All About Japan

รู้จักภูมิภาคคันไซ สำหรับมือใหม่เที่ยวญี่ปุ่น

| Kansai

แนะนำข้อมูลของภูมิภาคคันไซและ 6 จังหวัดในภูมิภาคอย่างละเอียด ครบทั้งเรื่องที่เที่ยว อาหารขึ้นชื่อ และสภาพอากาศ

ภูมิภาคคันไซเป็นภูมิภาคที่อยู่ค่อนมาทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ประกอบไปด้วย 6 จังหวัดคือโอซาก้า เกียวโต นารา วากายาม่า เฮียวโงะ และชิงะ มีเมืองหลักคือโอซาก้าที่เป็นศูนย์กลางทั้งทางธุรกิจและการเดินทางท่องเที่ยว และยังเป็นที่ตั้งของสนามบินหลักคือสนามบินนานาชาติคันไซ ซึ่งมีเที่ยวบินตรงจากประเทศไทยด้วยหลากหลายสายการบิน

ด้วยบรรยากาศที่หลากหลายและครบครัน ทั้งความเป็นเมืองใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยที่ช้อปที่กินอย่างโอซาก้า อดีตเมืองหลวงที่ยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเก่าแก่และวัฒนธรรมโบราณอย่างเกียวโต ปราสาทที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นในจ.เฮียวโงะ และความสวยงามของธรรมชาติที่พบได้ทั้งในเมืองนาราและวากายาม่า ทั้งหมดนี้ทำให้คันไซถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น

ช่วงเวลายอดฮิตหรือช่วงไฮซีซั่นของภูมิภาคคันไซมีอยู่สองช่วงเวลา คือตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงกลางเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาสัมผัสกับความงามของดอกซากุระ และตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวจะได้พบกับสีสันอันอลังการของใบไม้เปลี่ยนสีในแทบทุกเมือง นอกจากนี้ในช่วงฤดูร้อน หลายเมืองในภูมิภาคคันไซก็มีการจัดงานเทศกาลฤดูร้อนและงานจุดดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ ส่วนในฤดูหนาวก็พอจะมีโอกาสได้พบกับหิมะ รวมถึงหลายคนยังไม่รู้มาก่อนว่าถึงคันไซจะไม่ได้อยู่ทางเหนือมาก แต่ก็ยังพอมีหิมะและมีสกีรีสอร์ทให้เล่นด้วย

ทั้ง 6 จังหวัดในภูมิภาคคันไซต่างก็มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับใครที่อยากหาข้อมูลและอยากรู้ว่าควรไปเมืองไหนบ้าง เราจะพาไปทำความรู้จักกับแต่ละจังหวัดในภูมิภาคนี้กันอย่างละเอียด

1. โอซาก้า (Osaka)

เมืองศูนย์กลางของภูมิภาคคันไซ ที่เป็นเมืองที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 และมีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น โดยในแง่ของความเจริญและย่านท่องเที่ยวต่างๆ นั้น โอซาก้าถือว่ามีทุกอย่างครบครันไม่แพ้เมืองหลวงอย่างโตเกียว มีย่านช้อปปิ้งหลักสองย่านคืออูเมดะและนัมบะ และย่านกินดื่มยอดฮิตอย่างชินไซบาชิและโดทงโบริ และยังเป็นที่ตั้งของสวนสนุกระดับโลกอย่า Universal Studios Japan รวมถึงหนึ่งในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นอย่างไคยูคัง นอกจากนี้ยังมีสองแลนด์มาร์คซึ่งเป็นที่คุ้นตากันดีอย่างปราสาทโอซาก้าและป้ายไฟกูลิโกะ ที่หากไม่ไปเยือนก็เหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้

นอกจากจะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยย่านกินดื่มและร้านอาหารมากมายที่มีให้เลือกชิมตั้งแต่เช้าจรดค่ำแล้ว โอซาก้ายังเป็นเมืองต้นกำเนิดของเมนูชื่อดังคือ “ทาโกยากิ” แป้งทรงกลมใส่ไส้ปลาหมึก ซึ่งใครที่เคยกินทาโกยากิในเมืองไทยอาจจะไม่ได้สัมผัสถึงเนื้อปลาหมึกมากนัก แต่ทาโกยากิที่โอซาก้านั้นใส่เนื้อปลากหมึกชิ้นหนาเต็มคำ และยังมีหลากหลายสูตรให้เลือกชิมจากร้านต่าง ๆ ที่พยายามสร้างเอกลักษณ์ในเมนูของตัวเอง

ตำแหน่งของโอซาก้านั้นตั้งอยู่ตรงกลางภูมิภาคคันไซ ห้อมล้อมไปด้วยจังหวัดอื่นๆ อีก 5 จังหวัด และยังเป็นเมืองที่มีที่พักทุกรูปแบบและทุกระดับราคาให้เลือก ทั้งหมดนี้ทำให้โอซาก้าเป็นเมืองที่เหมาะแก่การปักหลักท่องเที่ยวทั่วภูมิภาคคันไซ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เวลาเดินทางไปยังเมืองอื่นๆ ประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง 30 นาที ทำให้สามารถจัดทริปแบบไปเช้าเย็นกลับได้อย่างสะดวกสบาย

อุณหภูมิเฉลี่ยของโอซาก้าต่ำสุดนั้นอยู่ที่ 2.8 องศาในเดือนมกราคม และสูงสุดที่ 33.4 องศาในเดือนสิงหาคม เป็นเมืองที่ไม่มีหิมะตกในช่วงฤดูหนาว และไม่ค่อยมีจุดให้ชมใบไม้เปลี่ยนสีในเมืองมากนัก โดยสองฤดูที่เป็นไฮไลท์ของโอซาก้าคือฤดูใบไม้ผลิที่มีจุดชมซากุระอยู่มากมาย และฤดูร้อนที่มีเทศกาลใหญ่อย่างเทนจินมัตสึริ และงานจุดดอกไม้ไฟอีกนับสิบงาน

2. เกียวโต (Kyoto)

อดีตเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งความรุ่งเรืองทั้งในแง่ของวัฒนธรรมและศาสนานั้นก็ยังคงได้รับการอนุรักษ์เอาไว้เป็นอย่างดีจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการมาสัมผัสกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ซึ่งมีตั้งแต่วัดวาอารามเก่าแก่อายุนับพันปีหลายสิบแห่งที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก ที่พักแบบเรียวกังหลากหลายระดับราคา ไปจนถึงการเช่าชุดกิโมโนเพื่อเดินถ่ายรูปไปตามย่านเมืองเก่าต่างๆ

สำหรับใครที่ไม่ชอบความวุ่นวายหรือความเป็นเมืองใหญ่แบบโอซาก้า เกียวโตเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะแก่การมาพักค้างคืน เพราะเป็นเมืองที่มีทั้งรถไฟชินคันเซนและรถไฟอีกหลายสายวิ่งผ่าน ใช้เวลาเดินทางจากโอซาก้าเพียงครึ่งชั่วโมง และสามารถเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ ในภูมิภาคคันไซได้สะดวกสบายไม่แพ้กัน ซึ่งแม้เกียวโตจะเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่มีบรรยากาศเงียบสงบ แต่ก็เต็มไปด้วยแลนด์มาร์คชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัดทอง หรือวัดคินคะคุจิ อุโมงค์เสาโทริอิที่ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ และป่าไผ่อาราชิยาม่าที่มีความสวยงามในทุกฤดู

ในด้านอาหารการกิน เกียวโตถือเป็นเมืองที่มีร้านอาหารเก่าแก่อยู่มากมาย โดยมีสองเมนูหลักซึ่งเป็นของขึ้นชื่อ อย่างแรกก็คือ “เต้าหู้” เนื่องจากเป็นเมืองที่มีแหล่งน้ำบริสุทธิ์เหมาะแก่การทำเต้าหู้ อีกทั้งเต้าหู้ยังเป็นอาหารหลักของพระที่อยู่วัดต่าง ๆ ภายในเมือง ทำให้มีการคิดค้นและพัฒนาเมนูเต้าหู้ที่น่าสนใจขึ้นมามากมาย และอีกเมนูก็คือ “ชาเขียว” รสเข้มข้นที่หาทานได้ทั้งในคาเฟ่และตามวัดต่าง ๆ หรือจะเดินทางไปเยือนเมืองแห่งชาอย่าง “เมืองอุจิ” เลยก็ได้

อุณหภูมิเฉลี่ยของเกียวโตต่ำสุดนั้นอยู่ที่ 1.2 องศาในเดือนมกราคม และสูงสุดที่ 33.3 องศาในเดือนสิงหาคม หากโชคดี ก็ยังพอมีโอกาสได้เจอหิมะในช่วงฤดูหนาวอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะตกลงมาเพียงวันสองวันแล้วก็ละลายไป ไม่ทับถมกันเยอะเหมือนเมืองทางตอนเหนือ ส่วนสองฤดูที่เป็นไฮไลท์ของเกียวโตก็คือฤดูใบไม้ผลิในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายนที่มีดอกซากุระบาน และฤดูใบไม้เปลี่ยนสีตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ที่สามารถชมความงามของใบไม้หลากสีสันได้ทั้งในวัดและพื้นที่ภูเขารอบเมือง

3. นารา (Nara)

เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องฝูงกวางจำนวนมาก ซึ่งอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ และสามารถพบเห็นได้ทั่วไปภายในเมือง อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีจุดเด่นตรงที่สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยมีจุดศูนย์กลางคือสวนสาธารณะนารา ทำให้เป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการแวะมาเที่ยวแบบครึ่งวันหรือหนึ่งวัน ก็เพียงพอต่อการใช้เวลาเดินเที่ยวเพลิน ๆ เล่นกับฝูงกวาง ถ่ายภาพ และแวะชมสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่อยู่โดยรอบ

หลายคนอาจไม่รู้ว่านารานั้นเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นก่อนหน้าเกียวโตด้วยซ้ำ ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของนารามีรูปแบบคล้ายกับเกียวโต คือเป็นวัด ศาลเจ้า และพระราชวัง โดยวัดสำคัญสองแห่งของนาราก็คือวัดโทไดจิ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปไดบุตสึ (พระปฏิมาแทนองค์พระไวโรจนพุทธเจ้า) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และวัดโคฟุคุจิที่ถือเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของนารา

นารายังมีเมนูขึ้นชื่อเป็นซูชิในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “คะคิโนะฮะซูชิ” ซึ่งจะใช้ปลาซาบะหรือปลาแซลมอนมาวางบนข้าวซูชิ แล้วนำไปห่อด้วยใบพลับเพื่อให้เนื้อปลาแห้ง ซึ่งเป็นวิธีการถนอมอาหารแบบโบราณ และยังมีเคล็ดลับตรงที่จะไม่ทานทันทีในตอนที่ทำเสร็จ แต่ต้องเก็บเอาไว้หนึ่งคืนเพื่อให้มีรสชาติที่กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น

สภาพอากาศของจ.นารานั้นมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดที่ -0.2 องศาในเดือนมกราคม และสูงสุดที่ 32.6 องศาในเดือนสิงหาคม ฤดูท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมคือฤดูใบไม้ผลิ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน และฤดูใบไม้เปลี่ยนสีตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งสามารถชมความงามของธรรมชาติทั้งสองฤดูได้ที่สวนสาธารณะนาราไปพร้อม ๆ กับฝูงกวางซึ่งให้บรรยากาศแตกต่างไปจากที่อื่น ๆ โดยสิ้นเชิง

  • 1
  • 2
  • 1
  • 2
  • 1
  • 2