เบื้องหลังการสร้างเชือกมงคลขนาดยักษ์แห่งศาลเจ้าอิซุโมะ ไทฉะ (Izumo Taisha) ด้วยฝีมือช่างเมืองอีอินัง (Iinan)
ทุกๆ ประมาณ 7 ปี ทีมช่างฝีมือในเมืองเล็กๆอย่างอีอินังจะใช้เวลา 4 เดือนในการฟั่นฟางข้าวให้กลายเป็นเชือกชิเมนาวะยาว 13.6 เมตร นำหนัก 5 ตัน เพื่อนำไปถวายแก่ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทฉะ เชือกเส้นนี้ถือเป็นหนึ่งในเชือกมงคลที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยเบื้องหลังการทำงานนี้คือบทเรียนแห่งความร่วมมือร่วมใจที่สืบทอดกันมาหลายยุคสมัยในชุมชนเกษตรกรรมแห่งนี้
By Louise George Kittaka
เชือกศักดิ์สิทธิ์ทำขึ้นโดยสมาชิกชุมชนท้องถิ่นในเมืองอีอินัง (เครดิตภาพ: อาคารจัดแสดงและรังสรรค์ชิเมนาวะยักษ์แห่งเมืองอีอินัง (Iinan-cho Great Shimenawa Creation Hall))
เชือกชิเมนาวะ คือเชือกศักดิ์สิทธิ์ที่ทำจากฟางข้าว พบได้ตามศาลเจ้าและสถานที่ที่มีความสำคัญทางจิตวิญญาณทั่วประเทศญี่ปุ่น เชือกนี้ทำหน้าที่ปักป้ายบอกเขตแดนระหว่างโลกมนุษย์ทั่วไปกับพื้นที่ที่เชื่อกันว่าเป็นที่สิงสถิตของ "คามิ" (kami) หรือเทพเจ้าตามความเชื่อของลัทธิชินโต และหนึ่งในเชือกชิเมนาวะที่เป็นที่รู้จักและถูกถ่ายภาพมากที่สุดนั้นแขวนอยู่ที่ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทฉะ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองอิซุโมะ (Izumo) ในจังหวัดชิมาเนะ (Shimane) โดยเป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดในญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,300 ปี
เชือกศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์ของศาลเจ้าแห่งนี้แขวนอยู่ที่คากุระเด็น (Kaguraden) หรืออาคารทำพิธีรำถวายเทพเจ้า ด้วยความยาว 13.6 เมตร และน้ำหนักราว 5 ตัน จึงเชื่อกันว่าเป็นเชือกชิเมนาวะที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยในทุกๆ ประมาณ 7 ปี เชือกเส้นใหม่จะถูกรังสรรค์ขึ้นโดยเหล่าช่างฝีมือในเมืองเล็กๆอย่างอีอินังของจังหวัดชิมาเนะ และผู้เขียนได้มีโอกาสชมการสร้างสรรค์ผลงานที่มีขนาดใหญ่ที่เป็นความสำเร็จอันน่าทึ่งจากความร่วมมือร่วมใจกันของทุกคน
อาคารที่สร้างขึ้นเพื่อการรังสรรค์เชือกยักษ์
การสร้างเชือกศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์นี้ต้องอาศัยพลังแห่งความร่วมมือร่วมใจกันของทุกคน (เครดิตภาพ: อาคารจัดแสดงและรังสรรค์เชือกชิเมนาวะยักษ์แห่งเมืองอีอินัง - Iinan-cho Great Shimenawa Creation Hall)
อาคารจัดแสดงและรังสรรค์เชือกชิเมนาวะยักษ์แห่งเมืองอีอินัง เดินทางจากเมืองจากอิซุโมะโดยขับรถลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ครั้งนี้โอซามุ อากุทะงาวะ (Osamu Akutagawa) จากสมาคมท่องเที่ยวท้องถิ่นเป็นผู้พาผู้เขียนเดินชม ทั่วทุกพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยฟางข้าว พร้อมกลิ่นหอมอบอุ่นแบบธรรมชาติที่อบอวลไปทั่วทั้งอาคาร
โดยทั่วไปแล้ว นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาที่นี่เพื่อเรียนรู้เรื่องราวของเชือกชิเมนาวะ ชมส่วนจัดแสดง และลองทำเชือกศักดิ์สิทธิ์เส้นเล็กๆ ด้วยตัวเอง ทว่าการมาเยือนของผู้เขียนในครั้งนี้ประจวบเหมาะกับช่วงปีที่ตัวอาคารกลายเป็นโรงเวิร์กช็อป พอดีกับรอบทุกๆ 5 ถึง 8 ปี ที่สถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นพื้นที่ของเหล่าช่างฝีมือในท้องถิ่นจากสมาคมหัตถกรรมเชือกชิเมนาวะแห่งเมืองอีอินัง (Iinan-cho Shimenawa Cooperative) ซึ่งพวกเขาจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือนเต็มในการร่วมกันทำเชือกชิเมนาวะยักษ์เพื่อนำไปแขวนที่คากุระเด็นของศาลเจ้าอิซุโมะ ไทฉะ
น่าแปลกที่จริงๆ แล้วไม่มีกฎตายตัวว่าต้องเปลี่ยนเชือกใหม่ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ทางศาลเจ้าอิซุโมะ ไทฉะ จะพิจารณาจากกำหนดการภายใน แล้วประสานงานกับทางเมืองอีอินังเพื่อตกลงวันเปลี่ยนที่สะดวกตรงกันทั้งสองฝ่าย บางครั้งเชือกก็ถูกเปลี่ยนหลังจากใช้งานไปเพียง 5 ปี ขณะที่รอบนี้เชือกเส้นเดิมแขวนอยู่นานถึง 8 ปีก่อนที่จะมีการสั่งทำเชือกเส้นใหม่ขึ้นมา
พื้นที่แถบนี้ของจังหวัดชิมาเนะขึ้นชื่อเรื่องหิมะตกหนักมาตั้งแต่อดีต จนในช่วงฤดูหนาว ชาวนาแทบไม่สามารถออกไปไหนได้ อากุทะงาวะเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า “ผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตอยู่กับงานฟางข้าวในช่วงฤดูหนาวมานานแล้วครับ” เขายังเล่าต่ออีกว่า “พวกเขานำฟางข้าวมาทำเป็นของใช้สารพัดอย่างในชีวิตประจำวัน รวมถึงเสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่เวลาต้องออกไปลุยหิมะด้วย”
อาคารจัดแสดงและรังสรรค์เชือกชิเมนาวะยักษ์ สร้างขึ้นในปี 2015 เป็นทั้งโรงงานสำหรับทำเชือกและเป็นพิพิธภัณฑ์ที่อุทิศให้กับเรื่องราวประวัติศาสตร์และความสำคัญของเชือกที่มีต่อเมืองอีอินัง (เครดิตภาพ: อาคารจัดแสดงและรังสรรค์เชือกชิเมนาวะยักษ์แห่งเมืองอีอินัง)
ภูมิปัญญาการทำเชือกชิเมนาวะของคนในท้องถิ่นเชื่อมโยงเมืองอีอินังเข้ากับศาลเจ้าอิซุโมะ ไทฉะในเวลาต่อมา ย่านฮานากุริ (Hanaguri) ของเมืองอีอินังเคยมีศาลเจ้าสาขาของอิซุโมะ ไทฉะตั้งอยู่ และสมาคมผู้ศรัทธาประจำศาลเจ้าแห่งนี้เองที่เป็นผู้ทำเชือกชิเมนาวะให้คากุระเด็นเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1950 เชือกในตอนนั้นมีความยาวเพียงราวหนึ่งในสามของเชือกที่เห็นในปัจจุบัน
ต่อมา เมื่อคากุระเด็นสร้างขึ้นใหม่ในปี 1981 ก็ต้องใช้เชือกที่มีขนาดใหญ่ขึ้น สมาคมผู้ศรัทธากลุ่มเดิมจึงร่วมมือกับชมรมผู้สูงอายุในท้องถิ่นเพื่อทำเชือกเส้นใหม่นี้ ความร่วมมือครั้งนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มที่ต่อมาพัฒนาเป็นสหกรณ์หัตถกรรมเชือกชิเมนาวะแห่งเมืองอีอินังสมาคมหัตถกรรมเชือกชิเมนาวะแห่งเมืองอีอินัง
เมื่อเราเดินมาหยุดดูภาพถ่ายที่จัดแสดงอยู่ อากุทะงาวะชี้ให้ดูภาพเชือกชิเมนาวะขนาดยักษ์ แล้วบอกว่า “พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มันเป็นเชือกที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นหรอกครับ เพียงแต่ทำไปทำมา มันก็กลายเป็นแบบนั้นเอง”
ในอดีต การทำเชือกชิเมนาวะของศาลเจ้าอิซุโมะ ไทฉะเคยใช้พื้นที่ตามโรงเรียนต่าง ๆ ในท้องถิ่นเป็นสถานที่ทำงาน จนกระทั่งปี 2015 จึงมีการสร้างอาคารสำหรับทำเชือกชิเมนาวะโดยเฉพาะขึ้นมา
การเตรียมเชือกศักดิ์สิทธิ์เส้นใหม่เพื่อนำไปติดตั้งที่ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทฉะ (เครดิตภาพ: อาคารจัดแสดงและรังสรรค์เชือกชิเมนาวะยักษ์แห่งเมืองอีอินัง)
เรื่องราวเบื้องหลังเชือกชิเมนาวะขนาดยักษ์เริ่มต้นขึ้นนานก่อนที่ฟางข้าวเส้นแรกจะถูกนำมาถักเข้าด้วยกัน ทุกฤดูใบไม้ผลิ ชาวนาในท้องถิ่นจะปลูกข้าวเหนียวพันธุ์พิเศษที่รู้จักกันในชื่อ อากาโฮะโมจิ (Akaho-mochi) ในแปลงนาที่กำหนดไว้โดยเฉพาะของเมืองอีอินัง ข้าวพันธุ์นี้มีความเหนียวกว่าข้าวทั่วไป และให้ลำต้นที่ยาวและแข็งแรงเป็นพิเศษ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำมาทำเชือก
ชาวนาจะเก็บเกี่ยวฟางข้าวในเดือนกรกฎาคม ก่อนที่รวงข้าวจะสุกงอม ซึ่งเป็นช่วงที่เส้นใยมีความแข็งแรงที่สุด โดยกระบวนการนี้เรียกว่าอาโอการิ (aogari) หรือการเก็บเกี่ยวตอนเขียว จากนั้นจึงนำฟางไปตากแห้งและจัดเก็บไว้อย่างระมัดระวังให้พ้นจากแสงแดด เพื่อไม่ให้ฟางเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จุดประสงค์ก็เพื่อรักษาสีเขียวสดไว้สำหรับใช้ทำเป็นชั้นนอกสุดของเชือก แม้ในท้ายที่สุดสีเขียวนี้จะค่อยๆซีดจางและกลายเป็นสีน้ำตาลทองก็ตาม
อากุทะงาวะกล่าวว่า “สิ่งที่ผู้คนมองเห็นและถ่ายรูปกันจริง ๆ ก็คือพื้นผิวนอกของเชือกชิเมนาวะครับ” ส่วนด้านในของเชือกยักษ์นั้นสามารถใส่ฟางข้าวทั่วไปลงไปได้ รวมถึงฟางอากาโฮะโมจิที่มีคุณภาพไม่เหมาะสำหรับการทำเป็นผิวชั้นนอก การจะทำให้เชือกมีความหนาสม่ำเสมอตลอดทั้งเส้น ช่างฝีมือต้องวัดขนาด ตัด และฟั่นมัดฟางเข้าด้วยกันอย่างแม่นยำ และเชือกชิเมนาวะความยาว 13.6 เมตรนี้ไม่ได้ถักขึ้นมาเป็นชิ้นเดียวยาวตลอดทั้งเส้น แต่แบ่งออกเป็นหลายส่วน โดยแต่ละส่วนจะขึ้นรูปแยกกัน ก่อนจะนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างพิถีพิถันในขั้นตอนสุดท้าย
ขั้นตอนอันประณีตนี้เปรียบได้กับการต่อจิ๊กซอว์ขนาดยักษ์ โดยรูปร่างโดยรวมจะค่อยๆปรากฏให้เห็นเมื่อชิ้นส่วนส่วนใหญ่นำมาประกอบเข้าด้วยกันแล้ว และเมื่อรังสรรค์เชือกเสร็จสมบูรณ์ ช่างฝีมือบางส่วนก็จะเดินทางร่วมไปกับเชือกเส้นใหม่นี้สู่ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทฉะเพื่อร่วมประกอบพิธีถวายต่อไป
ความร่วมแรงร่วมใจ
ผลลัพธ์จากหยาดเหงื่อและความทุ่มเทยาวนานหลายชั่วโมงกลายเป็นเชือกศักดิ์สิทธิ์ที่ได้แขวนอย่างสง่างาม ณ ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทฉะ (เครดิตภาพ: อาคารจัดแสดงและรังสรรค์ชิเมนาวะยักษ์แห่งเมืองอีอินัง)
ภายในอาคารเต็มไปด้วยบรรยากาศอันคึกคัก ผู้คนมากมายต่างร่วมแรงร่วมใจกันในแต่ละขั้นตอนของการทำงาน ผู้เข้าร่วมมีตั้งแต่คนรุ่นเก่าไปจนถึงรุ่นใหม่ครอบคลุมถึงสามช่วงวัย มีทั้งช่างฝีมือรุ่นใหญ่ผู้มากประสบการณ์ ไปจนถึงผู้ที่เพิ่งเข้าร่วมเป็นครั้งแรก สุมาโกะ โคงะ (Sumako Koga) คือหนึ่งในสมาชิกทีมรุ่นใหม่ เธอมาจากเมืองโทซุ (Tosu) ในจังหวัดซากะ (Saga) และตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อปี 2020 หลังจากรู้ว่าเมืองอีอินังกำลังเปิดรับสมัครคนเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูท้องถิ่นของรัฐบาล โคงะเลือกเมืองอีอินังเป็นพิเศษก็เพราะโครงการทำเชือกชิเมนาวะนี้โดยเฉพาะ เธอได้กล่าวว่า "ฉันอยากทำของด้วยมือของตัวเองมาโดยตลอดค่ะ และฉันยังหลงรักศาลเจ้าอิซุโมะ ไทฉะมาตลอดด้วย"
สุมาโกะ โคงะ ย้ายจากภูมิภาคคิวชูมายังเมืองอีอินังด้วยความตั้งใจที่จะเรียนรู้ศาสตร์และศิลป์แห่งการถักเชือกชิเมนาวะโดยเฉพาะ (เครดิตภาพ: อาคารจัดแสดงและรังสรรค์ชิเมนาวะยักษ์แห่งเมืองอีอินัง)
งานของสมาคมขยายวงกว้างไปไกลกว่าเมืองอีอินังมาก หลังจากสร้างอาคารเสร็จและจดทะเบียนเป็นองค์กรอย่างเป็นทางการแล้ว ทางสมาคมก็เริ่มรับคำสั่งผลิตจากพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้น ยังเคยส่งออกเชือกชิเมนาวะไปไกลถึงฮาวาย ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าย่อยของศาลเจ้าอิซุโมะ ไทฉะ รวมถึงบางพื้นที่ในยุโรปด้วย
เชือกเหล่านี้จะถูกลำเลียงขนส่งทางเรือ และเมื่อเดินทางไปถึง ก็จะให้คนในท้องถิ่นปลายทางนำขึ้นประดิษฐาน อากุทะงาวะกล่าวพลางหัวเราะว่า “พวกเราไม่มีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศด้วยตัวเองหรอกครับ แต่ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากไปแน่นอนครับ!”
เมืองอีอินังต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะประชากรลดลงและการขาดแคลนผู้สืบทอดงานเกษตรกรรม เช่นเดียวกับพื้นที่ชนบทหลายแห่งในญี่ปุ่น ทว่าการรังสรรค์เชือกชิเมนาวะยังคงดำเนินต่อไป และเป็นสิ่งที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนในท้องถิ่น ทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ที่นี่มานานและผู้ที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ให้มาร่วมมือกัน ฟางข้าวแต่ละเส้นถูกฟั่นเข้าด้วยกันทีละเส้น จนกลายเป็นเชือกที่มีความหมายมากกว่าการนำฟางข้าวมารวมกัน เพราะเรื่องราวของขนบธรรมเนียมและการทำงานเป็นทีมได้ถูกร้อยเรียงและส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง จนในที่สุดเชือกขนาดยักษ์จะก่อเป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ ก่อนออกเดินทางสู่ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทฉะ เพื่อนำไปอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ อาคารคากุระเด็นสืบไป
Iinan-cho Ohshimenawa Sousakukan (Giant Shimenawa Creation Hall) Website