All About Japan

แบบนี้ก็มีด้วย! รวม 5 สถานที่ท่องเที่ยวลึกลับ สุดแปลกในญี่ปุ่น

รู้ลึกเรื่องญี่ปุ่น
แบบนี้ก็มีด้วย! รวม 5 สถานที่ท่องเที่ยวลึกลับ สุดแปลกในญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลากหลายแนวที่เห็นแล้วจะต้องทึ่ง โดยครั้งนี้จะพาเพื่อนๆ ไปพบกับที่เที่ยวแนวลึกลับซึ่งยังไม่มีการพาไปแนะนำมากนัก แต่เราจะพาไป! ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูกันดีกว่าเพื่อนๆ รู้จักที่ไหนกันบ้าง

https://pixta.jp/

แม้ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะก้าวล้ำนำสมัยไปมากขนาดไหนแล้ว ก็ยังคงมีสถานที่อีกมากมายที่เต็มไปด้วยปริศนาลี้ลับ ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เรื่องสยองขวัญ เรื่องชวนหลอนสั่นประสาทที่หาคำตอบไม่ได้แน่ชัดว่ามันคืออะไรกันแน่ อธิบายไปก็อาจไม่เข้าใจ เรื่องแบบนี้อยู่ที่ความเชื่อ อยู่ที่ใครจะเจอประสบการณ์ที่น่าขวัญผวานั้นๆ

สำหรับครั้งนี้เราจะขอนำเพื่อนๆ ไปสัมผัสบรรยากาศในสถานที่ท่องเที่ยวที่ฉีกแนวไปจากเดิม จากที่เคยพาไปที่สดชื่นสดใส ธรรมชาติสวยงามในโลกที่เจิดจ้า ก็ลองไปเที่ยวอีกมุมหนึ่งที่ออกโทนสีทึมๆ มีความน่าพิศวงในที่มาที่ไป รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ชวนให้ค้นหามีความลึกลับ เต็มไปด้วยปริศนาในรอยอดีต

ซึ่งที่เที่ยวเหล่านี้กลับได้รับความสนใจจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความตื่นเต้นสยองขวัญเป็นพิเศษ เอาละ พร้อมจะไปไขความลี้ลับกับเราหรือยัง

1. หลุมฝังศพของพระคริสต์ (Tomb of Christ) จังหวัดอาโอโมริ (Aomori)

1. หลุมฝังศพของพระคริสต์ (Tomb of Christ) จังหวัดอาโอโมริ (Aomori)

https://pixta.jp/

ใครๆ ต่างเชื่อกันว่าพระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขนและสิ้นใจที่กลโกธา (Golgotha) แต่ทางญี่ปุ่นแย้งว่าท่านมาสิ้นที่หมู่บ้านชินโง (Shingo Village) จังหวัดอาโอโมริ (Aomori) ต่างหาก!

โดยจากหลักฐานเอกสารโบราณที่ค้นพบจากศาลเจ้าโคโซะโคไทจิงกู (Kosokotaijingu Shrine) ซึ่งเป็นเอกสารของของตระกูลทาเคอุจิ (Takenouchi documents) ในจังหวัดอิบารากิ (Ibaraki) เมื่อปี 1935 บันทึกไว้ว่าคนที่ถูกตรีงไม้กางเชนไม่ใช่พระเยซูแต่เป็นน้องชายที่มีนามว่าอิสึกิริ (Isukiri) ส่วนพระเยซูได้หลบหนีมาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านชินโง ใช้ชีวิตเป็นชาวนาปลูกข้าว มีภรรยาชาวญี่ปุ่น และมีลูกสาว 3 คนจนสิ้นลมหายใจจากไปด้วยอายุ 106 ปี

หลุมพระศพมีลักษณะเป็นเนินทรงกลมเตี้ยๆ 2 เนินคู่กันและมีไม้กางเขนปักอยู่บนเนิน ประวัติความเป็นมาต่างๆ ของหลุมพระศพนี้ รวมทั้งสำเนาของเอกสารของของตระกูลทาเคอุจิถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ใกล้ๆ ทุกปีจะมีการจัดเทศกาลพระคริสต์ (Christ Festival) ที่ผสมผลานความเป็นชินโตเข้าไปด้วย

มีระบำบงโอโดริเพลงพื้นบ้านที่ชื่อ นาเนียโดะยาระ (Nanyadoyara) ที่หมู่บ้านชินโงนี้ยังมีความเชื่อในเรื่องลึกลับที่ว่าถ้าจะนำเด็กออกจากบ้านครั้งแรกให้เขียนรูปไม้กางเขนบนหน้าผาก หรือถ้ามีอาการขาเป็นเหน็บก็ให้เขียนไม้กางเขนบนหน้าผากเช่นกัน

การเดินทาง
จากสถานีโตเกียว (Tokyo Station) ขึ้นรถไฟชินคังเซ็นสายโทโฮคุ (Tohoku Shinkansen) ไปลงสถานีฮาจิโนเฮะ (Hachinohe Station) จากนั้นต่อรถบัส Nanbu bus ที่จะไป Gonohe ลงป้ายสุดท้าย แล้วต่อรถบัสของ Hainai ลงป้าย Kirisuto Koen Mae หรือเช่ารถขับ / แท็กซี่

2. ภูเขาโอโซเระ (Mount Osore) จังหวัดอาโอโมริ (Aomori)

2. ภูเขาโอโซเระ (Mount Osore) จังหวัดอาโอโมริ (Aomori)

https://pixta.jp/

ภูเขาโอโซเระ หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าโอโซเระซัง (Osorezan) ในภาษาญี่ปุ่นเขียนว่า "恐山" แปลว่าภูเขาแห่งความหวาดกลัว เป็นหนึ่งในสามภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของญี่ปุ่น มีความเชื่อกันว่าเมื่อตายแล้ว วิญญาณคนตายจะไปอยู่กันที่ภูเขาโอโซเระ

ที่นี่เป็นประตูเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และโลกหลังความตายซึ่งมีสะพานสีแดงกั้นแบ่งไว้ ถ้าข้ามสะพานแดงไปก็จะเป็นประตูทางเข้าสู่โลกของวิญญาณ หลังจากผ่านประตูมาได้ก็จะเจอบริเวณที่บรรยากาศคล้ายขุมนรก อย่างที่วัดโอโซเระซังโบไดจิ (Osorezan Bodaiji) จะมีหินที่ถูกกัดเซาะด้วยก๊าซกรดกำมะถัน ทำให้เกิดกลิ่นกำมะถันไปทั่ว

https://pixta.jp/

และยังมีจุดยอดนิยมอย่างจิโงกุเมงุริ (Jigoku Meguri) ซึ่งเป็นจุดเที่ยวชมสถานที่ของภูเขาโอโซเระที่เรียกกันติดปากว่าทัวร์นรก ชื่อของจุดเที่ยวชมนั้นก็มีคำว่านรกประกอบด้วย เมื่อผ่านมาได้ก็จะพบกับชายหาดสวยที่ทรายขาวและน้ำทะเลเป็นสีเขียวมรกต เป็นทัศนียภาพที่งดงาม สงบ และแฝงด้วยความลึกลับ

การเดินทาง
จากสถานีโตเกียว (Tokyo Station) ขึ้นรถไฟชินคังเซ็นสายโทโฮคุ (Tohoku Shinkansen) ไปลงสถานีฮาจิโนเฮะ (Hachinohe Station) จากนั้นเปลี่ยนไปขึ้นสายอาโอโมริ (Aoimori Railway Line) ไปลงสถานีโนเฮจิ (Noheji Station) แล้วต่อสายโอมินาโตะ (Ominato Line) ไปลงสถานีชิโมคิตะ (Shimokita Station) จากนั้นขึ้นรถบัสสาย Osorezan ไปลงที่ Osorezan

3. พิพิธภัณฑ์เรือนจำอาบาชิริ (Abashiri Prison Museum) จังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido)

3. พิพิธภัณฑ์เรือนจำอาบาชิริ (Abashiri Prison Museum) จังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido)

https://pixta.jp/

พิพิธภัณฑ์เรือนจำอาบาชิริ (Abashiri Prison Museum) ของเมืองอาบาชิริ (Abashiri) จังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) เป็นที่เที่ยวแบบบรรยากาศชวนขนลุกอีกแห่ง ในอดีตที่นี่เคยเป็นคุกสุดโหดที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่น ใช้ขังอาชญากรที่ก่อคดีร้ายแรงจนต้องโทษสถานหนัก รวมทั้งเคยเป็นที่คุมขังของ ชิราโทริ โยชิเอะ (Shiratori Yoshie) ที่ได้สมญานามว่า "ราชาแห่งการแหกคุกของญี่ปุ่น" อีกด้วย

สมัยนั้นเป็นยุคเมจิที่โทษประหารชีวิตถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากว่าโหดร้าย รัฐบาลจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีขังคุกแทน แต่เนื่องจากนักโทษมีจำนวนมหาศาล จำเป็นต้องสร้างคุกเพิ่ม เมืองอาบาชิริที่ฮอกไกโดจึงถูกเลือก โดยในการสร้างคุกก็ใช้แรงงานนักโทษอาชญากรรมเหล่านั้น

https://pixta.jp/

แต่หลังถูกใช้งานอย่างหนัก นักโทษกว่า 200 คนเสียชีวิตด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ขาดสารอาหาร ถูกทำร้ายโดยหมีสีน้ำตาล หมาป่า และสัตว์ป่า และจากอุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้าง พอรัฐบาลเมจิทราบก็สั่งให้ปิดโครงการนี้

พิพิธภัณฑ์เรือนจำอาบาชิริในปัจจุบันได้รับการสร้างใหม้ให้เป็นอย่างที่เราเห็น ภายในพิพิธภัณฑ์มีนิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมา และมีโซนจำลองเหตุการณ์ที่ใช้หุ่นจำลองคนขนาดเท่าตัวจริงที่นำมาจัดแสดงประกอบฉากสถานการณ์ภายในเรือนจำในสมัยก่อน ซึ่งทำให้เห็นการใช้ชีวิตของนักโทษเหล่านั้น และการใช้แรงงานพวกเขาอย่างโหดร้าย

การเดินทาง
ขึ้นรถบัส Abashiri จากสถานีขนส่งรถบัส Abashiri Bus Terminal ไปลงที่ป้าย Hakubutsukan Abashiri Kangoku แล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 10 นาที

4. พิพิธภัณฑ์ชูจิ เทรายามะ (Shuji Terayama Museum) จังหวัดอาโอโมริ (Aomori)

4. พิพิธภัณฑ์ชูจิ เทรายามะ (Shuji Terayama Museum) จังหวัดอาโอโมริ (Aomori)

ชูจิ เทรายามะ (Shuji Terayama) เป็นนักเขียนบทกวี นักเขียนบทละคร นักเขียน ผู้กำกับภาพยนตร์ และช่างภาพที่มีชื่อเสียงมากในญี่ปุ่น ผลงานของเขาเป็นที่รู้จักโด่งดังในแวดวงนักเขียนและภาพยนตร์ เขายังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีอิทธิพลต่อผู้สร้างภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่นอีกด้วย

เมืองมิซาวะ (Misawa) เป็นเมืองที่เขาเติบโตและใช้ชีวิต จึงมีสถานที่สำคัญที่เก็บผลงานของเขาไว้มากมาย เช่น โรงภาพยนตร์ที่เขาสร้างในปี 1967 และแกลเลอรีชื่อ Universal Gravitation รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์ชูจิ เทรายามะที่เราจะพาไปรู้จักในครั้งนี้

พิพิธภัณฑ์ชูจิ เทรายามะ ตั้งอยู่ที่เมืองมิซาวะ จังหวัดอาโอโมริ ด้านนอกเป็นอาคารแบบร่วมสมัยที่มีกลิ่นอายแปลกๆ โทนสีเทา ประดับผนังด้วยผลงานบทภาพยนตร์ของชูจิ เทรายามะ บรรยากาศคล้ายบ้านผีสิงเลยก็ว่าได้ เปิดทำการในเดือนกรกฎาคม ปี 1997

ในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชูจิ เทรายามะ ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์ภาพยนตร์สมัยก่อนจำนวนมากมาย งานเขียน หุ่นจำลองเก่าแก่ที่หากมาตอนกลางคืนก็ชวนให้สะพรึงอยู่ไม่น้อย ของใช้ส่วนตัวที่บริจาคโดยฮัตสึ (Hatsu) ผู้เป็นแม่ของเขา และยังจำลองห้องทำงาน และโลกในความคิดของชูจิ เทรายามะอีกด้วย

การเดินทาง
ขึ้นสาย Aoimori Railway ไปลงสถานีมิซาวะ (Misawa Station) แล้วนั่งแท็กซี่ต่อไปอีกประมาณ 20 นาที หรือออกทางประตูตะวันออก ต่อรถบัสไปลง Shuji Terayama Museum

5. สถานีรถไฟใต้ดินสึสึอิชิ (Tsutsuishi Station) จังหวัดนีงาตะ (Niigata)

5. สถานีรถไฟใต้ดินสึสึอิชิ (Tsutsuishi Station) จังหวัดนีงาตะ (Niigata)

https://pixta.jp/

ปิดท้ายกันด้วยสถานีรถไฟใต้ดินสึสึอิชิ (Tsutsuishi Station) เป็นสถานีรถไฟที่ขึ้นชื่อเรื่องความลึกลับสุดหลอนจนชวนขนลุกชันกันเลยทีเดียว สถานีรถไฟสึสึอิชินี้เป็นของรถไฟสายนิฮงไก ฮิซุย (Nihonkai Hisui Line) อยู่เมืองอิโตยงาวะ (Itoigawa) จังหวัดนีงาตะ (Niigata) ซึ่งปัจจุบันยังเปิดให้ใช้บริการตามปกติ

https://pixta.jp/

ที่นี่เป็นสถานีที่อยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน มีความลึกกว่า 40 เมตร ชานชาลาต้องเดินลงบันไดไป 290 ขั้น บรรยากาศที่ได้เวลาเดินลงไปเหมือนกับอยู่ในหนังสยองขวัญก็ว่าได้ ลักษณะของสถานีก็เหมือนกับห้องใต้ดินในเกม มืดสลัว ทึมๆ ถ้ามาใช้บริการตอนพลบค่ำแล้วก็ไม่อยากจะนึกเลยว่าจะเป็นยังไงบ้าง ใครใจกล้าลองไปพิสูจน์แล้วมาเล่าให้ฟังที

การเดินทาง
จากสถานีโตเกียว (Tokyo Station) ขึ้น Hokuriku Shinkansen ไปลงสถานีโจเอ็ตสึเมียวโก (Joetsumyoko Station) แล้วเปลียนไปขึ้นสาย Nihonkai Hisui Line ลงสถานีสึสึอิชิ (Tsutsuishi Station)

บทส่งท้าย

เป็นอย่างไรบ้างคะกับข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวสุดลึกลับที่เราได้นำมาเสนอในวันนี้ หากใครที่สนใจบทความประเภทนี้อีก เรายังมีเรื่องราวลึกลับชวนหลอนมาฝากกันอีกมากมาย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากลิงก์ด้านล่างนี้เลย

บทความที่เกี่ยวข้อง
・เปิดโลกรวม 5 สถานที่ "สุดหลอน" ในญี่ปุ่น
・10 สัตว์ประหลาดในตำนานของญี่ปุ่น
・รู้จัก 5 ตำนานเรื่องเล่าลี้ลับและผีญี่ปุ่นสุดสยอง
・4 เรื่องสยองขวัญเกี่ยวกับปราสาทในญี่ปุ่น

ผู้เขียน: hikawasa
หลังจากจบป.ตรีก็เริ่มงานในสายล่ามที่บริษัทญี่ปุ่นเช่น Satake Thailand, Hitachi Engineering & Services และรับงานล่ามให้นิตยสาร Custom Car ไปล่ามให้ตามงาน Motor Expo สักพักออกไปเรียนป.โทต่อที่ธรรมศาสตร์ ตอนทำวิทยานิพนธ์ ทาง Japan Foundation ให้ทุนนักศึกษาไปเก็บข้อมูลวิจัย ได้เห็นญี่ปุ่นในหลายมุม ปัจจุบันเป็นนักแปลฟรีแลนซ์ให้ Bongkoch Publishing, Siam Inter Multimedia Publishing, MEB Corporation ที่ทำสื่อดิจิทัลอีบุ๊คชั้นแนวหน้าของไทย และอีกมากมาย ได้โอกาสมาเป็นนักเขียนบทความท่องเที่ยวให้ AAJ ด้วย