All About Japan

รู้จักสถานีโคฟุคุ จุดขอพรแห่งความสุขและความรัก

สถานี Hokkaido
รู้จักสถานีโคฟุคุ จุดขอพรแห่งความสุขและความรัก

สถานีโคฟุคุ (Kofuku Station) เป็นสถานีรถไฟเล็กๆ ในเมืองโอบิฮิโระ จังหวัดฮอกไกโดที่กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนเป็นจำนวนมากเพื่อขอพรด้านความรักและความสุข วันนี้เราจะพาไปรู้จักที่มาที่ไปของสถานีแห่งนี้ และความน่าสนใจในปัจจุบันซึ่งยังคงมีชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวเดินทางมาขอพรกันอย่างไม่ขาดสาย

ที่มาของสถานีโคฟุคุ

ที่มาของสถานีโคฟุคุ

https://pixta.jp/

สถานีโคฟุคุ (Kofuku Station) เป็นสถานีรถไฟเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางรถไฟสายฮิโรโอะ ในเมืองโอบิฮิโระ จังหวัดฮอกไกโด โดยเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1956 และหลังจากนั้นไม่นาน สถานีรถไฟเล็กๆ แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศญี่ปุ่นจากบทเพลงที่ชื่อว่า “Ai no kuni kara kofuku eki e” (จากดินแดนแห่งความรักไปสู่สถานีแห่งความสุข)

โดยทั้งชื่อและเนื้อหาของบทเพลงนั้นเล่าถึงการเดินทางจากสถานีไอโคคุ ซึ่งสามารถแปลได้ว่า “ดินแดนแห่งความรัก” มายังสถานีโคฟุคุแห่งนี้ ซึ่งมีความหมายว่า “สถานีแห่งความสุข” และด้วยชื่อที่มีความหมายที่เป็นมงคลของสถานีเช่นนี้ ทำให้มีผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะคู่รักหนุ่มสาวเดินทางมายังสถานีโคฟุคุตามบทเพลง จนทำให้มีช่วงเวลาหนึ่งที่ทางสถานีสามารถจำหน่ายตั๋วโดยสารรถไฟได้สูงถึง 10 ล้านใบ ภายในระยะเวลา 4 ปี

การฟื้นฟูจากอดีตสู่ปัจจุบัน

การฟื้นฟูจากอดีตสู่ปัจจุบัน

https://pixta.jp/

เมื่อพ้นจากช่วงที่ได้รับความนิยม เส้นทางรถไฟสายฮิโรโอะ รวมถึงสถานีโคฟุคุก็กลับมาเป็นสถานีรถไฟเงียบๆ ในชนบทที่มีจำนวนผู้โดยสารไม่มาก และนำมาสู่การปิดตัวของเส้นทางรถไฟและตัวสถานีในปี 1987 แต่เนื่องจากบทเพลงที่กล่าวถึงสถานีแห่งนี้ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คน ทำให้แม้ตัวสถานีจะปิดให้บริการไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีผู้คนเดินทางมาเยือนอยู่เป็นระยะ จนทำให้ทางเทศบาลเมืองโอบิฮิโระตัดสินใจกลับมาเปิดสถานีโคฟุคุแห่งนี้อีกครั้ง

จากสถานีรถไฟสู่จุดขอพรเพื่อความสุขและความรัก

จากสถานีรถไฟสู่จุดขอพรเพื่อความสุขและความรัก

ตัวสถานีโคฟุคุนั้นเป็นสถานีรถไฟแบบชนบทที่มีเพียงอาคารไม้เล็กๆ และไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ การกลับมาเปิดสถานีแห่งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะมีรถไฟกลับมาวิ่งอีกครั้ง เพราะรถไฟในเส้นทางนี้ได้หยุดให้บริการอย่างถาวรไปแล้ว แต่เป็นการเปิดสถานีเพื่อให้เป็นจุดขอพรสำหรับผู้คนซึ่งเชื่อกันว่าจะสมหวังทั้งในด้านความรัก และมีความสุขในชีวิต ซึ่งตัวอาคารสถานีในปัจจุบันนั้นเต็มไปด้วยตั๋วรถไฟและป้ายขอพรแปะเรียงรายทั้งด้านนอกและด้านในอาคาร และมีตั้งแต่บริเวณผนังทั้งสี่ด้านไปจนถึงบนหลังคา

จุดอื่นๆ ที่น่าสนใจของสถานี:ระฆังแห่งรัก

จุดอื่นๆ ที่น่าสนใจของสถานี:ระฆังแห่งรัก

https://pixta.jp/

ภายนอกอาคารสถานีโคฟุคุยังมีจุดที่น่าสนใจอย่าง “ระฆังแห่งความสุข” ซึ่งหากคู่รักได้มาลั่นระฆังแห่งนี้พร้อมกัน ก็จะมีความรักที่ราบรื่นและมีความสุขไปตลอดชีวิต และยังมีขบวนรถไฟเก่าสีส้มสดใสที่นำมาจอดทิ้งไว้เพื่อสร้างบรรยากาศและเป็นจุดถ่ายรูปสวยๆ นอกจากนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าสถานี ซึ่งสามารถเลือกซื้อตั๋วรถไฟ ป้ายขอพร พวงกุญแจ และสินค้าน่ารักๆ เกี่ยวกับสถานีแห่งนี้ได้ และที่พิเศษที่สุดก็คือหากมีการติดต่อจองพื้นที่ไว้กับทางเทศบาลเมืองเอาไว้ล่วงหน้า คู่รักก็สามารถจัดพิธีแต่งงานที่สถานีแห่งนี้ได้อีกด้วย

การเดินทางและสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงสถานีโคฟุคุ

การเดินทางและสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงสถานีโคฟุคุ

https://pixta.jp/

สถานีโคฟุคุตั้งอยู่ห่างจากซัปโปโรประมาณ 200 กิโลเมตร หากขับรถเช่ามาด้วยตัวเองจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง หรือสามารถเดินทางด้วยรถสาธารณะโดยการนั่งรถไฟมาลงที่สถานีโอบิฮิโระ (Obihiro Station) จากนั้นต่อรถบัสสาย 60 มาลงที่ป้าย Kofuku นอกจากการเดินทางมาเยือนสถานีโคฟุคุแล้ว บริเวณใกล้เคียงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น

โทะคะจิงะวะ อนเซ็น (Tokachigawa Onsen)
แหล่งออนเซ็นชื่อดังประจำเมืองโอบิฮิโระ ซึ่งน้ำแร่มีสรรพคุณในด้านความงาม และตั้งอยู่ริมแม่น้ำโอบิฮิโระ ซึ่งในระหว่างต้นเดือนพฤศจิกายนจนถึงกลางเดือนเมษายน จะได้พบกับภาพของฝูงหงส์จำนวนมากที่หลบหนาวมาใช้ชีวิตกันในแม่น้ำด้วย

https://pixta.jp/

โทคะจิ ฮิลส์ (Tokachi Hills)
ธีมปาร์คที่เน้นการนำเสนอเรื่องดอกไม้ อาหาร และเกษตรกรรม โดยมีจุดเด่นเป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีพันธุ์ไม้กว่า 1,000 ชนิด และยังมีทุ่งดอกไม้สวยๆ ให้ชมได้ตลอดทั้งสี่ฤดู รวมถึงมีพื้นที่เกษตรกรรมที่สามารถชมวิถีชีวิตเกษตร และชิมผลผลิตอร่อยๆ จากสวนได้โดยตรง

ผู้เขียน: ชินพงศ์ มุ่งศิริ
เริ่มต้นทำงานเป็นช่างภาพอิสระหลังเรียนจบ เดินทางไปถ่ายภาพที่ประเทศญี่ปุ่นบ่อยครั้งจนครบทั้ง 4 ฤดูอันสวยงาม และเกือบครบทุกภูมิภาค มีผลงานภาพถ่ายตีพิมพ์ในไกด์บุ๊คระดับโลกอย่าง Lonely Planet ถึง 3 เล่ม คือ Discovery Japan, Japan และ Kyoto รวมถึงเว็บไซต์ท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง National Geographic Traveler UK, BBC Travel, Travel+Leisure, TIME และอีกมาก
นอกจากการถ่ายทอดความสวยงามของประเทศญี่ปุ่นผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันยังหันมาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทางตัวอักษรทั้งในฐานะนักเขียนและนักแปลควบคู่กันไปอีกด้วย