All About Japan

รวมข้อมูลและเคล็ดลับเช่าชุดกิโมโนที่ญี่ปุ่น

| กิโมโน
รวมข้อมูลและเคล็ดลับเช่าชุดกิโมโนที่ญี่ปุ่น

อยากเช่ากิโมโนต้องอ่าน ทุกวันนี้มีร้านเช่ากิโมโนขึ้นมากมายในเมืองต่างๆ ที่ให้บริการกับนักท่องเที่ยว แต่หลายคนอาจไม่รู้ข้อมูลเรื่องการเตรียมตัว ไปจนถึงเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ มาก่อน วันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลและเคล็ดลับดีๆ ในการเช่าชุดกิโมโนมาฝากกัน

1. ศึกษาข้อมูลและค่าใช้จ่ายเบื้องต้นจากเว็บไซต์ต่างๆ

การเช่ากิโมโนไม่ได้มีแค่การเช่าชุดเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเช่าอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่นกระเป๋า เครื่องประดับ ร่มญี่ปุ่น และการทำผม หลายร้านอาจขายเป็นแพ็คเกจรวมทุกอย่างเอาไว้ หรือหลายร้านอาจต้องจ่ายเงินเพิ่มเติม (หรือถ้าอยากได้ของดีหน่อย สวยขึ้นหน่อย ต้องจ่ายเพิ่ม) ดังนั้นเมื่อเช็คราคาในการเช่าชุดของแต่ละร้าน ควรดูให้ละเอียดว่าราคาที่แจ้งไว้นั้นรวมอะไรบ้าง และมีตัวเลือกเพิ่มเติมอะไรที่น่าสนใจบ้าง

ในเมืองใหญ่ๆของญี่ปุ่นอย่างโตเกียว เกียวโต โอซาก้า หรือซัปโปโร ต่างก็มีร้านเช่ากิโมโนให้บริการอยู่เป็นจำนวนมาก และสำหรับใครที่กังวลเรื่องภาษาก็ขอให้สบายใจได้ เพราะร้านเช่ากิโมโนร้านใหญ่ๆหลายร้านในปัจจุบันมีเว็บไซต์ภาษาอังกฤษหรือไทยพร้อมข้อมูลละเอียดยิบให้ศึกษาและวางแผนการเช่าได้อย่างเต็มที่ และยังสามารถเลือกแพ็คเกจ จองชุด จ่ายเงินมัดจำไปล่วงหน้าได้เลย เมื่อไปถึงร้านก็แค่ยื่นข้อมูลที่จองเอาไว้ให้กับพนักงาน เท่านี้ก็พร้อมที่จะมีชุดสวยๆ ออกไปถ่ายรูปกันแล้ว

2. เพิ่มเงินอีกนิด จัดเต็มไปเลย

ราคาในการเช่าชุดกิโมโนโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นที่ประมาณ 2,900 เยน หรือประมาณ 900 บาท หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นราคาที่ไม่แพงมากนัก แต่ในความจริงนั้นชุดกิโมโนในแพ็คเกจถูกที่สุดของร้าน มักจะเป็นชุดที่เป็นลายพื้นๆ เช่นลายจุด หรือลายดอกไม้ธรรมดาๆ ไม่ได้เป็นลายที่ดูหรูหราหรือประณีตแบบที่หลายคนหวังไว้

ไหนๆ ก็จะเช่ากิโมโนเพื่อถ่ายรูปสวยๆ แล้ว จึงอยากแนะนำให้เพิ่มเงินเช่าชุดที่มีลายสวยๆ และเนื้อผ้าดีๆ ไปเลย โดยส่วนใหญ่ราคาจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4,000 - 10,000 เยน หลายคนเห็นราคาแล้วอาจตกใจว่าแพงขึ้นมาอีกเป็นเท่าตัว แต่ขอยืนยันว่าถ้าได้ไปเห็นความแตกต่างของลวดลายและเนื้อผ้าที่ร้านแล้ว หลายคนยินดีจ่ายเงินเพิ่มอย่างแน่นอน และบางครั้งส่วนต่างตรงนี้ยังรวมถึงการซื้อแพ็คเกจทำผมดีๆ หรืออุปกรณ์เสริมคุณภาพดีๆ ไปพร้อมกันอีกด้วย

นอกจากการเพิ่มเงินเพื่อให้ได้ชุดกิโมโนคุณภาพดีและอุปกรณ์เสริมสวยๆ แล้ว แนะนำให้เพิ่มเงินอีกนิดเพื่อเลือกแพ็คเกจแบบคืนชุดในเช้าวันถัดไป (บางร้านอาจใจดีไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือบางร้านต้องจ่ายเพิ่มอีก 500-1,000 เยน) เนื่องจากร้านส่วนใหญ่จะให้เราคืนชุดภายในช่วงเย็นหรือค่ำของวันนั้นๆ ทำให้บางทีเที่ยวไปได้กลางทาง หรือถ่ายรูปไปยังไม่หนำใจ ก็ต้องเตรียมกลับมาคืนชุดที่ร้านแล้ว การยอมเสียเงินอีกนิดแล้วใส่ชุดเที่ยวไปได้ยาวๆ แล้วค่อยกลับไปคืนตอนเช้าวันถัดไปจึงสะดวกสบายกว่ามาก

3. เลือกลายผ้า เลือกแพ็คเกจ และจองชุดบนเว็บไปก่อน

สำหรับใครที่เดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงไฮซีซั่น โดยเฉพาะช่วงซากุระบานหรือใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่ใครๆ ก็ตั้งใจจะเช่าชุดกิโมโนไว้ถ่ายรูปสวยๆ ดังนั้นนอกจากร้านเช่ากิโมโนจะแน่นขนัดไปด้วยลูกค้าแล้ว ผ้าลายสวยๆ อาจจะหมดเร็ว หรือใครที่ไม่เคยเช่าชุดกิโมโนมาก่อนอาจต้องเสียเวลายืนเลือกลายผ้าอยู่เป็นเวลานาน ในเมื่อข้อมูลทุกอย่างมีอยู่บนเว็บไซต์ของร้านอยู่แล้ว จึงอยากแนะนำให้ศึกษาและจองทุกอย่างเอาไว้ล่วงหน้าเลย

และเนื่องจากขั้นตอนตั้งแต่เดินทางไปที่ร้าน เลือกชุด แจ้งพนักงาน ฝากของ เปลี่ยนชุด แต่งหน้า ทำผม ทั้งหมดแล้วใช้เวลารวมกันประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรืออาจนานกว่านั้นในช่วงที่มีลูกค้าเยอะๆ ทำให้นับจริงๆ แล้ว เรามีเวลาใส่ชุดกิโมโนแค่ประมาณครึ่งวันนับจากเที่ยงจนถึงเย็นเท่านั้นเอง การทำอะไรที่ช่วยประหยัดเวลาลงไปได้ แม้จะแค่ชั่วโมงเดียว แต่ก็เท่ากับว่ามีเวลาในการถ่ายรูปสวยๆ เพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยรูปเลย

4. เตรียมรองเท้าที่ใส่สบายไว้เปลี่ยนระหว่างวัน

นอกจากจะได้ชุดกิโมโนสวยๆ มาใส่แล้ว สิ่งหนึ่งที่มาคู่กันกับชุดคือรองเท้าเกี๊ยะ หรือรองเท้าแตะแบบคีบ และด้วยรูปแบบการเที่ยวในญี่ปุ่นที่ต้องเดินเยอะตลอดทั้งวัน บวกกับความไม่คุ้นชินกับรูปแบบของรองเท้า ทำให้มีโอกาสสูงมากๆ ที่เราจะโดนรองเท้ากัดหรือปวดเท้า

การหิ้วรองเท้าที่ใส่สบายๆ เปลี่ยนง่ายๆ ติดตัวไปด้วยไว้เปลี่ยนระหว่างวัน จึงคุ้มค่ากว่าการใส่เกี๊ยะออกไปกลางทางแล้วโดนรองเท้ากัดจนเที่ยวไม่สนุก เดินไปไหนก็ลำบาก จนบางคนถึงกับเสียเที่ยวที่จ่ายเงินเช่าชุดสวยๆ แต่ต้องล้มเลิกแพลนกลางทาง

และสำหรับใครที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะไปเก็บภาพสวยๆ กับสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งในหนึ่งวัน และรู้ตัวว่าต้องเดินเยอะอย่างแน่นอน ก็อาจเตรียมรองเท้าที่มีสีอ่อนๆ และรูปแบบเรียบๆ ไว้ใส่แทนรองเท้าเกี๊ยะเพื่อให้เดินเที่ยวได้อย่างไม่ต้องกังวลไปเลย

5. ดูสีของสถานที่ที่จะไปถ่ายรูปก่อนเลือกชุด

ปัญหาโลกแตกของการเช่าชุดกิโมโนคือการเลือกสีและลายของชุด ยิ่งหากเป็นร้านเช่าดังๆ ที่มีชุดให้เลือกหลายร้อยแบบ ยิ่งทำให้หลายคนตัดสินใจยากยิ่งกว่าเดิม จึงอยากแนะนำเคล็ดลับง่ายๆ ที่ช่วยจำกัดขอบเขตในการเลือกชุดลงมาได้เยอะ นั่นคือการดูสีของสถานที่ที่จะไปถ่ายรูปก่อน เพื่อให้สามารถเลือกชุดที่ใส่แล้วถ่ายรูปออกมาสวยและโดดเด่นมากที่สุด

เช่นหากจะไปถ่ายรูปในสถานที่ที่เป็นธรรมชาติ มีสีเขียวเยอะๆ ก็แนะนำให้เลือกชุดกิโมโนที่มีคู่สีตรงกันข้ามกับสีเขียว เช่นสีแดง และพยายามหลีกเลี่ยงสีของชุดที่จะถูกกลืนไปกับบรรยากาศโดยรอบ เช่นใส่ชุดสีส้มหรือแดงไปถ่ายรูปกับใบไม้แดง เป็นต้น

6. ถ้าเช่าชุดในช่วงที่อากาศหนาว ควรเตรียมชุดฮีธเทคหรือลองจอนไปด้วย

การเช่าชุดกิโมโนใส่ในสองฤดูยอดฮิตอย่างฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้เปลี่ยนสี แม้จะไม่ถึงกับต้องเจอหิมะ แต่ก็มีโอกาสสูงที่จะได้เจอกับอุณหภูมิเลขตัวเดียว หรือเจออากาศที่หนาวในช่วงเช้าหรือเย็น ซึ่งชุดกิโมโนที่ใส่นั้นจะมีแค่ชุดสีขาวบางๆ ที่ใส่เป็นชั้นแรก ก่อนจะตามด้วยกิโมโน ที่แม้จะเป็นผ้าหนา เนื้อดี แต่ก็ไม่สามารถป้องกันความหนาวได้ดีเท่าไรนัก

ซึ่งในสองฤดูนี้ หลายคนอาจไม่ได้เตรียมชุดฮีธเทคหรือลองจอนมาด้วย เพราะคิดว่ามีแค่แจ๊คเกตหรือเสื้อขนเป็ดดีๆ ก็หายหนาวแล้ว แต่ในกรณีที่เช่าชุดกิโมโนมาใส่ท่ามกลางอากาศหนาวๆ นั้น การมีสวมชุดฮีธเทคหรือลองจอนไว้ก่อนจะช่วยได้เยอะมากๆ จนสามารถฝ่าอากาศหนาวเพื่อถ่ายรูปสวยๆ ได้แบบไม่ต้องฝืนตัวเอง

7. เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเมื่อเช่าชุดกิโมโน

การใส่ชุดกิโมโนเดินในเมือง ขึ้นรถไฟ ทานข้าวในห้าง เป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด เนื่องจากคนญี่ปุ่นบางส่วนเองก็ใส่ชุดกิโมโนในชีวิตประจำวัน แต่คนที่เช่าชุดกิโมโนใส่ที่ญี่ปุ่นนั้นมีโอกาสที่จะได้เจอกับการถูกคนญี่ปุ่นเข้ามาทักหรือถามทางเพราะนึกว่าเป็นคนญี่ปุ่น หรือบางทีก็มีคุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นมาชมชุดที่ใส่ ไปจนถึงการถูกนักท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เข้ามาขอถ่ายรูป และบางทีพอมีกล้องตัวแรกเข้ามาขอถ่ายแล้ว ก็จะมีกล้องที่สอง สาม สี่ตามมารุมล้อมอีกเรื่อยๆ ถือเป็นประสบการณ์ขำๆ ชวนให้อมยิ้มกันไป

และสำหรับใครที่เช่าชุดกิโมโนใส่เที่ยวในเกียวโตก็สามารถขึ้นแท็กซี่ในเครือ MK Taxi ในราคาลด 10% ได้อีกด้วยนะ