All About Japan

รวมที่เที่ยวเด่นของคนไป "นางาซากิ" ครั้งแรก

| Nagasaki

พูดถึงนางาซากิหลายคนคงนึกถึงระเบิดปรมาณูเป็นอย่างแรก แต่นอกจากจะมีที่เที่ยวที่ให้การศึกษาเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมนี้แล้ว นางาซากิยังเป็นเมืองท่าสำคัญของญี่ปุ่นมาเป็นเวลาหลายร้อยปี ทำให้ในเมืองมีความเป็นญี่ปุ่นที่ผสมผสานกับกลิ่นอายตะวันตกจนเกิดเป็นบรรยากาศที่ไม่เหมือนใคร จึงมีที่เที่ยวแบบผสมผสานที่หาไม่ได้ที่อื่นในญี่ปุ่นอยู่อีกเป็นจำนวนมาก

1. สวนสันติภาพนางาซากิ (Nagasaki Memorial Peace Park)

สิ่งแรกที่คนทั่วโลกรับรู้เมื่อพูดถึงชื่อเมืองนางาซากิ คือการเป็น 1 ใน 2 เมืองในญี่ปุ่นซึ่งถูกทิ้งระเบิดปรมาณูในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และทำลายตัวเมืองนางาซากิไปอย่างย่อยยับ เมื่อสงครามสิ้นสุดลง จึงได้มีการสร้างสวนสันติภาพแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงความโหดร้ายของสงคราม โดยสวนแห่งนี้จุดสำคัญอยู่ 2 จุดคือน้ำพุแห่งสันติภาพ เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตจากความร้อนสูงของปรมาณู และอนุเสาวรีย์แห่งสันติภาพซึ่งมีลักษณะเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่ใช้แขนขวาชี้ขึ้นบนฟ้าเพื่อเตือนถึงอันตรายจากระเบิดปรมาณู และแขนซ้ายเหยียดตรงไปอีกทางหนึ่งเพื่อเรียกร้องถึงสันติภาพ

ค่าเข้าชม: 200 เยน
เวลาเปิดปิด: 08.30 – 18.30 น.
การเดินทาง: รถรางสถานี Peace Park หรือสถานี Atomic Bomb Museum

2. พิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิ (Nagasaki Atomic Bomb Museum)

อีกหนึ่งสถานที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองนางาซากิ และยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากสวนสันติภาพ โดยพิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลทุกรูปแบบเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมนี้เอาไว้เพื่อถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงความโหดร้ายของสงคราม ซึ่งสิ่งที่นำมาจัดแสดงนั้นมีทั้งรูปถ่ายก่อนและหลังการทิ้งระเบิด ข้าวของที่เสียหายจากแรงระเบิด เรื่องราวของผู้คนที่ทุกข์ทรมานจากสารกัมมันตภาพรังสี และการจัดฉายภาพยนตร์สารคดีที่บอกเล่าเรื่องราวอันน่าเศร้าในครั้งนั้น

โดยหากเดินจากสวนสันติภาพมายังพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จะผ่านจุดสำคัญอีกหนึ่งแห่งคือสวนไฮโปเซ็นเตอร์ (Hypocenter Park) ซึ่งภายในสวนแห่งนี้จะมีอนุเสาวรีย์เป็นแท่งหินสีดำ ซึ่งแสดงถึงจุดที่ระเบิดปรมาณูถูกทิ้งลงมาและคร่าชีวิตชาวเมืองนางาซากิไปเป็นจำนวนมาก

ค่าเข้าชม: 200 เยน
เวลาเปิดปิด: 08.30 – 17.30 น.
การเดินทาง: รถรางสถานี Atomic Bomb Museum

3. นางาซากิไชน่าทาวน์ (Nagasaki Chinatown)

นอกจากภาพจำเรื่องระเบิดปรมาณูแล้ว นางาซากินั้นมีฐานะเป็นเมืองท่าสำคัญของญี่ปุ่นมาเป็นเวลาหลายร้อยปี ทำให้มีอาคารบ้านเรือนและย่านหลายแห่งที่เกิดขึ้นจากชนชาติต่างๆเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่อค้าขายและประกอบธุรกิจอยู่ทั่วทั้งเมือง หนึ่งในย่านที่น่าสนใจก็คือย่านไชน่าทาวน์ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากไชน่าทาวน์ที่โยโกฮาม่าและโกเบ แต่ก็ถือเป็นไชน่าทาวน์ที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น และแน่นอนว่าสิ่งที่จะพบได้มากที่สุดภายในย่านนี้คือร้านอาหารจีนหลากหลายประเภทให้เลือกชิม และยังมีวัด ศาลเจ้า และซุ้มประตูสไตล์จีนที่ช่วยสร้างบรรยากาศและใช้เป็นมุมถ่ายรูปสวยๆได้อีกมาก

สิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนย่านไชน่าทาวน์ที่นางาซากิ คือการชิมสามเมนูหลักที่เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมอาหารของจีนและญี่ปุ่นเข้าด้วยกันจนเป็นอาหารต้นตำหรับของเมืองนางาซากิ เมนูแรกคือ “ซาระอุด้ง” ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหมี่กรอบราดหน้า ผัดกับเนื้อสัตว์และผัก อีกเมนูคือ “จัมปง” บะหมี่น้ำสูตรพิเศษที่นำผักและเนื้อสัตว์ต่างๆ ไปผัดก่อนที่จะนำมาคลุกเคล้ารวมกันในน้ำซุปเข้มข้น และเมนูสุดท้าย “คะคุนิมันจู” ซาลาเปาไส้หมูสามชั้นตุ๋นที่หอมและนุ่มไม่เหมือนใคร

ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิดปิด: ขึ้นอยู่กับร้านค้าแต่ละร้าน
การเดินทาง: รถรางสถานี Shinchi Chinatown

4. ภูเขาอินะซะ (Mount Inasa)

ภูเขาอินะซะเป็นภูเขาความสูง 333 เมตร ตั้งอยู่ใกล้กับตัวเมืองนางาซากิ จึงกลายเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของเมือง โดยเฉพาะวิวในตอนกลางคืนที่ได้รับยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 จุดชมวิวกลางคืนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นร่วมกับจุดชมวิวที่โกเบและฮาโกดาเตะ และหลายสำนักยังยกให้เป็นหนึ่งในวิวกลางคืนที่สวยที่สุดในโลกร่วมกับเมืองอื่นๆ (เช่นเนเปิลส์ที่อิตาลี หรือฮาโกดาเตะของญี่ปุ่นเอง)

ภาพที่เห็นจากจุดชมวิวบนภูเขาอะนะซะคือท่าเรือและตัวเมืองนางาซากิสองฝั่งที่เรียงรายตั้งแต่ริมน้ำขึ้นไปจนถึงบนเนินเขา คั่นกลางด้วยอ่าวนางาซากิ และนอกจากจุดชมวิวแล้วบนภูเขายังมีร้านอาหารมากมายที่สามารถทานของอร่อยๆ ไปพร้อมกับชมวิวสวยๆรอบด้าน จึงสามารถขึ้นไปเที่ยวได้ตั้งแต่ช่วงเย็นและรอจนกว่าตัวเมืองจะเปิดไฟส่องสว่างระยิบระยับในยามค่ำ หรือหากใครที่มีเวลาไม่เพียงพอ ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่แวะขึ้นไปในช่วงกลางวัน ซึ่งวิวทิวทัศน์ที่มองเห็นนั้นก็สวยงามไม่แพ้กับในยามค่ำคืนเลย

ค่าเข้าชม: ฟรี (ค่ากระเช้าไปกลับ 1,230 เยน)
เวลาเปิดปิด: 08.00 – 22.00 น.
การเดินทาง: รถรางสถานี Takaramachi และต่อกระเช้าขึ้นไปบนภูเขา

5. สวนสนุกเฮาส์เทนบอช (Huis Ten Bosch)

ในญี่ปุ่นนั้นมีสวนสนุกมากมายหลายรูปแบบ ทั้งสวนสนุกในธีมการ์ตูนหรือภาพยนตร์ชื่อดังต่างๆ แต่ที่สวนสนุกเฮาส์เทนบอชแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทั้งคนที่อยากเล่นเครื่องเล่นสนุกๆและอยากถ่ายรูปสวยๆ ในบรรยากาศที่มีกลิ่นอายราวกับอยู่ในยุโรป โดยสวนสนุกแห่งนี้เป็นโปรเจ็กต์ร่วมกันระหว่างประเทศญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันยาวนานจากการติดต่อค้าขายผ่านทางเมืองนางาซากิในอดีต

สถานที่ต่างๆภายในสวนสนุกเฮาส์เทนบอชเป็นเหมือนการจำลองเมืองเนเธอร์แลนด์มาตั้งเอาไว้ ซึ่งมีทั้งสวนดอกไม้ กังหันลม อาคารสไตล์ยุโรป รวมถึงพระราชวังเฮาส์เทนบอช พระราชวังสำคัญของเนเธอร์แลนด์ที่ถูกจำลองมาอย่างสมจริง และเป็นที่มาของชื่อสวนสนุกแห่งนี้ ในด้านเครื่องเล่นต่างๆ ก็มีความอลังการไม่แพ้สวนสนุกแห่งอื่นๆ ทั้งเครื่องเล่นพื้นฐานอย่างชิงช้าสวรรค์ บ้านผีสิง เขาวงกต ไปจนถึงเครื่องเล่นล้ำสมัยแบบ 5D ที่สมจริงทั้งแสงสีเสียง

ค่าเข้าชม: บัตรแบบ 1 วัน 7,000 เยน บัตรเข้าชมช่วงเย็น (ตั้งแต่ 16.00 น.) 5,400 เยน
เวลาเปิดปิด: 9.00 – 22.00 น.
การเดินทาง: สถานี Huis Ten Bosch

6. เกาะเดจิมะ (Dejima Island)

เกาะเดจิมะเป็นเกาะเทียมขนาดเล็กที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1634 บริเวณริมอ่าวนางาซากิ จุดประสงค์หลักคือเพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ และจัดระเบียบชาวต่างชาติให้อยู่เฉพาะในบริเวณเกาะแห่งนี้ โดยอาคารเก่าแก่หลายแห่งบนเกาะได้รับการอนุรักษ์เอาไว้จนถึงปัจจุบัน และถูกปรับให้เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์เพื่อจัดแสดงความเป็นอยู่ของชาวตะวันตกในอดีต

ความโดดเด่นของเกาะเดจิมะคือเป็นย่านเมืองเก่าที่มีทั้งอาคารญี่ปุ่นโบราณและอาคารสไตล์ยุโรปอยู่รวมกัน และอาคารบางแห่งที่ดูภายนอกเหมือนเป็นบ้านญี่ปุ่นทั่วไปแต่ด้านในมีการตกแต่งเป็นแบบตะวันตกอย่างสวยงาม ถือเป็นย่านเมืองเก่าที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกับย่านเมืองเก่าแห่งอื่นๆในญี่ปุ่น ซึ่งสามารถเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศแบบย้อนยุค และถ่ายรูปสวยๆ ได้อย่างเต็มที่

ค่าเข้าชม: 510 เยน
เวลาเปิดปิด: 8.00 - 21.00 น.
การเดินทาง: รถรางสถานี Dejima

7. สวนโกลฟเวอร์ (Glover Garden)

สวนโกลฟเวอร์เป็นสวนสไตล์ตะวันตกซึ่งแต่เดิมเป็นบ้านพักของโทมัส เบลค โกลฟเวอร์ พ่อค้าชาวสกอตแลนด์ที่มีบทบาทสำคัญในการติดต่อค้าขายที่เมืองนางาซากิในอดีต โดยในปัจจุบันได้มีการปรับให้คฤหาสน์ทั้งหมดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จำลองความเป็นอยู่ของชาวตะวันตกในอดีต ส่วนพื้นที่ของสวนนอกจากจะมีความร่มรื่นและสวยงามจากดอกไม้หลากหลายชนิดแล้ว ที่ตั้งซึ่งอยู่บนเนินเขาทำให้สามารถมองเห็นวิวของอ่าวนางาซากิและท่าเรือที่อยู่รอบๆได้อย่างชัดเจน ทั้งหมดนี้ทำให้สวนโกลฟเวอร์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกหนึ่งแห่งในเมืองนางาซากิที่เหมาะทั้งการมาศึกษาประวัติศาสตร์ ผ่อนคลาย และถ่ายรูปสวยๆ ภายในคฤหาสน์เก่าแก่หลากหลายรูปแบบ

ค่าเข้าชม: 610 เยน
เวลาเปิดปิด: 08.00 – 18.00 น.
การเดินทาง: รถรางสถานี Oura Cathedral