All About Japan

5 ขบวนรถไฟสุดหรูของประเทศญี่ปุ่น

| รถไฟ

ประเทศญี่ปุ่นกับรถไฟนั้นถือเป็นของคู่กัน และยังคงมีการพัฒนารถไฟรูปแบบต่างๆ อยู่เสมอ แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นคือรถไฟสุดหรูที่มาพร้อมกับความเป็นเลิศในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบริการ การตกแต่งขบวนรถ อาหาร และทิวทัศน์ระหว่างการเดินทาง ซึ่งรถไฟสุดหรูทั้ง 5 ขบวนที่เราจะแนะนำต่อไปนี้ อาจเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายๆ คน ที่อยากเก็บเงินไปลองนั่งให้ได้สักครั้งในชีวิต

1. Seven Stars in Kyushu ขบวนรถไฟสุดหรูแห่งเกาะคิวชู

ภูมิภาคคิวชูนั้นอาจไม่เป็นที่นิยมมากเท่ากับภูมิภาคที่ใหญ่กว่าอย่างคันโตและคันไซ บวกกับรถบัสและสายการบินที่เข้ามาแย่งตลาด ทำให้บริษัทรถไฟ JR Kyushu นั้นประสบปัญหาขาดทุนอยู่บ้างเป็นบางปี แต่ท่ามกลางวิกฤตนี้เองที่ทำให้เกิดขบวนรถไฟสุดหรูอย่าง Seven Stars Kyushu ขึ้นมาเพื่อสร้างจุดขายในการดึงดูดนักท่องเที่ยว และทำให้ภูมิคภาคคิวชูกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

ที่มาของชื่อ Seven Stars ของรถไฟขบวนนี้ มาจากจำนวนจังหวัดทั้ง 7 ในภูมิภาคคิวชู จำนวนตู้รถไฟ 7 ตู้ และสถานที่ชั้นยอดในภูมิภาคทั้ง 7 แห่งที่รถไฟขบวนนี้จะพาไปสัมผัส โดยความหรูหราและความพิเศษของรถไฟขบวนนี้ เกิดจากการระดมช่างฝีมือชั้นยอดหลากหลายแขนงในท้องถิ่นที่มาร่วมกันสร้างสรรค์รายละเอียดต่างๆ ในขบวนรถ ไม่ว่าจะเป็นการแกะสลักประตูและหน้าต่างอันงดงามจากฝีมือช่างไม้ในจ.ฟุกุโอกะ การวาดลวดลายบนอ่างล้างมือ โคมไฟ และจุดอื่นๆ จากฝีมือช่างในจ.ซากะ บวกกับรูปแบบการบริการชั้นเลิศที่ดูแลเอาใจใส่ผู้โดยสารเป็นอย่างดี จึงทำให้การเดินทางไปกับรถไฟขบวนนี้กลายเป็นความทรงจำอันแสนพิเศษครั้งหนึ่งของชีวิต

ราคาและรูปแบบการเดินทาง :
ทริปแบบ 2 วัน 1 คืน (ค้างคืนบนรถไฟ) เดินทางผ่าน 4 จังหวัดในภูมิภาคคิวชู พร้อมแวะชมสถานที่น่าสนใจต่างๆ ระหว่างทาง ค่าโดยสาร 180,000 – 520,000 เยน
ทริปแบบ 4 วัน 3 คืน (ค้างคืนบนรถไฟ 2 คืน และค้างคืนในเรียวกัง 1 คืน) เดินทางผ่าน 5 จังหวัดในภูมิภาคคิวชู พร้อมแวะชมสถานที่น่าสนใจต่างๆ ระหว่างทาง ค่าโดยสาร 430,000 – 1,250,000 เยน

2. Train Suite Shiki-shima รถไฟหรูที่มาพร้อมกับการออกแบบสุดล้ำ

Train Suite Shiki-shima เป็นขบวนรถไฟที่เพิ่งมีการเปิดตัวในปี 2017 ที่ผ่านมา และได้สร้างความฮือฮาให้กับผู้คนในวงกว้างด้วยหน้าตาอันล้ำสมัย ซึ่งผสมผสานเข้ากับความหรูหราและกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว โดยรถไฟขบวนนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท JR East และมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่สถานี Ueno ในกรุงโตเกียว ซึ่งเส้นทางการวิ่งนั้นไม่เพียงแค่พาไปสัมผัสความสวยงามและสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจต่างๆ ในภูมิภาคคันโตและโทโฮคุเท่านั้น แต่ยังวิ่งไปไกลถึงฮอกไกโดกันเลย

ชื่อ Shiki-shima ของรถไฟขบวนนี้มีความหมายว่า “เกาะสี่ฤดู” โดยประกอบไปด้วยตู้รถไฟทั้งหมด 10 ตู้ ซึ่งตู้ที่โดดเด่นมากที่สุดก็คือตู้สำหรับชมวิวทั้งในตู้แรกและตู้สุดท้าย ที่มีลักษณะเป็นห้องกระจกใสรอบด้านให้สัมผัสความสวยงามของวิวทิวทัศน์ภายนอกได้อย่างเต็มอิ่ม ห้องนอนที่มีให้เลือกทั้งหมด 3 รูปแบบบนรถไฟต่างก็ถูกออกแบบและตกแต่งอย่างสวยงามและมีสไตล์ พร้อมกับอาหารทุกมื้อที่ถูกปรุงด้วยฝีมือของเชฟญี่ปุ่นชื่อดัง ตลอดเวลาที่เดินทางไปกับรถไฟขบวนนี้จึงเต็มไปด้วยความหรูหรามีสไตล์ จนไม่ว่าค่าโดยสารจะมีราคาแพงเพียงใด รถไฟขบวนนี้ก็มักจะถูกจองเต็มอย่างรวดเร็วเสมอ

ราคาและรูปแบบการเดินทาง : เส้นทางการวิ่งของ Train Suite Shiki-shima จะมีการเปลี่ยนแปลงทุกฤดู
ทริป 2 วัน 1 คืน จะครอบคลุมเส้นทางตั้งแต่ภูมิภาคคันโตจนถึงภูมิภาคโทโฮคุ ค่าโดยสาร 320,000 – 675,000 เยนต่อคน
ทริป 4 วัน 3 คืน จะครอบคลุมเส้นทางตั้งแต่ภูมิภาคคันโตจนถึงฮอกไกโด ค่าโดยสาร 740,000 – 1,425,000 เยนต่อคน

3. Twilight Express Mizukaze รถไฟหรูที่จะพาไปสัมผัสเสน่ห์ของภูมิภาคคันไซและชูโกกุ

Twilight Express Mizukaze เป็นขบวนรถไฟหรูของบริษัท JR West ซึ่งถือเป็นการชุบชีวิตขบวนรถไฟสาย Twilight Express หรือรถไฟแบบตู้นอนที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นกลับมาให้บริการอีกครั้ง และยังพาไปสัมผัสกลิ่นอายของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันโดดเด่นของภูมิภาคคันไซและชูโกกุ โดยมีจุดเริ่มต้นที่สถานี Kyoto และสถานี Osaka ซึ่งจุดไฮไลท์ต่างๆ ที่รถไฟขบวนนี้จะพาไปเยือน มีทั้งศาลเจ้ามิยาจิม่า (Miyajima Shrine) อันโด่งดังในฮิโรชิม่า หรือออนเซนชื่อดังของภูมิภาคคันไซอย่างคิโนซากิออนเซน (Kinosaki Onsen) ในจ.เฮียวโงะ

เนื่องจากขบวนรถไฟ Twilight Express นั้นมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน รูปแบบและการตกแต่งของรถไฟขบวนนี้จึงเป็นการผสมผสานกลิ่นอายของความย้อนยุคและความทันสมัยเข้าด้วยกัน โดยจุดที่เป็นไฮไลท์ของรถไฟขบวนนี้คือตู้ชมวิวที่ไม่ได้มีแค่กระจกให้ชมวิวรอบด้านเท่านั้น แต่ยังเป็นกระจกโค้งขึ้นไปถึงเพดานจนสามารถมองเห็นดวงดาวได้ในยามค่ำคืนเพื่อให้สมกับชื่อของขบวนรถไฟ และยังเหมาะสำหรับใครที่ชอบเดินทางคนเดียว เพราะรูปแบบของห้องพักบนรถไฟนั้นมีให้เลือกตั้งแต่ห้องเดี่ยว (Single) ห้องคู่ (Twin) ไปจนถึงห้องสูท (Suit) อันแสนหรูหรา

ราคาและรูปแบบการเดินทาง : ทริป 2 วัน 1 คืนค่าโดยสารอยู่ที่ 250,000-780,000เยน และทริป 3 วัน 2 คืนค่าโดยสารอยู่ที่ 470,000 – 1,250,000 เยน

4. The Royal Express เดินทางไปสัมผัสความสวยงามของคาบสมุทรอิซุอย่างมีระดับ

The Royal Express ถือเป็นขบวนรถไฟหรูอีกขบวน เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา โดยรูปแบบการให้บริการของรถไฟขบวนนี้จะไม่ใช่รถไฟแบบค้างคืนเหมือนขบวนอื่นๆ แต่เป็นรถไฟระยะสั้นระหว่างโยโกฮาม่า ไปยังคาบสมุทรอิซุซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง และยังรองรับผู้โดยสารได้ถึง 100 คน ซึ่งถือเป็นรถไฟท่องเที่ยวของญี่ปุ่นที่มีความจุผู้โดยสารมากที่สุดในปัจจุบัน โดยรถไฟท่องเที่ยวขบวนอื่นสามารถจุผู้โดยสารได้เพียงหลักสิบต่อขบวนเท่านั้น

นอกจากการได้เดินทางไปสัมผัสความสวยงามของพื้นที่ชายฝั่งทะเลบริเวณคาบสมุทรอิซุ (Izu Penisular) แล้ว ความหรูหราของรถไฟขบวนนี้ยังการันตีได้จากชื่อของผู้ออกแบบรถไฟชื่อดังอย่าง Eiji Mitooka ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ออกแบบขบวนรถไฟสุดหรูอย่าง Seven Stars in Kyushu ซึ่งนอกจากจะมีการประดับตกแต่งขบวนรถอย่างสวยงามในทุกรายละเอียดแล้ว บนรถไฟยังมีที่นั่งแบบครอบครัวพร้อมพื้นที่เล่นสำหรับเด็กเอาไว้ให้พร้อม และความพิเศษคือยังมีตู้เอนกประสงค์สำหรับเอาไว้จัดงานพิเศษต่างๆเช่นงานแต่งงานบนรถไฟได้อีกด้วย

ราคาและรูปแบบการเดินทาง : จากสถานี Yokohama ถึงสถานี Izukyu-Shimoda ตั๋วโดยสารปกติราคา 25,000 – 35,000 เยน และตั๋ว “Cruise Plan” ซึ่งรวมค่าอาหารและที่พัก 1 คืน ราคา 135,000 – 200,000 เยน

5. Sunrise Izumo รถไฟตู้นอนขบวนสุดท้ายของญี่ปุ่น

การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการรถไฟอย่างก้าวกระโดดของประเทศญี่ปุ่นทำให้มีรถไฟความเร็วสูงอย่างชินคันเซนใช้งานอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ไปจนถึงรถไฟความเร็วสูงพลังแม่เหล็กไฟฟ้า (Maglev) ที่ใกล้จะใช้งานได้จริงในอนาคต การเดินทางด้วยรถไฟตู้นอนเป็นระยะเวลานานๆ แบบในอดีตจึงเลือนหายไปตามกาลเวลา หากไม่นับรถไฟท่องเที่ยวพิเศษขบวนต่างๆ แล้ว รถไฟ Sunrise Izumo ขบวนนี้ถือเป็นรถไฟตู้นอนที่ให้บริการแบบเป็นประจำขบวนสุดท้ายของประเทศญี่ปุ่น

เส้นทางการวิ่งของรถไฟขบวนนี้ถือเป็นสายรถไฟหลักที่เริ่มต้นตั้งแต่โตเกียว ผ่านเมืองสำคัญอย่างชิซุโอกะ นาโกย่า เกียวโต โอซาก้า จนไปสิ้นสุดบริเวณจ.ชิมาเนะทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ที่สำคัญคือใครที่มี JR Pass สามารถโดยสารรถขบวนนี้ได้ฟรี แต่ที่นอนนั้นจะเป็นตู้นอนรวมแบบไม่มีม่านกั้น ซึ่งสำหรับใครที่ต้องการความเป็นส่วนตัว รถไฟขบวนนี้มีห้องพักให้เลือกทั้งแบบห้องเดี่ยว (Solo, Single) ไปจนถึงห้องดีลักซ์ (Deluxe) ที่หรูหราและดีที่สุด และความน่าประทับใจอันเป็นที่มาของชื่อ Sunrise ของรถไฟขบวนนี้ก็คือการได้ตื่นขึ้นมาพบกับภาพพระอาทิตย์ขึ้นอันสวยงามได้ทั้งที่อยู่บนรถไฟนั่นเอง

นอกจากขบวนนี้แล้วก็ยังมีอีกขบวนที่ชื่อคล้ายกันคือ Sunrise Seto ซึ่งเป็นรถนอนที่วิ่งข้ามทะเลเซโตะไปยังเกาะชิโกกุอีกด้วย สองคันนี้คือรถนอนคันสุดท้ายของญี่ปุ่นที่ยังมีวิ่งอยู่ทุกวัน

ราคาและรูปแบบการเดินทาง : จากสถานี Tokyo ถึงสถานี Izumoshi ราคาตู้นอนรวม (Nobi Nobi) 3,760 เยน ขึ้นฟรีหากมี JR Pass ห้องแบบอื่นๆต้องเพิ่มเงิน โซโล่ (Solo) 9,720 เยน ซิงเกิ้ล (Single) 10,800 เยน และซิงเกิ้ลดีลักซ์ (Single Deluxe) 16,970 เยน