All About Japan

10 ที่เที่ยวไม่ควรพลาด เมื่อไปเยือนกิฟุ (Gifu)

| แผนการการเดินทาง , Gifu
10 ที่เที่ยวไม่ควรพลาด เมื่อไปเยือนกิฟุ (Gifu)

กิฟุ (Gifu) จังหวัดในภาคกลางหรือภูมิภาคจูบุของญี่ปุ่น มีพื้นที่หลักๆคือ "ฮิดะ" ทางตอนเหนือและ "มิโนะ" ทางตอนใต้ ด้วยความที่กิฟุมีความหลากหลายทางภูมิประเทศทั้งยังมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่นี่จึงเต็มไปด้วยสถานที่น่าสนใจมากมายตามที่จะแนะนำดังต่อไปนี้

1.หมู่บ้าน ชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go)

1.หมู่บ้าน ชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go)

หมู่บ้านที่ได้รับเลือกจากยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลก ด้วยความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมการก่อสร้างแบบกัสโช (แปลว่า "ทรงพนมมือ" ชื่อมีที่มาจากหลังคาสามเหลี่ยม) ท่ามกลางบรรยากาศของป่ากับภูเขาที่สวยงาม

ในปัจจุบันที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็มีชาวบ้านท้องถิ่นที่อาศัยอยู่และดำรงชีวิตประจำวันตามปกติ และเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะบางส่วน อีกทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ที่มีการใช้อยู่จริงในอดีตไว้ให้ชม เช่นบ้านวาดะ (Wada House) บ้านทรงกัสโชที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น มีอายุมากกว่า 300 ปี ซึ่งภายในยังคงมีสภาพเดิมและสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงงานหัตถกรรมต่าง ๆ ที่ทำขึ้นในสมัยก่อนด้วย

ไฮไลท์อีกอย่างก็คือทุกต้นปีระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ที่หมู่บ้านแห่งนี้จะจัดเทศกาลประดับไฟ Shirakawa-go Lightup และเป็นช่วงที่จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมเยือนเป็นจำนวนมาก

การเดินทาง : จากสถานี JR Takayama นั่งรถบัส Takayama Nohi Bus มาถึงที่หมู่บ้านได้เลย หรือ จากสถานี JR Kanazawa นั่งรถบัส Kanazawa Nohi Bus มาลงที่หมู่บ้านได้เช่นกัน

ค่าเข้าชม : บริเวณหมู่บ้านไม่มีค่าเข้าชม แต่บ้านวาดะจะมีค่าเข้าชม ผู้ใหญ่: 300 เยน เด็ก: 150 เยน

เวลาทำการ : 9:00 น. - 17:00 น.

2.ย่านเมืองเก่า ทาคายามา (Takayama)

2.ย่านเมืองเก่า ทาคายามา (Takayama)

ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนในอ้อมกอดแห่งขุนเขา เมืองทาคายามาอยู่ทางตอนเหนือของกิฟุ

ด้วยบรรยากาศของเมืองที่ยังคงเก็บรักษาประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าไว้อย่างดี ทั้งสถาปัตยกรรมบ้านโบราณ ตลาดเช้า พิพิธภัณฑ์ ร้านค้าร้านขนมอายุเก่าแก่กว่าร้อยปี และยังมีเทศกาลที่ได้รับขนานนามว่าเป็น 1 ใน 3 เทศกาลที่มีความสวยงามตระการตาที่สุดในญี่ปุ่นนั่นก็คือ ทาคายามา มัตสึริ (Takayama Matsuri)

เทศกาลแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงฤดูใบไม้ผลิ จัดขึ้นในเดือนเมษายน เรียกว่า Sanno Matsuri หรือ Takayama Spring Festival และในฤดูใบไม้ร่วงช่วงเดือนตุลาคม เรียกว่า Hachiman Matsuri หรือ Takayama Autumn Festival

เทศกาลนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ การแห่ขบวนรถโบราณที่เรียกว่า Yatai และในยามค่ำคืน Yatai จะถูกประดับไปด้วยโคมไฟทำให้ดูสวยงาม นอกจากนี้ขบวนแห่ในงานยังมีผู้ร่วมเดินขบวนนับพันคน โดยทุกคนจะแต่งกายย้อนยุคและมีการเล่นดนตรีประกอบขบวนแห่ไปด้วย บรรยากาศเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสู่อดีตของญี่ปุ่น

วิธีเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Takayama เดินต่อประมาณ 12 นาที

ค่าเข้าชม : ไม่มี

เวลาทำการ : เวลาเปิดปิดต่างกันไปแล้วแต่ห้างร้าน

3.เกโระ ออนเซน (Gero Onsen)

3.เกโระ ออนเซน (Gero Onsen)

เกโระออนเซ็น ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 ออนเซ็นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีชื่อเสียงในเรื่องของ น้ำร้อนแห่งความงามที่ทำให้ผิวนุ่มและมีสุขภาพดี

เมืองนี้มีออนเซ็นสาธารณะ 3 แห่งให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสแช่อนเซ็นกัน และมีเส้นทางเดินออนเซ็นและจัดให้มีบริการออนเซ็นเท้าเป็นจุด ๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ดังนั้น ระหว่างที่เดินเล่นก็สามารถแวะผ่อนคลายกับออนเซ็นเท้าได้ตามความต้องการ หรือหากจะพักค้างคืนก็มีโรงแรมและเรียวกังบรรยากาศดีให้เลือกมากมาย

นอกจากออนเซ็นก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ศาลเจ้าซารุโบโบ วัดออนเซนจิ ที่ตั้งของ Yakushi Nyorai เทพแห่งการรักษาผู้ซึ่งฟื้นฟูการไหลของน้ำพุร้อนในช่วงเหตุการณ์แผ่นดินไหว และพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งบ้านทรงกัสโช (Gero Onsen Gassho Mura) รวมบ้านหลังคาสูงชันแบบชิราคาวาโกะ ซึ่งภายในจะมีการแสดงโชว์เงาที่เรียกว่า ชิราสะงิสะ ให้ชมด้วย

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Gero เดินต่ออีก 5 นาที

ค่าเข้าชม : พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งหมู่บ้านกัสโช มีค่าเข้าชม 800เยน ออนเซ็นแต่ละแห่งอาจมีค่าใช้จ่ายที่ต่างกันไป

เวลาทำการ : พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งหมู่บ้านกัสโชเปิดทำการ 8:30 น. -17:00 น.

4.ปราสาทกิฟุ (Gifu Castle)

4.ปราสาทกิฟุ (Gifu Castle)

ปราสาทกิฟุ ตั้งอยู่บนยอดเขาคินคะ (Kinka) เดิมชื่อปราสาท อินะบะยะมะ เมื่อปี 1744 ปราสาทแห่งนี้ได้ถูกเผาทำลายและได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ในปี 1956 ปัจจุบันด้านนอกเป็นปราสาทสีขาว มีทั้งหมด 4 ชั้น ภายในจัดแสดงอาวุธ เสื้อเกราะสมัยโบราณ และอุปกรณ์ต่างๆ

จุดเด่นปราสาทแห่งนี้คือการที่ตั้งอยู่บนยอดเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 329 เมตร ทำให้มีการใช้โรปเวย์เพื่อเดินทางขึ้นลงและชมทิวทัศน์ ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมีบรรยากาศสวยงามมาก

นอกจากนี้ทางด้านทิศตะวันออกของตัวปราสาท เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ปราสาทกิฟุ (Gifu Castle Museum) ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ตั้งของป้อมปืนใหญ่ และเป็นคลังเก็บอาวุธ รวมถึงเสบียงที่ใช้ในยามสงคราม เรียกได้ว่าเมื่อมาเที่ยวที่นี่ก็จะได้ชมความงามของปราสาทและยังได้นั่งโรปเวย์ชมวิวสวยๆรอบๆบริเวณนี้อีกด้วย

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Gifu Sta. หรือสถานี Meitetsu Gifu Sta. ต่อรถบัส Gifu Bus สายที่ไป Nagayoshi-Takatomi ลงที่ป้าย Gifu Rekishi Hakubutsukan-mae ลงบัสแล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที เพื่อไปต่อโรปเวย์ขึ้นสู่ยอดเขา

เวลาทำการ : 9:30 น. - 16:30 น. มีการขยายเวลาตามความเหมาะสมของแต่ละฤดูกาล

ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 200 เยน ,เด็ก 100 เยน
ค่าโดยสารโรปเวย์ ไป-กลับ ผู้ใหญ่ 1,080 เยน ,เด็ก 540 เยน

5.ฮิดะ ฟุรุคาวะ (Hida Furukawa)

5.ฮิดะ ฟุรุคาวะ (Hida Furukawa)

เมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมิยะ (Miya) และได้ชื่อว่าเป็นเมืองคู่แฝดของเมืองฮิดะทาคายามา คือเป็นเขตหมู่บ้านโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ ให้มีบรรยากาศเหมือนญี่ปุ่นแบบในสมัยเอโดะ

ภายในตัวหมู่บ้านมีลำคลองซึ่งเป็นที่อาศัยของปลาคาร์ฟหลากสีสันนับพันตัวแหวกว่ายอยู่ในน้ำใส ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของที่นี่ ริมคลองจะเต็มไปด้วยร้านค้าตั้งเรียงราย มีร้านขายเทียนญี่ปุ่น มิชิมะ ที่ดำเนินกิจการมาตั้งแต่สมัยเอโดะ และบ้านเก่าผนังสีขาว (shirakabe dozo) ปลายสุดด้านหนึ่งของลำคลอง ก็เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หัตถกรรมทาคุมิคัง (Takumikan Craft Museum) ภายในจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับงานฝีมือแบบดั้งเดิมของฮิดะ

นอกจากนี้ในวันที่ 19-20 เมษายน ของทุกปี ก็จะมีการจัดงานเทศกาล ฮิดะฟุรุคาวะ (Hida Furukawa Festival) ที่ผู้มาเที่ยวชมงานจะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับขบวนแห่อันงดงามตระการตาและชมการแสดงการตีกลองอันยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

การเดินทาง : เดิน 5 นาทีจาก สถานี JR Hida Furukawa Sta.

ค่าเข้าชม : เฉพาะส่วนของพิพิธภัณฑ์หัตถกรรมทาคุมิคัง ผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก 100 เยน

เวลาทำการ : ตลอดเวลา

6.มาโกเมะจูกุ (Magome-Juku)

6.มาโกเมะจูกุ (Magome-Juku)

มาโกะเมะจูกุ (Magome-juku) สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เป็น 1 ใน 5 เส้นทางสายนาคาเซนโดะ (Nakasendo) หรือเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อระหว่างโตเกียวกับเกียวโตในสมัยเอโดะ

โดยที่นี่จะเป็นจุดหยุดพักที่ 43 จากทั้งหมด 69 จุดหยุดพัก ปัจจุบันนี้ก็ยังคงอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนท่ามกลางบรรยากาศของเมืองเก่าสมัยเอโดะเมื่อ 300 ปีที่แล้วไว้อย่างดี ที่นี่ได้รับคะแนนหนึ่งดาวจากมิชลินกรีนไกด์ ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นตัวแทนของญี่ปุ่นเลยทีเดียว

บนทางเดินลาดชันระยะทางราว 600 เมตร ของมาโกะเมะจูกุ จะปูด้วยหินเรียงราย ท่ามกลางบรรยากาศบ้านโบราณเก่าแก่สองฟากฝั่งที่มีหน้าต่างระแนงอันเป็นเอกลักษณ์ มีส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ ร้านน้ำชา และร้านขายของที่ระลึก

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Nakatsugawa Sta. นั่งรถบัสสาย Kitaena Bus Magome Line ประมาณ 25 นาที ลงที่ป้าย Magome

ค่าเข้าชม : มีค่าเข้าชมเฉพาะพิพิธภัณฑ์บางแห่ง

เวลาทำการ : ตลอดเวลา

7.กุโจ ฮาจิมัง (Gujo Hachiman)

7.กุโจ ฮาจิมัง (Gujo Hachiman)

เป็นเมืองเล็กๆริมแม่น้ำในจังหวัดกิฟุ ที่มีบรรยากาศสงบเงียบ ผู้คนใช้ชีวิตเรียบง่าย เสน่ห์ที่สัมผัสได้ของเมืองนี้คือบ้านเมืองที่ยังหลงเหลือบรรยากาศแบบย้อนยุคไปสมัยอดีตเรียงราย และเป็นเมืองที่มีรางน้ำจำนวนมากจนถูกเรียกว่าเป็นเมืองแห่งสายน้ำ ซึ่งจะได้ยินเสียงน้ำไหลสะท้อนไปทั่วทั้งตัวเมืองได้บรรยากาศในการเดินเที่ยวอีกแบบหนึ่ง

และที่นี่ก็มีงานเทศกาลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดี เต้นรำในฤดูร้อน นั่นก็คือเทศกาลกุโจโอโดริ (Gujo Odori) ที่มีมายาวนานมากว่า 400 ปี โดยจะจัดขึ้นในคืนวันที่ 31 กรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายนของทุกปี กุโจโอโดริ เป็นเทศกาลที่มีการแสดง ทั้งร้องและเต้นในแบบชาวบ้าน ที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมสนุกไปด้วยกันได้ ช่วงที่พีคที่สุดคือช่วงวันที่ 13 - 16 สิงหาคม หรือตรงกับเทศกาลโอบ้ง ชาวบ้านต่างก็ออกมาร่ายรำกันทั้งคืนไปจนถึงเช้าเลยทีเดียว

ถ้าไปร่วมงานเทศกาลนี้ ก็จะได้เห็นผู้คนทุกเพศทุกวัยต่างก็สวมชุดยูกาตะและรองเท้าเกี๊ยะมารวมตัวกันเพื่อร้องเล่นเต้นรำอย่างสนุกสนาน เรียกว่าเป็นงานใหญ่ประจำปีของที่นี่เลยก็ว่าได้

การเดินทาง : เมืองอยู่บริเวณสถานี Gujo-Hachiman Sta.

ค่าเข้าชม : ไม่มี

ช่วงเวลาจัดเทศกาล : ปลายเดือนกรกฎาคม - ต้นเดือนกันยายน (33 คืน)
วันจันทร์ - ศุกร์ และอาทิตย์จะมีกิจกรรมประมาณเวลา 20.00 - 22.30 น. วันเสาร์จัดถึงเวลา 23.00 น.

8.หมู่บ้านพื้นเมืองฮิดะ (Hida Folk Village)

ฮิดะโนะซาโตะ เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งขนาดใหญ่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสไปกับธรรมชาติ 4 ฤดู ภายในมีหมู่บ้านจำลองแบบกัสโชกว่า 30 หลังที่ย้ายมาจากพื้นที่ต่างๆในกิฟุ มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งแสดงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่และศิลปะพื้นบ้านของญี่ปุ่น

ผู้ที่มาเที่ยวชมสามารถสนุกไปกับกิจกรรมต่างๆ แบบท้องถิ่น เช่นการทำเครื่องปั้นดินเผา การแกะสลักไม้ งานประดิษฐ์จากฟางเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการทำสวนผักและสวนดอกไม้ บ่อน้ำที่สามารถให้อาหารปลาได้ โซนของเล่นพื้นเมืองญี่ปุ่น เป็นต้น

ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ของทุกปี ก็จะเป็นช่วงที่มีงานประดับไฟยามค่ำคืน ท่ามกลางอากาศหนาวและหิมะ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวสนใจเดินทางไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก

การเดินทาง : จากสถานี JR Takayama Sta. ต่อรถบัสไปอีกประมาณ 10 นาที ลงที่ป้ายฮิดะ โนะ ซาโตะ (Hida no Sato)

ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 700 เยน เด็กอายุ 6-15 ปี 200 เยน

เวลาทำการ : 8.30 น. - 17.00 น.

9.สระน้ำของโมเนต์ (Monet Pond)

9.สระน้ำของโมเนต์ (Monet Pond)

สระน้ำของโมเนต์ (Monet’s Pond) ช่งนี้เป็นสถานที่ๆถูกพูดถึงอย่างแพร่หลาย ทั้งในหนังสือนิตยสารหรือสื่อต่างๆ ก็ได้มีการนำเสนออยู่บ่อยๆ ทำให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นทั้งในญี่ปุ่นและต่างชาติ

ด้วยความใสของน้ำในบ่อกับดอกบัวสวยๆและปลาคาร์ฟสีสันสวยงามแหวกว่ายไปมา ทำให้มองดูแล้วให้ความรู้สึกคล้ายภาพวาดของโมเนต์ (Claude Monet) ศิลปินสีน้ำชื่อดังระดับโลกชาวฝรั่งเศส โดยภาพที่ว่ากันว่าคล้ายๆกับสระน้ำแห่งนี้ เป็นผลงานชุดภาพวาดดอกบัวในบ่อน้ำที่ชื่อว่า “Le Bassin Aux Nymphéas” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า “Water Lilies”

สระมีชื่อจริงๆว่า "สระไม่มีชื่อ" (นะโมนากิ) สระแห่งนี้ตั้งอยู่ข้างๆ ศาลเจ้าเนะมิจิ (Nemichi Shrine) ศาลเจ้าอาคารไม้แบบชินโตที่มีชื่อเสียงในกิฟุ และใกล้ๆกันก็มีสวนดอกไม้อิทาโดริ (Itadori Flower Park) ตั้งอยู่ด้านหน้า ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมา นอกจากจะมาเพื่อชมความสวยงามของสระน้ำของโมเนต์แล้ว ก็มีโอกาสได้เที่ยวชมศาลเจ้าเนะมิจิกับสวนดอกไม้อิทาโดริด้วย

การเดินทาง : แนะนำให้เริ่มจากสถานี Gifu Sta. ต่อรถบัสหมายเลข N83 จากจุดขึ้นรถบัสช่องหมายเลข 12 เพื่อไปลงที่ป้าย Horado-kiwi Plaza ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 60 นาที พแถึงแล้วต่อรถบัสฟรี Itadori-fureai-bus ไปลงที่ป้าย Ajisaien-mae ใช้เวลาประมาณ 15 นาที

ค่าเข้าชม: ฟรี

เวลาทำการ: 24 ชั่วโมง

10. พิพิธภัณฑ์นาการะกาวะอุไก (Nagaragawa Ukai Museum)

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับ การจับปลาด้วยนกกาน้ำ หรือ “อุไก” ที่สืบทอดต่อกันมากว่า 1,300 ปี โดยจะมีสื่อต่างๆสำหรับนำเสนอประวัติความเป็นมาของการจับปลาด้วยนกกาน้ำ การเลี้ยงนก พิธีกรรมก่อนการจับปลา และมีหุ่นปั้นแสดงการจับปลาด้วย

การจับปลาด้วยนกกาน้ำ เป็นวิธีที่คนในอดีตจับปลา ที่สำคัญคือต้องจับเฉพาะในเวลากลางคืนนะ เพราะชาวประมงผู้เชี่ยวชาญ หรือเรียกว่า อุโช จะเอาเชือกผูกคอนกกาน้ำไว้ให้กลืนปลาไม่ได้ แล้วก็จะจุดโคมไฟไว้ที่หัวเรือ เมื่อปลาเห็นแสงไฟก็จะว่ายมาใกล้ๆ จึงทำให้เกล็ดสะท้อนกับแสงไฟ ก็ทำให้นกสามารถจับได้อย่างง่ายดาย นักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถชมวิธีการจับปลาแบบโบราณของจริงได้ทุกปีระหว่างวันที่ 11 พฤษภาคม -15 ตุลาคม ในทุกค่ำคืน (ยกเว้นวันที่พระจันทร์เต็มดวง)

บรรยากาศการล่องเรือชมการจับปลาด้วยนกกาน้ำ ต้องบอกว่าเป็นอีกประสบการณ์ที่จะได้พบกับความสวยงามของผืนน้ำในยามค่ำคืนสะท้อนกับแสงสีแดงของคบเพลิง เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต ซึ่งหาชมได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น

การเดินทาง จากสถานีรถไฟ JR Gifu Sta. หรือสถานี Meitetsu Gifu Sta. แล้วต่อรถแท็กซี่ประมาณ 10 นาที

ค่าเข้าชม : ส่วนของพิพิธภัณฑ์ ผู้ใหญ่ 500 เยน เด็ก 250 เยน
ค่าเข้าชมการแสดง: ผู้ใหญ่ 3,400 เยน เด็ก 1,700 เยน
เวลาชมการแสดง เริ่มเวลา 18:45 น. เป็นต้นไป

เวลาทำการส่วนของพิพิธภัณฑ์
ช่วง 1 พฤษภาคม – 15 ตุลาคม 09:00 น. – 19:00 น.
ช่วง 16 ตุลาคม – 30 เมษายน 09:00 น. – 17:00 น.