All About Japan

รวมที่เที่ยววิวสวยลับๆ ในภูมิภาคคันไซ

| Kansai

ภูมิภาคคันไซเป็นภูมิภาคที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนเป็นอันดับต้นๆ เพราะมีเมืองสำคัญอย่างโอซาก้าและเกียวโต แต่นอกจากที่เที่ยวชื่อดังหลายแห่งที่เรารู้จักกันดีแล้ว ในภูมิภาคนี้ก็ยังมีที่เที่ยวอีกมากที่มีวิวสวยๆ และยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง วันนี้เราจึงมาแนะนำ 10 ที่เที่ยวลับๆ ที่มีวิวสุดสวย ทั้งทุ่งดอกไม้ ไร่ชา นาขั้นบันได ไปจนถึงทางรถไฟร้าง!

1. ปราสาททาเคดะ (Takeda Castle)

จ. เฮียวโงะ (Hyogo) อาจจะมีปราสาทที่มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามอย่างปราสาทฮิเมจิ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีปราสาทอีกหนึ่งแห่งที่แม้ในปัจจุบันตัวอาคารทั้งหมดของปราสาทแห่งนี้ได้พังทลายไปหมดแล้ว แต่ก็ยังคงมีนักท่องเที่ยวแวะไปเยือนอยู่เสมอ ปราสาทที่ว่านี้ก็คือปราสาททาเคดะ ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยโอตะงะกิ มิตสึคาเกะ (Ohtagaki Mitsukage) ขุนศึกแห่งตระกูลโอตะงะกิ แต่ตัวปราสาทได้ถูกทิ้งร้างตั้งแต่ปี 1577 จากความพ่ายแพ้ในสงคราม โดยสิ่งที่น่าสนใจของปราสาททาเคดะนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวปราสาทโดยตรง แต่เป็นตำแหน่งของปราสาทซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ในเช้าที่มีหมอกหนา ก็จะมองเห็นภาพคล้ายกับฐานปราสาททาเคดะกำลังลอยอยู่เหนือหมู่เมฆบนท้องฟ้า จนเป็นที่มาของฉายาที่เรียกกันว่า “ปราสาทลอยฟ้า” ในปัจจุบัน

จุดที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว มีทั้งการขึ้นไปที่ฐานปราสาททาเคดะบนยอดเขาโดยตรง แม้จะไม่เหลือตัวปราสาทอยู่แล้ว แต่ด้านบนก็ถือเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของเมืองและแนวภูเขาที่โอบล้อมอยู่รอบด้าน กับอีกจุดหนึ่งคือการขึ้นไปยังจุดชมวิวที่ชื่อว่า “ริทสึอุนเคียว” (Ritsuunkyo) ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาตรงข้ามกับปราสาททาเคดะ จุดชมวิวนี้คือจุดชมวิวหลักที่สามารถมองเห็นภาพของปราสาทลอยฟ้าในเช้าวันที่มีหมอกจำนวนมาก ซึ่งช่วงเวลาที่มีโอกาสพบหมอกเยอะที่สุดในบริเวณนี้ก็คือในฤดูใบไม้ร่วง

ค่าเข้าชม: 500 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 09.00 -16:00
การเดินทาง: สถานีรถไฟ Takeda Station

2. กระเช้าลอยฟ้าทะเลสาบบิวาโกะ (Biwako Valley Ropeway)

ทะเลสาบบิวาโกะ (Lake Biwako) นั้นเป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และเป็นแหล่งผลิตน้ำจืดสำคัญของเมืองโดยรอบ สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว จุดที่ถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญในการไปเยือนทะเลสาบบิวาโกะ ก็คือกระเช้าลอยฟ้าเพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิวที่ชื่อว่า “บิวาโกะวัลเลย์” (Biwako Valley) จากจุดชมวิวแห่งนี้ นอกจากจะมองเห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบบิวาโกะที่สวยงามจากมุมสูงแล้ว ยังเป็นจุดที่สามารถสัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติได้ทุกฤดูกาล เพราะพื้นที่ด้านบนนั้นมีทั้งแนวต้นซากุระที่เรียงรายอยู่สองฝั่งถนนขึ้นมาบนภูเขา ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็สามารถมองเห็นต้นไม้บนภูเขารอบด้านเปลี่ยนสีสัน และที่สำคัญก็คือในช่วงฤดูหนาว พื้นที่ของบิวากวัลเลย์ถือเป็นหนึ่งในมีกี่จุดในภูมิภาคคันไซที่มีหิมะตกหนักจนสามารถเปิดเป็นลานสกีให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถสนุกกับหิมะได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเดินทางขึ้นไปทางตอนเหนือของญี่ปุ่น

ค่ากระเช้า: 3,000 เยน ไปกลับ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 09.30 -17:00
การเดินทาง: สถานีรถไฟ Shiga Station

3. นาขั้นบันไดมารุยามะ เซนไมดะ (Maruyama Senmaida Rice Terrace)

นาขั้นบันไดมารุยามะ เซนไมดะ ตั้งอยู่ในเมืองคุมาโนะ จ.มิเอะ (Kumano, Mie) ซึ่งเป็นพื้นที่การทำนาไม่กี่แห่งของญี่ปุ่นในปัจจุบันที่ยังคงมีการทำนาในลักษณะขั้นบันไดซึ่งสืบทอดมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ยุคเอโดะ โดยในปัจจุบันมีจำนวนผืนนามากกว่า 1,340 ผืน จนสามารถมองเห็นแนวของทุ่งนาตามเนินเขาที่เรียงรายยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสวิวของนาขั้นบันไดสวยๆ สามารถเลือกมาได้ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงที่ต้นข้าวเริ่มโตเต็มที่และได้เจอกับภาพทุ่งนาสีเขียวขจี หรือเลือกมาในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมหากต้องการสัมผัสบรรยากาศของทุ่งนาสีทองจากต้นข้าวที่ออกรวงพร้อมกันทั้งหุบเขา

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: ไม่เสียค่าเข้าชม
การเดินทาง: สถานีรถไฟ Kumanoshi Station จากนั้นต่อรถบัสไปลงป้าย Senmaida

4. หุบเขาโอสุงิดานิ (Osugidani Gorge)

หุบเขาโอสุงิดานิเป็นหนึ่งในสามหุบเขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในจ. มิเอะ (Mie) และยังถือเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกชุกมากเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาคคันไซ จึงทำให้พื้นที่ธรรมชาติภายในหุบเขามีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง และเพิ่งมีการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเขาเส้นทางหลักอีกครั้งในปี 2014 หลังจากที่เกิดความเสียหายจากดินถล่ม ภูมิประเทศโดยรวมของหุบเขาโอสุงิดานิมีหน้าผาจำนวนมาก และมีแม่น้ำมิยะซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักไหลผ่าน ทำให้ในหลายจุดเกิดเป็นน้ำตกทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ และมีน้ำตกที่เป็นไฮไลท์คือน้ำตกมูโซฮิโระ (Musohiro Falls) ซึ่งมีความสูง 90 เมตร นอกจากนี้บรรยากาศในบางจุดก็เป็นป่าที่มีความเขียวชอุ่มจากมอสที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ และยังมีเส้นทางเดินป่าหลากหลายรูปแบบให้เลือกซึ่งใช้เวลาเดินทางตั้งแต่ 4-10 ชั่วโมง

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: สถานี Matsusaka Station จากนั้นต่อรถบัสไปลงป้าย Osugidani

5. หุบเขาโดโรเคียว (Dorokyo Gorge)

หุบเขาโดโรเคียวตั้งอยู่ในเมืองคุมาโนะกาวะ จ. วากายาม่า (Kumanogawa, Wakayama) ถือเป็นแหล่งธรรมชาติที่มีภูมิประเทศสวยงามจากหุบเขาและแม่น้ำสีเขียวมรกตที่ไหลผ่าน และมีกิจกรรมที่เป็นไฮไลท์คือการนั่งเรือด่วนที่มีชื่อว่า Dorokyo Water Jet เพื่อชมความงามของบรรยากาศในหุบเขา โดยใช้เวลาในการเดินเรือเที่ยวละ 1 ชั่วโมง ซึ่งช่วงเวลาที่หุบเขาโดโรเคียวมีความสวยงามมากที่สุดก็คือช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งจะได้สัมผัสกับภาพต้นไม้ทั้งหมดในหุบเขาที่เปลี่ยนสีสันพร้อมกันอย่างสวยงาม นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงกับหุบเขาแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของคาวายุอนเซ็น (Kawayu Onsen) หนึ่งในแหล่งอนเซ็นที่มีชื่อเสียงของวากายาม่าอีกด้วย

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: สถานี Shingu Station ต่อรถบัสไปลงป้าย Shiko

6. อ่าวอะโก (Ago Bay)

อ่าวอะโกตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรชิมะ (Shima Peninsula) ในเมืองอิเสะชิมะ (Ise Shima) จังหวัดมิเอะ (Mie) จากจุดชมวิวโยโกยามะซึ่งเป็นจุดชมวิวมุมสูงของอ่าวแห่งนี้จะมองเห็นภาพของเกาะขนาดน้อยใหญ่ที่กระจายตัวอยู่ในบริเวณอ่าว และจะมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงพระอาทิตย์ตก นอกจากการชมวิวจากจุดชมวิวแล้ว ในบริเวณใกล้เคียงก็ยังมีบริการล่องเรือชมวิว ซึ่งมีไฮไลท์อยู่ที่การใช้เรือโจรสลัดลำใหญ่ล่องไปตามเกาะต่างๆ ภายในอ่าวอะโก นอกจากนี้พื้นที่ของอ่าวแห่งนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่องการเพาะเลี้ยงหอยมุกเพื่อผลิตไข่มุก ซึ่งมีการเพาะเลี้ยงสืบต่อกันมาตั้งแต่ปี 1893 หรือร้อยกว่าปีมาแล้ว

ค่าเข้าชม: ฟรี (ค่าล่องเรือ 1,600 เยน)
เวลาเปิดปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ล่องเรือตั้งแต่ 09.30 – 16.30 น.)
การเดินทาง: สถานี Kashikojima Station

7. ไร่ชาวาซุกะ (Wazuka Tea Farm)

เมืองวาซุกะในจ. เกียวโต (Wazuka, Kyoto) เป็นเมืองหลักในการผลิตชาชั้นเลิศซึ่งมีประวัติศาสตร์ในการปลูกชามามากกว่า 800 ปี และในปัจจุบันมีการผลิตชาออกมาหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นก็คือชาเขียวอุจิ (Uji Tea) ชาเขียวขึ้นชื่อของเมืองเกียวโต โดยลักษณะภูมิประเทศของเมืองวาซุกะเป็นเมืองชนบทเล็กๆ ที่ล้อมรอบไปด้วยหุบเขา และมีเนินสูงต่ำกระจายตัวอยู่รอบๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนถูกปรับพื้นที่ให้เป็นไร่ชา ทำให้นอกจากจะเห็นแนวไร่ชาที่ปลูกเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบแล้ว ยังมีความสวยงามจากเส้นโค้งสูงต่ำไปตามแนวของภูเขา และแน่นอนว่าภายในเมืองนั้นมีทั้งคาเฟ่และร้านชามากมายที่นำชาซึ่งผลิตจากในเมืองนี้มาให้ชิมกัน นอกจากนี้เมืองวาซุกะยังมีการจัดงานประจำที่ชื่อว่าเทศกาลชาเกนเคียวมัทสึริ (Chagenkyo Matsuri) ซึ่งเป็นเทศกาลที่คนรักชาไม่ควรพลาด เพราะเป็นโอกาสที่จะได้ลิ้มรสชาพื้นเมืองกว่าร้อยชนิดที่ชาวเมืองเป็นผู้ผลิตด้วยความภาคภูมิใจ

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิดปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: สถานี Kamo Station จากนั้นต่อรถบัสสาย 66 ไปลงป้าย Wazuka-san no Ie

8. สะพานอะคาชิไคเคียว (Akashi Kaikyo Bridge)

สะพานอะคาชิไคเคียวเป็นสะพานแขวนที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองโกเบกับเกาะอาวาจิ มีความยาวทั้งหมดเกือบ 4 กิโลเมตร ซึ่งในปัจจุบันถือเป็นสะพานแขวนที่มีความยาวมากที่สุดในโลก โดยสะพานแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ถนนสำหรับให้รถสัญจรข้ามไปมาเท่านั้น แต่ยังมีจุดที่น่าสนใจมากมาย เช่น ศูนย์นิทรรศการสะพานอะคาชิไคเคียว (Bridge Exhibition Center) ที่จัดแสดงข้อมูลการสร้างสะพานแห่งนี้ รวมถึงข้อมูลสะพานแขวนทั่วโลก รวมถึงจุดที่เป็นไฮไลท์คือ จุดชมวิวไมโกะมารีนพรอมเมอเนด (Maiko Marine Promenade) ซึ่งมีลักษณะเป็นอุโมงค์กระจกใสใต้สะพาน เมื่อเดินเข้าไปก็จะเห็นทั้งพื้นน้ำทะเลเบื้องล่าง รวมถึงวิวสวยๆ สองฝั่ง นอกจากนี้บริเวณทางเดินเลียบชายฝั่งบริเวณตีนสะพานก็ยังเป็นทั้งจุดชมวิวและจุดถ่ายรูปสะพานที่มีทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเมืองแวะมาผ่อนคลายและทำกิจกรรมต่างๆ อยู่เสมอ

ค่าเข้าชม: ฟรี (จุดชมวิวไมโกะมารีนพรอมเมอเนดมีค่าเข้าชม 250 เยน)
เวลาเปิดปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง (จุดชมวิวไมโกะมารีนพรอมเมอเนด 09.00 – 18.00 น.)
การเดินทาง: สถานี Maiko Station

9. สวนดอกไม้อาวาจิ ฮานะซาจิกิ (Awaji Hanasajiki)

ต่อจากสะพานอะคาชิไคเคียวที่ได้แนะนำไป เมื่อข้ามสะพานไปถึงเกาะอะวาจิแล้ว บนเกาะแห่งนี้ก็มีสถานที่สวยๆ ที่ไม่ควรพลาดก็คือสวนดอกไม้อาวาจิ ฮานะซาจิกิ ซึ่งเป็นสวนดอกไม้ที่มีการปลูกดอกไม้สวยๆ หลากหลายสายพันธุ์ตลอดทั้งปี และด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่บนเนินสูง ทำให้สามารถมองเห็นผืนน้ำทะเลไปพร้อมๆ กันอีกด้วย ดอกไม้ที่เป็นไฮไลท์ของสวนแห่งนี้มีทั้งดอกคาโนร่าที่ปลูกในฤดูใบไม้ผลิ ดอกทานตะวันในฤดูร้อน ดอกคอสมอสในฤดูใบไม้ร่วง และดอกแพนซี่ในฤดูหนาว นอกจากนี้บนเกาะอาวาจิยังมีพื้นที่เพาะปลูกดอกไม้สวยๆ อยู่อีกหลายแห่ง เช่น อาวาจิฟลาวเวอร์แกลอรี่ (Awaji Flower Gallery) สวนสาธารณะแห่งชาติอาคาชิไคเคียวแห่งอาวาจิชิมะ (Akashi Kaikyo National Government Park) และอาวะจิ ฟาร์ม พาร์ค เดอะ ฮิลค์ อิงค์แลนด์” (Awaji Farm Park The Hill of England)

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิดปิด: 09.00 – 17.00 น.
การเดินทาง: สถานี Maiko Station จากนั้นต่อรถบัสมาลงที่ Higashiura Bus Terminal และต่อรถแท็กซี่

10. ทางรถไฟร้างทาเคดาโอะ (Takedao Railway)

สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่ที่ทั้งแปลกใหม่และมีความสวยงาม ทางรถไฟร้างทาเคดาโอะอาจจะเป็นหนึ่งในสถานที่ๆตอบโจทย์มากที่สุด โดยในอดีตนั้นทางรถไฟสายนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมระหว่างสถานีนามาเซะและสถานีทาเคดาโอะในจังหวัดเฮียวโกะ (Hyogo) และถูกทิ้งร้างไปเพราะมีการสร้างสายรถไฟใหม่ขึ้น โดยในภายหลังก็มีการพัฒนาเส้นทางสายนี้ให้เป็นเส้นทางเดินชมธรรมชาติความยาวประมาณ 7 กิโลเมตรแทน ซึ่งจุดเด่นของเส้นทางรถไฟร้างสายนี้คือเส้นทางที่ทอดยาวเลียบแนวแม่น้ำและภูเขา และยังมีสะพานรถไฟรวมถึงอุโมงค์รถไฟขนาดใหญ่อยู่ด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้การเดินไปตามทางรถไฟเก่านั้นจะได้พบทั้งวิวสวยๆ ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และจุดถ่ายรูปเก๋ๆ บริเวณปากอุโมงค์และสะพานเหล็กสีแดง และไม่ต้องกังวลว่าบรรยากาศระหว่างเส้นทางจะมีอันตรายหรือน่ากลัว เพราะมีเรียวกังหลายแห่งตั้งอยู่ และยังเปิดให้บริการแช่อนเซ็นสำหรับคนทั่วไปในช่วงกลางวันอีกด้วย (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิดปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: สถานี Namaze station

ผู้เขียน: ชินพงศ์ มุ่งศิริ
เริ่มต้นทำงานเป็นช่างภาพอิสระหลังเรียนจบ เดินทางไปถ่ายภาพที่ประเทศญี่ปุ่นบ่อยครั้งจนครบทั้ง 4 ฤดูอันสวยงาม และเกือบครบทุกภูมิภาค มีผลงานภาพถ่ายตีพิมพ์ในไกด์บุ๊คระดับโลกอย่าง Lonely Planet ถึง 3 เล่ม คือ Discovery Japan, Japan และ Kyoto รวมถึงเว็บไซต์ท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง National Geographic Traveler UK, BBC Travel, Travel+Leisure, TIME และอีกมาก
นอกจากการถ่ายทอดความสวยงามของประเทศญี่ปุ่นผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันยังหันมาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทางตัวอักษรทั้งในฐานะนักเขียนและนักแปลควบคู่กันไปอีกด้วย