All About Japan

รวมที่เที่ยวเด่นของคนไป "ฟุคุชิมะ" ครั้งแรก

| Fukushima

คนส่วนใหญ่อาจรู้จักฟุคุชิมะในฐานะเมืองที่ได้รับผลกระทบอยย่างนักจากแผ่นดินไหวและซึนามิใน แต่ฟุคุชิมะนั้นแท้จริงถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่มากมาย สามารถเที่ยวและพักค้างคืนได้อย่างปลอดภัย และใช้เวลาเดินทางจากโตเกียวเพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้น

ข้อมูลเบื้องต้นของจังหวัดฟุคุชิมะและสถานการณ์ในปัจจุบัน

ฟุคุชิมะเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในภูมิภาคโทโฮคุ ห่างจากโตเกียวไปทางตอนเหนือประมาณ 200 กิโลเมตร และสามารถเดินทางมาได้ด้วยรถไฟชินคันเซนโทโฮคุ ถือเป็นจังหวัดซึ่งมีที่เที่ยวที่สามารถแวะมาเยือนได้ในทุกฤดูกาล และโดดเด่นในเรื่องของอาหารทะล การปลูกข้าวและผลไม้ มีภูมิทัศน์ที่สวยงามทั้งภูเขาและชายฝั่งทะเล และยังมีบ่อน้ำพุร้อนอยู่มากกว่า 130 แห่ง

สถานการณ์ปัจจุบันของจังหวัดฟุคุชิมะและอุบัติเหตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาคโทโฮคุเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011 ซึ่งก่อให้เกิดคลื่นซึนามิพัดทำลายเมืองหลายแห่งจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก และทำให้เกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุคุชิมะไดอิจิในจังหวัดฟุคุชิมะ จนต้องมีการอพยพผู้คนออกจากพื้นที่รอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และมีการปิดกั้นพื้นที่บางส่วนที่อาจยังมีสารกัมมันตภาพรังสีหลงเหลืออยู่

นักท่องเที่ยวบางส่วนอาจมีความกังวลในการท่องเที่ยวจังหวัดฟุคุชิมะจากข่าวคราวต่างๆ ที่ได้ยิน ซึ่งข้อเท็จจริงในปัจจุบันคือมีการปิดกั้นพื้นที่แค่เฉพาะบริเวณรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุคุชิมะไดอิจิและย่านใกล้เคียงเท่านั้น ซึ่งพื้นที่ปิดคิดเป็นพื้นที่เพียง 3% จากพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัดและเล็กลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ด้วยระยะเวลาที่ผ่านมา 8 ปีนับจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ พื้นที่ที่เคยได้รับความเสียหายจากคลื่นยักษ์และแผ่นดินไหวก็ได้รับการฟื้นฟูจนกลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ รวมถึงเรื่องอาหารการกินที่หลายคนกังวลก็สามารถทานอาหารทุกชนิดได้อย่างปลอดภัยและปราศจากการปนเปื้อน เนื่องจากมีมาตรฐานและการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด

ในภาพรวมนั้นจังหวัดฟุคุชิมะถือเป็นจังหวัดที่สามารถเดินทางมาเที่ยวและพักค้างคืนได้อย่างปลอดภัยไม่ต่างจากจังหวัดอื่นๆ ในประเทศญี่ปุ่นเลย และปัจจุบันยังมีการโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่งเพื่อให้ทุกคนได้เดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในจังหวัดแห่งนี้

1. หมู่บ้านโบราณโออุจิจูกุ (Ouchijuku)

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อาจคุ้นเคยกันดีกับหมู่บ้านโบราณชิราคาวาโกะ ที่ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่น แต่ในจังหวัดฟุคุชิมะเองก็มีหมู่บ้านโบราณที่มีความสวยงามและน่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งหมู่บ้านโบราณโออุจิจูกุแห่งนี้ถือเป็นจุดพักยอดนิยมของนักเดินทางระหว่างเส้นทางค้าขายสำคัญในอดีต มีบ้านเรือนโบราณที่ใช้หลังคาแบบญี่ปุ่นที่มุงหลังคาด้วยหญ้าคาหรือฟางอยู่เป็นจำนวนมากตลอดแนวเส้นทางสองฝั่งเป็นระยะกว่า 500 เมตร

ในปัจจุบันได้มีการอนุรักษ์บ้านโบราณอายุหลายร้อยปีเหล่านี้เอาไว้เป็นจำนวนกว่า 50 หลัง และได้มีการดัดแปลงให้เป็นทั้งที่พัก ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก ซึ่งยังคงมีกลิ่นอายของความเก่าแก่ดั้งเดิมให้สัมผัส และเป็นจุดท่องเที่ยวที่สามารถถ่ายรูปสวยๆได้อย่างมีเอกลักษณ์ นอกจากนี้เมื่อเดินไปจนสุดถนนและขึ้นไปที่วัดประจำเมืองบนภูเขา ก็จะพบกับจุดถ่ายภาพและจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านได้อย่างสวยงาม

ค่าเข้าชม : 250 เยน
เวลาเปิดทำการ : 09.00 – 16.30 น.
การเดินทาง : ขึ้นรถไฟมาลงที่สถานี Yunokami Onsen แล้วต่อรถแท็กซี่

2. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ อความารีนฟุคุชิมะ (Aquamarine Fukushima)

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอความารีนฟุคุชิมะเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลในเมืองอิวากิ ซึ่งความน่าสนใจของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือการจำลองสภาพแวดล้อมของโลกใต้น้ำในจังหวัดฟุคุชิมะรวมถึงพื้นที่อื่นๆ ในโลก ซึ่งพื้นที่ภายในประกอบด้วยจุดที่น่าสนใจมากมาย เช่นโซนจัดแสดงวิวัฒนาการของสัตว์น้ำตั้งแต่หนึ่งพันล้านปีก่อนจนถึงปัจจุบัน โซนสัตว์น้ำทั้งแบบริมชายฝั่งทะเล แม่น้ำ และหนองบึง และโซนแทงค์น้ำขนาดใหญ่รวมถึงอุโมงค์ใต้ทะเลที่สามารถสัมผัสกับความสวยงามของโลกใต้น้ำได้อย่างสวยงามตระการตา

พื้นที่โดยรอบของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำฟุคุชิมะยังมีจุดที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่นเรือนกระจกที่จำลองบรรยากาศของพรรณไม้และภูมิประเทศแบบป่าเขตร้อนในทวีปเอเชีย จุดชมวิวทั้งแบบเป็นทางเดินยื่นออกไปในทะเล และหอคอยอิวากิมารีนทาวเวอร์ หอคอยความสูง 60 เมตรที่สามารถขึ้นไปถ่ายรูปและชมทัศนียภาพของเมืองชายฝั่งทะเลในมุมสูงได้อย่างสวยงาม

ค่าเข้าชม : 1,800 เยน (และ 320 เยนสำหรับหอคอยอิวากิมารีนทาวเวอร์)
เวลาเปิดทำการ : 9:00-17:30 (ปิด 17:00 ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม - 20 มีนาคม)
การเดินทาง : จากสถานี Izumi นั่งรถบัสสาย Onahama/Ena ไปลงที่ป้าย Shisho Iriguchi

3. สวนฮานามิยามะ (Hanamiyama Park)

สวนฮานามิยามะเป็นจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของจังหวัดฟุคุชิมะ และยังเป็นจุดที่มีความสวยงามเป็นพิเศษกว่าสถานที่อื่นๆ เพราะเต็มไปด้วยสีสันอันหลากหลายของดอกไม้ทั้งชมพู แดง ขาว เหลือง จากการปลูกดอกไม้มากกว่า 70 ชนิดเอาไว้บนภูมิประเทศแบบเนินเขา

เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ นอกจากดอกซากุระที่บานสะพรั่งไปทั่วบริเวณแล้ว ยังมีดอกบ๊วย ดอกฟอร์ซีเธีย ดอกแมกโนเลีย และดอกนาโนะฮานะมากมายที่ผลิบานพร้อมๆ กัน และในระหว่างที่เดินอยู่บนเนินเขานั้นก็จะสามารถมองเห็นทั้งวิวของเมืองฟุคุชิมะ และแนวภูเขาหิมะที่อยู่ใกล้เคียงไปพร้อมๆ กัน

สวนแห่งนี้มีจุดเริ่มต้นจากเกษตรกรในท้องถิ่นที่ร่วมกันปลูกดอกไม้ชนิดต่างๆ ไว้บนเนินเขาที่เป็นที่ดินของตนเองมาตั้งแต่ในปี 1959 จนในปัจจุบันได้มีการเปิดเป็นพื้นที่บนเนินเขาให้เป็นพื้นที่สาธารณะและได้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมมาจนถึงในปัจจุบัน

ค่าเข้าชม : ฟรี
เวลาเปิดทำการ : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง : สถานี Fukushima จากนั้นต่อรถแท็กซี่ (หรือขึ้น Shuttle Bus ในช่วงฤดูซากุระ)

4. ปราสาทสึรุกะ (Tsuruga Castle)

เช่นเดียวกับเมืองสำคัญอื่นๆ ในประเทศญี่ปุ่น ฟุคุชิมะก็เป็นเมืองที่มีปราสาทสำคัญตั้งอยู่ โดยปราสาทสึรุกะแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1384 และถือเป็นปราสาทของซามูไรกลุ่มท้ายๆ ของญี่ปุ่น จนกระทั่งถูกทำลายลงหลังระหว่างสงครามโบชินในปี 1868 โดยตัวปราสาทในปัจจุบันนั้นเกิดจากการบูรณะขึ้นมาใหม่ในปี 1960 และเพิ่งบูรณะจนเสร็จสมบูรณ์ในปี 2011 ที่ผ่านมา มีจุดเด่นคือกระเบื้องหลังคาของปราสาทนั้นมีสีออกแดงตัดกับตัวปราสาทที่มีสีขาว ทำให้เป็นปราสาทที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกับปราสาทแห่งอื่นๆ ในญี่ปุ่น

พื้นที่โดยรอบของปราสาทแห่งนี้ประกอบไปด้วยคูน้ำและสวนขนาดใหญ่ ซึ่งมีต้นซากุระอยู่มากกว่า 1,000 ต้น ทำให้เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ สวนของปราสาทสึรุกะถือเป็น 1 ใน 100 จุดชมวิวซากุระที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น และในช่วงฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมไปทั่วบริเวณก็ถือเป็นอีกภาพที่สวยงามของปราสาทแห่งนี้ และสำหรับใครที่ต้องการสัมผัสกับวัฒนธรรมดั้งเดิมและชิมชารสดี บริเวณใกล้กับตัวปราสาทก็ยังมีโรงน้ำชารินคาคุที่เคยใช้เป็นสถานที่จัดพิธีชงชาให้กับเหล่าขุนนางในอดีต ซึ่งได้รับการอนุรักษ์เอาไว้เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน

ค่าเข้าชม : 410 เยน โรงน้ำชามีค่าเข้า 200 เยน
เวลาเปิดทำการ : 08.30 – 17.00 น.
การเดินทาง : จากสถานี Aizu-Wakamatsu ขึ้นรถบัส Aizu Loop Bus ไปลงที่ป้าย Tsurugajo Kitaguchi

5. ทาคายุออนเซ็น (Takayu Onsen)

เมืองออนเซ็นเก่าแก่อายุกว่า 400 ปีซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาใกล้กับภูเขาอาซุมะ ประกอบไปด้วยเรียวกังกว่า 12 แห่งที่ให้บริการบ่อออนเซ็นหลากหลายรูปแบบทั้งสำหรับแขกที่เข้าพักและนักท่องเที่ยวทั่วไป โดยออนเซ็นของที่นี่นั้นขึ้นชื่อในเรื่องการรักษาโรค และลักษณะของน้ำจะมีสีขาวขุ่นเหมือนน้ำนม ซึ่งเกิดจากสารไฮโดเจนซัลไฟด์ที่ผสมอยู่ในแหล่งน้ำ จนทำให้ถูกขนานนามว่า “ออนเซ็นสีขาว”

บรรยากาศของทาคายุออนเซ็นนั้นทั้งเงียบสงบและใกล้ชิดกับธรรมชาติ เนื่องจากขนาดของพื้นที่ไม่ใหญ่โตเหมือนกับเมืองออนเซ็นชื่อดังแห่งอื่นๆ และยังตั้งอยู่กลางหุบเขา ในระหว่างฤดูหนาวนั้นทาคายุออนเซ็นยังถูกปกคลุมไปด้วยหิมะทั่วทุกบริเวณ จนมีบรรยากาศที่สวยงามและยังสามารถแช่ออนเซ็นพร้อมกับเพลิดเพลินกับบรรยากาศของหิมะรอบตัวไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ค่าเข้าชม : ค่าใช้บริการออนเซ็นสำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าพักในเรียวกังอยู่ที่ 250 – 700 เยน ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานที่
เวลาเปิดทำการ : ประมาณ 09.00 – 21.00 ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานที่
การเดินทาง : จากสถานี Fukushima ขึ้นรถบัสที่จุดขึ้นรถหมายเลข 1 มาลงที่ป้าย Takayu Onsen

6. ทะเลสาบอินาวาชิโระ (Inawashiro Lake)

ทะเลสาบอินาวาชิโระเป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟบันไดและอุทยานแห่งชาติบันไดอาซาฮี มีบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยภูเขา ผืนน้ำที่ใสจนได้รับฉายาว่า “กระจกแห่งสวรรค์” และในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนจะมีฝูงหงส์และเป็ดอพยพมาใช้ชีวิตอยู่ที่ทะเลสาบแห่งนี้เป็นจำนวนมาก ทำให้นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาที่ทะเลสาบแห่งนี้ในช่วงฤดูหนาวจนถึงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งสามารถสัมผัสกับความสวยงามของแนวภูเขาหิมะรอบทะเลสาบ ฝูงหงส์ที่ใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ และสามารถทำกิจกรรมได้หลากหลายทั้งการล่องเรือในทะเลสาบ ถ่ายรูป และยังสามารถซื้ออาหารให้กับหงส์ได้อีกด้วย

ค่าเข้าชม : ฟรี
เวลาเปิดทำการ : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การเดินทาง : สถานี Inawashirokohan