้วยข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่และปริมาณนักท่องเที่ยว หมู่บ้านแห่งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ควรหาโอกาสแวะไปหลังสิ้นสุดการระบาดของโรคโควิด 19 เพื่อไปสัมผัสบรรยากาศอันเงียบสงบของหมู่บ้าน และถ่ายรูปสวยๆ ของอาคารเก่าแก่โดยมีภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลังแบบไม่มีผู้คนรบกวนอยู่ในภาพ

ค่าเข้าชม: 300 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 09.00 – 17.00 น. (หมายเหตุ เวลาทำการข้างต้นเป็นเวลาทำการในช่วงเวลาปกติ)
การเดินทาง: ป้ายรถเมล์ Oshino Iriguchi

ผู้เขียน: ชินพงศ์ มุ่งศิริ
เริ่มต้นทำงานเป็นช่างภาพอิสระหลังเรียนจบ เดินทางไปถ่ายภาพที่ประเทศญี่ปุ่นบ่อยครั้งจนครบทั้ง 4 ฤดูอันสวยงาม และเกือบครบทุกภูมิภาค มีผลงานภาพถ่ายตีพิมพ์ในไกด์บุ๊คระดับโลกอย่าง Lonely Planet ถึง 3 เล่ม คือ Discovery Japan, Japan และ Kyoto รวมถึงเว็บไซต์ท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง National Geographic Traveler UK, BBC Travel, Travel+Leisure, TIME และอีกมาก
นอกจากการถ่ายทอดความสวยงามของประเทศญี่ปุ่นผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันยังหันมาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทางตัวอักษรทั้งในฐานะนักเขียนและนักแปลควบคู่กันไปอีกด้วย