All About Japan

เที่ยวเมืองนารากับแชทบอท AI

| เทคโนโลยี , PR
เที่ยวเมืองนารากับแชทบอท AI

เที่ยวเมืองนารากับแชทบอทAI ไม่ว่าจากโอซาก้าหรือเกียวโตก็เดินทางสะดวก!

เมื่อพูดถึงเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นแล้ว คนส่วนใหญ่คงนึกถึงมหานครอย่างโตเกียว แดนสวรรค์ของนักกินนักดื่มอย่างโอซาก้า หรือเมืองยอดนิยมตลอดกาลอย่างเกียวโต แต่ว่าห่างจากโอซาก้าหรือเกียวโตออกไปแค่ 1 ชั่วโมง คุณจะพบกับเมืองนารา อดีตเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าและประวัติศาสตร์อันยาวนานไม่แพ้เกียวโต หากคุณดั้นด้นมาจนถึงญี่ปุ่นแล้ว จะเสียเที่ยวเปล่าๆ ถ้ามาไม่ถึงเมืองนี้ บทความนี้จะแนะนำเส้นทางการท่องเที่ยวที่เน้นการเที่ยวชมวัดโบราณในเมืองนาราเป็นพิเศษ โดยมีบริการแชทบอทแสนสะดวกสบายเป็นผู้นำทาง!

เที่ยวเมืองนาราแบบสบายหายห่วงกับแชทบอท Repl-Ai

แชทบอทนี้ใช้งานง่ายมาก ทั้งยังสามารถปรับคำแนะนำให้เหมาะและถูกใจนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คู่รัก นักผจญภัย หรือผู้ที่หลงใหลประวัติศาสตร์ ก็ลองใช้เครื่องมือนี้ได้!

เช่นเดียวกับเกียวโต นาราก็เคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น บรรยากาศของความเก่าแก่กว่า 1,500 ปียังอบอวนไปทั่วสถานที่แห่งนี้จวบจนถึงปัจจุบัน คราวนี้เราเลยขอเส้นทางเที่ยวแบบประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักนักในจังหวัดนารา ปรากฏว่าทริปนี้ออกมาสนุกกว่าที่เราคาดไว้เสียอีก!

แชทบอท “Repl-Ai” ใช้ยังไง

ก่อนอื่นเลย ให้เข้าเพจ NaraExperience.com ใน Facebook คุณจะพบกับแชทบอท “Repl-Ai” และสามารถขอเส้นทางท่องเที่ยวในเมืองนาราที่ตรงตามความชอบของคุณได้จากเพจนี้! โดยการใช้งานนั้นง่ายสุดๆ แค่ตอบคำถามที่ปรากฏบนหน้าจอ เท่านี้คุณก็จะได้เส้นทางการท่องเที่ยวที่รับรองว่าจะต้องถูกใจ

สำหรับทริปของเรานั้น แชทบอทให้เส้นทางมาดังนี้ สถานีคินเท็ตสึนารา → วัดฮาเซเดระ → วัดมุโรจิ → สถานีคินเท็ตสึนารา

วัดฮาเซเดระ

เราออกจากสถานีคินเท็ตสึนาราแล้วมุ่งหน้าไปยังสถานีฮาเซเดระ ระหว่างทางก็เปลี่ยนรถไฟไปหนึ่งขบวน พอออกมาจากสถานี เดินประมาณ 15 นาทีก็มาถึงวัดฮาเซเดระ

วัดฮาเซเดระ มีชื่อทางการว่า บูซานคางุระอินฮาเซเดระ เป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์ราวๆ 1,300 ปี! และตามธรรมเนียม เราเริ่มการเข้าชมวัดด้วยการประกอบพิธีกรรมล้างมือที่ซุ้มเทมิซึยะ

เมื่อคุณเดินผ่านประตูนิโอมงแล้ว คุณจะพบกับบันไดโนโบริโระ ทางบันไดมุงหลังคาความยาว 399 ขั้นที่พาไปสู่ฮอนโดะ (ศาลาใหญ่) คุณจะสัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของวัดแห่งนี้ในทุกย่างก้าว

เราชอบดูดอกโบตั๋นที่ปลูกเป็นแนวยาวตลอดทาง ซึ่งจะเริ่มผลิบานให้ยลโฉมในช่วงต้นเดือนเมษายนจนถึงพฤษภาคมของทุกปี นอกจากนี้ยังมีดอกซากุระให้ชมราวกลางเดือนเมษายน และดอกอะจิไซ (ไฮเดรนเยีย) ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนจนถึงต้นเดือนกรกฎาคม คุณจึงสามารถชมดอกไม้สวยๆ ได้แทบจะตลอดทั้งปี ด้วยเหตุนี้เองวัดแห่งนี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ฮานะโนะมิเทระ” (วัดดอกไม้)

ศาลาฮอนโดะถูกสร้างขึ้นในปี 1650 และถูกกำหนดให้เป็นสมบัติของชาติอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นขนาดใหญ่ที่ศาลาเขียนว่า “ไดฮิคาคุ” (大悲閣) คำว่า “ไดฮิ” เป็นชื่อหนึ่งของพระคันนงหรือเจ้าแม่กวนอิม (พระโพธิสัตว์แห่งมหากรุณาในศาสนาพุทธ) และยังหมายถึงความเมตตากรุณาที่พระคันนงทรงมีต่อมนุษย์ ส่วนคำว่า “ไดฮิคาคุ” หมายถึง “สถานที่ประดิษฐานของพระคันนง”
แน่นอนว่าในวัดฮาเซเดระมีรูปปั้นพระคันนงประดิษฐานอยู่จริง แต่จะเปิดให้เข้าชมในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น

ศาลาฮอนโดะตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ก่อสร้างในแบบ “คาเคซึคุริ” ที่เป็นเอกลักษณ์ มีเสาค้ำทำจากเคยาคิ (ต้นเซลโคว่าญี่ปุ่น) ฝีมือความชำนาญที่ใช้ในการรังสรรค์สิ่งปลูกสร้างที่ตั้งตระหง่านมายาวนานกว่า 400 ปีนี้ดูแล้วน่าประทับใจมาก!
เรารู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับกาลเวลาที่ดำเนินผ่านไปอย่างไม่ขาดสายระหว่างที่ทอดสายตาผ่านทิวทัศน์ที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงจากอดีตเมื่อครั้งอารามแห่งนี้ยังเพิ่งสร้างไม่มากก็น้อย และหากมองไปทางขวา เราก็จะเห็นวิวอันงดงามของเจดีย์ 5 ชั้น

ชมรูปปั้นพระคันนงที่เปิดให้เข้าชมในช่วงเวลาพิเศษเท่านั้น!

อย่างที่กล่าวไปแล้ว พระคันนงที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดฮาเซเดระ สามารถเข้าชมได้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วงของปีเท่านั้น หากต้องการเข้าชมพระคันนง ก่อนอื่นคุณจะต้องไปหยุดที่ประตูทางเข้าแล้วใช้ซึโกะ (แป้งชำระล้าง) ทามือทั้งสองข้างเพื่อเป็นการชะล้างร่างกายและวิญญาณให้บริสุทธิ์ หลังจากนั้นเมื่อคุณใช้เชือก 5 สี (สัญลักษณ์ของการเชื่อมสัมพันธ์กับพระคันนง) พันรอบข้อมือซ้ายเรียบร้อยแล้ว คุณก็จะสามารถเข้าสู่บริเวณที่ปกติมักจะไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้

*รูปถ่ายเหล่านี้ได้รับการอนุญาตเป็นพิเศษจากวัดฮาเซเดระแล้ว ทางวัดมีข้อห้ามมิให้ผู้เข้าชมวัดทำการบันทึกภาพอย่างเด็ดขาด

รูปปั้นพระคันนงมีความสูงกว่า 10 เมตร ตั้งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อยในโถงที่มีเพียงแสงไฟสลัวของศาลาฮอนโดะ เมื่อเราเงยหน้ามองรูปปั้น เรารู้สึกทึ่งไปกับขนาดและกลิ่นอายที่น่าเกรงขามของพระพุทธรูป
รูปปั้นพระคันนงของฮาเซเดระ มีอีกชื่อหนึ่งว่า “จูอิจิเมง คังเซออน โบซัทสึ” (พระคันนง 11 พักตร์) อันมาจากจำนวนพระพักตร์ทั้ง 10 พักตร์ที่งอกเพิ่มจากพระพักตร์หลักของพระพุทธรูป ทำให้สายตาของพระพุทธรูปสามารถสอดส่องได้ทุกทิศทางในคราวเดียว นอกจากนี้แต่ละพักตร์จะแสดงอารมณ์ของมนุษย์แต่ละด้านออกมา ทั้งยังถือชาคุโจ (ไม้เท้า) ที่ปกติแล้วจะเป็นของพระโอจิโซ (พระโพธิสัตว์ที่คุ้มครองเด็กเล็ก นักเดินทาง และโลกบาดาล)

คุณสามารถสัมผัสพระบาทของรูปปั้นพระคันนงขณะอธิษฐานได้จากตรงนี้เลย!
ถ้าคุณตั้งใจมองไปที่พระบาทของรูปปั้น คุณจะเห็นร่องรอยบากมากมาย กล่าวกันว่า ร่องรอยเหล่านี้แสดงว่าพระคันนงทรงตอบรับคำอธิษฐานของผู้ที่เดินทางมายังวัดแห่งนี้อย่างไม่ลดละมา 1,300 ปีแล้ว

นอกเหนือจากพระคันนงแล้ว อย่าพลาดชมไม้แกะสลักมันดาลาและพระพุทธรูปเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ภายในวัดเช่นกัน

ตอนที่เรามาถึง ต้นบ๊วยสีแดงและสีขาวกำลังบานสะพรั่ง จึงเข้าใจได้ว่าทำไมฮาเซเดระถึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าวัดดอกไม้

ยามที่เราออกจากวัด เรารู้เลยว่าเราจะเก็บเอาความทรงจำของทางบันไดมุงหลังคา รูปปั้นพระคันนง เจดีย์ 5 ชั้น และอีกมากมายไว้กับเราตลอดกาล

ชื่อ: วัดฮาเซเดระ
เวลาทำการ: (เม.ย. - ก.ย.) 8:30 น. – 17:00 น., (ต.ค. - พ.ย., มี.ค.) 9:00 น. - 17:00 น., (ธ.ค. - ก.พ.) 9:00 น. - 16:30 น.
*ขยายเวลาเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลดอกโบตั๋นและกิจกรรมพิเศษอื่นๆ
วันหยุด: ไม่มี
ค่าเข้าชม: 500 เยน/ผู้ใหญ่ (ตั้งแต่มัธยมต้นขึ้นไป), 250 เยน/นักเรียนประถม
ที่อยู่: 731-1 Hase, Sakurai-shi, Nara (奈良県桜井市初瀬731-1)
การเดินทาง: เดิน 15 นาทีจากสถานีฮาเซเดระของรถไฟคินเท็ตสึสายโอซาก้า
ช่วงที่เปิดให้เข้าชมพระคันนง (2019): ฤดูใบไม้ผลิ: 1 มี.ค. – 30 มิ.ย., ฤดูใบไม้ร่วง: 12 ต.ค. – 1 ธ.ค.
เวลาที่เปิดให้เข้าชม: (มี.ค.) 9:30 น. - 16:00 น., (เม.ย. - มิ.ย.) 9:00 น. - 16:00 น.
ค่าเข้าชม: 1,000 เยน (ไม่รวมค่าเข้าชมวัด 500 เยน), 1,300 เยน (รวมค่าเข้าชมวัด 500 เยน)

โฮมเพจทางการ:
http://www.hasedera.or.jp/ (ภาษาญี่ปุ่น)
http://www.hasedera.or.jp/free/?id=345 (ภาษาอังกฤษ)

วัดมุโรจิ

เที่ยววัดฮาเซเดระเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาขึ้นรถไฟและต่อรถโดยสารไปยังวัดมุโรจิที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา ทันทีที่คุณข้ามสะพานสีแดงที่มีชื่อว่า “ไทโกะบาชิ” เรียบร้อยคุณก็จะได้เข้าสู่เขตแดนของวัดแล้ว เราโล่งอกที่ได้รู้ว่าที่นี่มีสัญญาณ Wi-Fi ฟรีครอบคลุมทุกบริเวณแม้ว่าวัดนี้จะอยู่ลึกเข้ามาในหุบเขาก็ตาม

ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงจะมีรถโดยสารไป-กลับวัดฮาเซเดระและวัดมุโรจิไว้ให้บริการโดยเฉพาะ

วัดมุโรจิคือหนึ่งในอัญมณีเม็ดงามที่ซุกซ่อนอยู่ในเมืองนารา กล่าวกันว่าวัดแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในช่วงปลายยุคนาระ (770 – 780) ทั้งยังประกอบด้วยสมบัติของชาติมากมาย รวมถึงทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ และรูปปั้นของพระพุทธเจ้า

เมื่อผ่านประตูนิโอมงเข้ามาแล้ว คุณจะมาถึงบันไดที่มีชื่อว่า “โยโรอิซากะ” ซึ่งขนาบข้างด้วยดอกกุหลาบพันปีที่บานสะพรั่งทุกเดือนเมษายน

บันไดโยโรอิซากะขั้นบนสุดเป็นที่ตั้งของคอนโดะ (ศาลาทองคำ) ซึ่งได้รับการจดทะเบียนให้เป็นสมบัติของชาติแล้ว ศาลาแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของ “ชากะเนียวไรริวโซ” (พระชากะเนียวไรปางประทับยืน) อันเป็นอีกหนึ่งสมบัติของชาติ และ “จิโซโบซัทสึ” ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ จนเรารู้สึกทึ่งไปกับความงามทางศิลปะที่ปรากฏให้เห็น

ในพื้นที่จะมีคิวอาร์โค้ดไว้อำนวยความสะดวก เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ทั้งสิ้น 6 ภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ จีนดั้งเดิม เกาหลี และอื่นๆ อีกมากมาย

*พึงระลึกไว้ว่าทางวัดมีข้อห้ามมิให้บันทึกภาพพระพุทธรูปภายในอาณาบริเวณของวัด

และนี่ก็คือคันโจโดะ (ศาลาใหญ่) อีกหนึ่งสมบัติของชาติที่สร้างขึ้นในปี 1308 อันเป็นที่ประดิษฐานของ “เนียวอิริน คันนง โบซัทสึ” ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ

สมบัติของชาติอีกหนึ่งแห่งเป็นเจดีย์ 5 ชั้น ที่ตั้งอยู่ขึ้นไปบนบันไดของศาลาคันโจโดะ ทิวทัศน์ของเจดีย์ที่สาดส่องด้วยแสงรำไรที่ลอดจากกิ่งไม้ข้างบนทำให้เรารู้สึกอึ้งราวต้องมนต์
น่าตื่นเต้นที่เจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ที่เล็กที่สุดในญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่กลางแจ้ง แต่ก็เป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง ถัดจากเจดีย์ 5 ชั้นของโฮริวจิ

วิหารโอคุโนะอินแห่งวัดมุโรจิ

อีกอาคารที่แนะนำคือวิหารโอคุโนะอิน (วิหารศักดิ์สิทธิ์) ของวัดมุโรจิ ที่ตั้งอยู่ด้านหลังเจดีย์ 5 ชั้นและขึ้นไปบนบันไดอีกเล็กน้อย เราสัมผัสได้ถึงกาลเวลาที่ผ่านไปแบบไม่หยุดนิ่งอย่างแท้จริงเมื่อได้เดินท่ามกลางหมู่ต้นซีดาร์ยักษ์ที่สูงชะลูดตามทางเดิน

ขอเตือนเลยว่าคุณจะต้องขึ้นบันไดเยอะทีเดียวก่อนที่จะมาถึงวิหารโอคุโนะอิน สำหรับคนที่ไม่มั่นใจกับการเดินขึ้นบันไดแบบมือเปล่า ที่ด้านหน้าวัดจะมีไม้ไผ่ให้ยืมไปใช้เป็นไม้เท้าฟรี

เมื่อเดินขึ้นมาได้สักพักแล้ว เราก็จะมาถึงวิหารโอคุโนะอิน ซึ่งประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น ศาลาโจโทโดะ (ในรูป) และศาลามิเอโดะ ที่เด่นๆ นอกจากนี้ยังมีอนุสาวรีย์หิน 7 ชั้นที่ตั้งอยู่บนหน้าผาโล่งเตียน และอื่นๆ อีกมากมาย ทิวทัศน์ที่น่าทึ่งท่ามกลางต้นซีดาร์ยักษ์ในซุ้มไม้ที่ลึกเข้าไปในหุบเขาแห่งนี้เยียวยาเราได้ดีทีเดียว

วิหารโอคุโนะอินยังเป็นแหล่งกำเนิดของเฟิร์นเขตร้อน “มุโรซัง” พันธุ์พืชคุ้มครองที่เจริญเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ในที่แห่งนี้ตามธรรมชาติมากว่า 1,000 ปีแล้ว

เรากลับสู่สถานีคินเท็ตสึนาราผ่านทางสถานีมุโรจิ ระหว่างทางก็หวนคิดถึงสถานที่น่าจดจำจากทริปเที่ยววัดมุโรจินี้ ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ 5 ชั้นอันน่าเกรงขาม รูปปั้นต่างๆ ของพระพุทธเจ้า และต้นซีดาร์ยักษ์ในวิหารโอคุโนะอิน

ชื่อ: วัดมุโรจิ
เวลาทำการ: (1 เม.ย. – 30 พ.ย.) 8:30 น. - 17:00 น., (1 ธ.ค. - มี.ค.) 9:00 น. - 16:00 น.
วันหยุด: ไม่มี
ค่าเข้าชม: 600 เยน/ผู้ใหญ่ (ตั้งแต่มัธยมต้นขึ้นไป), 400 เยน/นักเรียนประถม
ที่อยู่: 78 มุโระ, อุดา-ชิ, นารา 奈良県宇陀市室生78
การเดินทาง: ขึ้นรถโดยสารไปยังวัดมุโรจิจากสถานีมุโรกุจิ-โอโนะ 15 นาที จากนั้นลงที่ป้ายสุดท้าย แล้วเดินต่ออีก 5 นาที

วิหารโอคุโนะอิน
เวลาปิด: 15:45 น.
โฮมเพจทางการ: http://www.murouji.or.jp/ (ภาษาญี่ปุ่น)

แวะอุทยานเมืองนารา ติดกับสถานีคินเท็ตสึนารา

แม้นี่จะไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเส้นทางที่แชทบอท “Repl-Ai” แนะนำเสียทีเดียว แต่อุทยานเมืองนารานั้นตั้งอยู่ติดกับสถานีคินเท็ตสึนาราเราเลยต้องขอแวะสักหน่อย อุทยานแห่งนี้เป็นที่อยู่ของกวางป่านับพันตัวที่มองไปทางไหนก็ต้องเจอ! ถ้าคุณซื้อชิกะเซนเบ (ขนมข้าวกรอบสำหรับให้กวาง) หนึ่งห่อในราคา 150 เยน ในพริบตาคุณจะถูกห้อมล้อมด้วยฝูงกวางหน้าตาน่ารักที่อยากชิมของอร่อย!
กวางเหล่านี้เป็นสัตว์คุ้มครองที่คงความศักดิ์สิทธิ์ในเมืองนารามากว่า 1,000 ปีแล้ว กรุณาอย่านำอาหารอย่างอื่นที่ไม่ใช่ชิกะเซนเบมาให้กวาง และอย่าไล่จับหรือตีกวาง

หลังจากค้างคืนในเขตสถานีคินเท็ตสึนาราแล้ว เราก็อดไม่ได้ที่จะต้องกลับมาเยี่ยมฝูงกวางที่น่ารักอีกครั้งในตอนเช้า อุทยานในเวลานี้มีคนเข้าชมน้อยกว่าตอนเย็นมากทีเดียว จึงให้บรรยากาศที่ต่างไปจากเดิม
วัดโทไดจิที่ขึ้นชื่อเรื่องพระพุทธรูปขนาดใหญ่ก็อยู่ไม่ห่างออกไปนัก ถ้าคุณมีเวลาเหลือก็น่าแวะดูสักหน่อย

รู้หรือไม่ว่ามีสถานที่ที่น่าทึ่งขนาดนี้อยู่ไม่ห่างจากปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างโอซาก้าและเกียวโตด้วย ลองใช้แชทบอทวางแผนทริปท่องเที่ยวในเขตนี้ แล้วเรียนรู้เกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของญี่ปุ่นในเมืองนาราได้เลย!

*ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูล ณ เวลาที่เขียนหรือเผยแพร่บทความ และอาจแตกต่างจากข้อมูลปัจจุบัน