All About Japan

สัมผัสฤดูหนาวผ่านเส้นทางรถไฟชมธรรมชาติ 5 สาย

| รถไฟ , หิมะ
สัมผัสฤดูหนาวผ่านเส้นทางรถไฟชมธรรมชาติ 5 สาย

ฤดูหนาวญี่ปุ่นอาจไม่ใช่ช่วงเวลาฮิต หากเทียบกับฤดูใบไม้ผลิที่ซากุระบานสะพรั่ง หรือฤดูใบไม้ร่วงที่พรรณไม้นานาชนิดเปลี่ยนสีสันเป็นสีแดงส้มสวยงาม แต่ท่ามกลางอุณหภูมิที่ติดลบจนหนาวยะเยือก สีขาวโพลนของหิมะที่ปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างในความเงียบก็เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ธรรมชาติสร้างความมหัศจรรย์ที่ใครหลายคนอาจไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อน

การชมความงดงามของทัศนีย์ภาพในฤดูหนาวนั้น ไม่จำเป็นต้องออกไปลุยหิมะและเผชิญกับความหนาวเหน็บเสมอไป ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีเส้นทางรถไฟหลากหลายสาย ที่เชื่อมต่อจากเมืองใหญ่ไปจนถึงพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลกลางหุบเขา การเดินทางในภูมิภาคทางตอนเหนือที่เปี่ยมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติด้วยเส้นทางรถไฟทั้ง 5 สายที่เราคัดสรรมาคราวนี้อาจทำให้คุณค้นพบเสน่ห์ของฤดูหนาว และหลงรักภาคเหนือของญี่ปุ่นก็เป็นได้

1. ท่องไปในจังหวัดอากิตะยามฤดูหนาวผ่านเส้นทางรถไฟสายอากิตะไนริคุ

1. ท่องไปในจังหวัดอากิตะยามฤดูหนาวผ่านเส้นทางรถไฟสายอากิตะไนริคุ

เส้นทางรถไฟสายอากิตะไนริคุ (Akita Nairiku Line) เป็นเส้นทางรถไฟที่มีความยาว 94.2 กิโลเมตร ทอดยาวตั้งแต่ตอนเหนือลงมาถึงบริเวณตอนกลางของจ. อากิตะ จังหวัดในภูมิภาคโทโฮคุที่มีชื่อเสียงทั้งเรื่องของการปลูกข้าว หมู่บ้านออนเซ็นอันมีชื่อเสียง และเป็นบ้านเกิดของสุนัขพันธุ์ญี่ปุ่นชื่อดัง อากิตะอินุ

เส้นทางรถไฟสายนี้จะพาคุณไปพบกับทิวทัศน์สีขาวบริสุทธิ์ของหิมะที่ห่มคลุมหุบเขา ทุ่งนา และหมู่แมกไม้นานาพรรณ และมีจุดเด่นอยู่ที่สะพานข้ามแม่น้ำหลากหลายรูปแบบระหว่างการเดินทาง ทุกครั้งที่ขบวนรถไฟแล่นผ่านสะพานเหล่านี้ หากมองลงมาที่พื้นเบื้องล่าง ก็จะได้พบกับสภาพภูมิประเทศอันงดงามของสายน้ำสีดำขลับที่ไหลทอดยาวตัดกับพื้นหิมะสีขาว และแม่น้ำบางสายที่เยือกแข็งจนกลายเป็นสีฟ้าราวกับผลึกอัญมณี

นอกจากการได้ชมความงามนอกหน้าต่างขบวนรถไฟระหว่างการเดินทางแล้ว เส้นทางรถไฟสายนี้ยังมีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่าง อะนิสกีรีสอร์ท (Ani Ski Resort) ที่สถานี Aniai ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่เพียงไม่กี่แห่งในญี่ปุ่นที่จะได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติในฤดูหนาวที่เรียกกันว่าปีศาจหิมะ หรือ Snow Monster ซึ่งเกิดจากหิมะที่ทับถมต้นไม้ใหญ่บนภูเขาจนเกิดเป็นรูปทรงเหมือนกับสัตว์ประหลาด

สำหรับการเดินทางจากโตเกียวเพื่อมาขึ้นรถไฟสายอากิตะไนริคุนั้นค่อนข้างสะดวกสบาย เนื่องจากสถานี Kakunodate ที่เป็นสถานีต้นสาย ก็เป็นจุดจอดของรถไฟชินคันเซ็นสายอากิตะเช่นกัน หากต้องการนั่งไปจนสุดสายที่สถานี Takanosu จะมีค่าใช้จ่ายเที่ยวละ 1,670 เยน และใช้เวลาเดินทางโดยรวมประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที (JR Pass ไม่ครอบคลุมเส้นทางนี้)

2. สัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดอิวาเตะ ด้วยเส้นทางรถไฟสายทาซาวะโกะ

2. สัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดอิวาเตะ ด้วยเส้นทางรถไฟสายทาซาวะโกะ

เส้นทางรถไฟสายทาซาวะโกะ (Tazawako Line) เป็นเส้นทางรถไฟความยาว 75.6 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในรถไฟไม่กี่สายที่วิ่งผ่านจังหวัดอิวาเตะ จังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่นรองจากฮอกไกโดและเคยเป็นศูนย์กลางทางการปกครองของภูมิภาคโทโฮคุในอดีต
บรรยากาศระหว่างการเดินทางนั้นจะมีความโดดเด่นจากภูมิประเทศโดยรอบที่เป็นทะเลสาบและภูเขา ซึ่งยังคงความงดงามให้เห็นแม้จะถูกปกคลุมด้วยหิมะไปทั่วทุกบริเวณ และไฮไลท์สำคัญของเส้นทางรถไฟสายนี้คือภูเขาอิวาเตะ ภูเขาที่มีหน้าตาและความสวยงามคล้ายคลึงกับภูเขาไฟฟูจิ จึงทำให้มีการขนานนามภูเขาลูกนี้ว่า “ฟูจิแห่งนัมบุ” (นัมบุเป็นชื่อพื้นที่ทางเหนือของอิวาเตะในอดีต) ซึ่งจุดที่จะมองเห็นภูเขาลูกนี้ได้ชัดคือตั้งแต่สถานี Okama ไปจนถึงสถานี Harukiba

ชื่อของเส้นทางรถไฟสายนี้ก็ถือเป็นการบ่งบอกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอยู่ในตัว นั่นก็คือทะเลสาบทาซาวะ ซึ่งตั้งอยู่ที่สถานี Tazawako ทะเลสาบแห่งนี้ถือเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในญี่ปุ่น จนทำให้น้ำในทะเลสาบไม่จับตัวเป็นน้ำแข็งแม้ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูหนาว เกิดเป็นภาพผืนน้ำสีฟ้าใสกว้างใหญ่ และถูกโอบล้อมด้วยแนวภูเขาอย่างลงตัว และยังมีจุดที่ห้ามพลาดคือรูปปั้นทัตสึโกะ รูปปั้นสีทองที่ตั้งโดดเด่นอยู่ริมทะเลสาบ ซึ่งนอกจากจะเป็นจุดถ่ายภาพยอดฮิตแล้ว ก็ยังมีความเป็นมาที่เกี่ยวกับความรัก เป็นจุดชมวิวของคู่รักที่น่าประทับใจ

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายทะเลสาบทาซาวะ คือเป็นเส้นทางเดียวกับที่รถไฟสายอากิตะชินคันเซ็นวิ่งผ่านหากเดินทางจากโตเกียวไปยังอากิตะ จึงไม่ต้องเสียเวลาแวะพักที่สถานีอื่นหรือต้องเดินทางหลายต่อ แต่หากต้องการเปลี่ยนบรรยากาศมาชื่นชมความงามอย่างช้าๆ พร้อมกับแวะเที่ยวตามสถานีรายทาง ก็สามารถขึ้นขบวนรถไฟท้องถิ่นจากสถานี Morioka ซึ่งไปสิ้นสุดที่สถานี Omagari และใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดประมาณ 2 ชั่วโมง ค่าโดยสารเที่ยวละ 1,490 เยน (ครอบคลุมการใช้ JR Pass ตลอดเส้นทาง)

3. นั่งรถไฟเตาผิงชมความงามในฤดูหนาวบนเส้นทางรถไฟสายซึการุ

3. นั่งรถไฟเตาผิงชมความงามในฤดูหนาวบนเส้นทางรถไฟสายซึการุ

หากคิดว่าการนั่งรถไฟชมวิวเพียงอย่างเดียวฟังดูเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเกินไป เส้นทางรถไฟสายซึการุ (Tsugaru Line) ในจังหวัดอาโอโมรินั้นได้จัดขบวนรถไฟพิเศษที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครขึ้นมาเพื่อการเดินทางช่วงฤดูหนาวโดยเฉพาะ ซึ่งรถไฟขบวนนี้มีชื่อว่า”รถไฟเตาผิง” หรือ Stove Train ที่ให้บริการในช่วงวันที่ 1 ธันวาคม ถึง 31 มีนาคมของทุกปีเท่านั้น

สำหรับใครที่เดินทางมาจากโตเกียว จะต้องนั่งรถไฟฮอกไกโดชินคันเซ็นมาลงที่สถานี Shin-Aomori จากนั้นต่อรถไฟท้องถิ่นมาลงที่สถานี Goshogawara และเดินไปอีกเล็กน้อยถึงตึกที่เป็นสถานีต้นทางของ Stove Train ที่อยู่ติดกัน หากเดินทางไปจนสุดสายที่สถานี Tsugaru Nakasato จะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ค่าโดยสารจะคิดตามระยะทางจริง บวกกับค่าโดยสาร Stove Train เพิ่มอีก 400 เยน (รวมประมาณเที่ยวละ 1,250 เยน และไม่สามารถใช้ JR Pass ได้)

4. ภาพฝันแห่งฤดูเหมันต์จากเส้นทางรถไฟสายทาดามิ

4. ภาพฝันแห่งฤดูเหมันต์จากเส้นทางรถไฟสายทาดามิ

ภาพของรถไฟขบวนหนึ่งที่กำลังแล่นข้ามสะพาน ท่ามกลางหมู่ต้นสน พื้นดิน และภูเขาที่เป็นสีขาวโพลนทั้งหมด และยังมีหิมะโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย อาจดูเหมือนภาพในดินแดนแห่งเทพนิยายมากกว่าที่จะมีอยู่บนโลกจริงๆ แต่ไม่ว่าใครๆก็สามารถเดินทางไปสัมผัสกับทิวทัศน์อันแสนมหัศจรรย์เช่นนี้ได้ด้วยการเดินทางไปกับขบวนรถไฟบนเส้นทางสายทาดามิ (Tadami Line) ในจังหวัดฟุคุชิมะ

ที่จริงแล้วเส้นทางรถไฟสายนี้ถือเป็นเส้นทางรถไฟที่มีชื่อเสียงและความสวยงามคุ้มค่าแก่การมาเยือนในทุกฤดู จากภูมิประเทศอันสลับซับซ้อนของจังหวัดฟูกุชิมะที่เต็มไปด้วยแม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำทาดามิ (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสายรถไฟ) บวกกับป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์และภูเขาสูง แม้หิมะจะปกคลุมทุกอย่างเอาไว้ก็ไม่สามารถซ่อนความงามของภูมิประเทศรอบด้านเอาไว้ได้ และยังช่วยเพิ่มเสน่ห์เฉพาะตัวเข้าไปอีก

สำหรับใครที่ต้องการมากกว่าการชมความงามจากต่างรถไฟเพียงอย่างเดียว ก็สามารถแวะลงรถไฟที่สถานี Aizu-Miyashita และต่อรถบัสไปยังจุดพักรถ Ose-Kaido Mishima Juku ที่นี่จะมีจุดชมวิวที่สามารถถ่ายภาพมุมยอดฮิตของรถไฟสายทาดามิที่กำลังข้ามสะพานได้

หากใครที่ตั้งต้นการเดินทางจากโตเกียว สามารถขึ้นรถไฟโทโฮคุชินคันเซ็นไปลงที่สถานี Koriyama ในจังหวัดฟุคุชิมะ จากนั้นต่อรถไฟท้องถิ่นไปลงที่สถานี Aizu-Wakamatsu ซึ่งเป็นสถานีต้นทางของสายทาดามิ ปัจจุบันสามารถนั่งไปจนสุดสายได้ถึงสถานี Aizu-Kawaguchi จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาที ค่าโดยสารเที่ยวละ 1,140 เยน และสามารถใช้ JR Pass ได้

5. เพลิดเพลินกับความงามของหุบเขาหิมะด้วยรถไฟสายริคุอีสท์

5. เพลิดเพลินกับความงามของหุบเขาหิมะด้วยรถไฟสายริคุอีสท์

เส้นทางรถไฟสายริคุอีสท์ หรือริคุตะวันออก (Rikuu East Line) คือเส้นทางรถไฟที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดยามากาตะ และจังหวัดมิยางิ สองจังหวัดที่ขึ้นชื่อทั้งในเรื่องของการเกษตรและมีแหล่งน้ำพุร้อนมากมาย โดยริคุนั้นเป็นหนึ่งในชื่อเก่าของภูมิภาคโทโฮคุในอดีต

เนื่องจากเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่วิ่งผ่านภูเขาเป็นส่วนใหญ่ ระหว่างทางจึงเต็มไปด้วยอุโมงค์ ทุกครั้งที่ขบวนรถไฟวิ่งพ้นออกมา เราจะได้พบกับภาพบรรยากาศใหม่ๆของภูเขาหิมะสองข้างทางที่ไม่ซ้ำกันเสมอ โดยไฮไลท์สำคัญระหว่างการเดินทางบนเส้นทางรถไฟสายนี้ คือช่วงเวลาที่ขบวนรถไฟวิ่งออกมาจากอุโมงค์ มาพบกับหุบเขานารุโกะ หนึ่งในหุบเขาที่สวยงามที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ ซึ่งในฤดูหนาวนั้นทั้งสายน้ำ หินผา และพรรณไม้ทั่วทั้งบริเวณต่างถูกปลกคลุมให้เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยหิมะอันบริสุทธิ์ และขับเน้นความงามของสภาพภูมิประเทศอันโดดเด่นออกมาอย่างชัดเจน

หากต้องการเปลี่ยนบรรยากาศการชมความงามของฤดูหนาวในรูปแบบอื่น ก็คงไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่าการแวะแช่น้ำพุร้อนพร้อมกับชมหิมะที่โปรยปรายลงมาที่นารุโกะออนเซ็น ณ สถานี Naruko Onsen ซึ่งเป็นเมืองน้ำพุร้อนที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและยังอยู่ใกล้เคียงกับหุบเขานารุโกะ โดยใครที่มีเวลาและอยากได้ภาพสวยๆ ก็สามารถเดินไปยังจุดชมวิวเพื่อรอถ่ายภาพขบวนรถไฟที่แล่นออกมาจากอุโมงค์ได้อีกด้วย

สถานี Shinjo ที่เป็นสถานีเริ่มต้นของเส้นทางรถไฟสายริคุอีสท์นั้นยังเป็นจุดจอดของรถไฟชินคันเซ็นสายยามากาตะ จึงสามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกสบายจากโตเกียว โดยหากเดินทางไปจนสุดสายที่สถานี Kogota ในจังหวัดมิยางิ จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 1,850 เยน ซึ่งครอบคลุมการใช้ JR Pass ตลอดทั้งการเดินทาง