All About Japan

5 ย่านท่องเที่ยวที่น่าสนใจรอบนอกเกียวโต

| สถานที่ทางประวัติศาสตร์ , Kyoto
5 ย่านท่องเที่ยวที่น่าสนใจรอบนอกเกียวโต

99% คนไปเกียวโตจะอยู่เฉพาะใจกลางเมือง (บริเวณที่มีวัดทอง วัดน้ำใสนั่นเอง) แต่วันนี้เราจะพาไปเที่ยว 5 ย่านรอบนอกของเกียวโตที่หลากหลายไม่ซ้ำใคร บรรยากาศรอบนอกของเมืองเกียวโตนั้นไม่ได้มีแค่วัดและศาลเจ้า แต่มีทั้งหมู่บ้านโบราณ ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และที่เที่ยวใหม่ๆที่หลายคนอาจไม่รู้จักมาก่อน

1. ชมหมู่บ้านโบราณที่มิยาม่า (Miyama)

หลายคนอาจคุ้นเคยกับชื่อของหมู่บ้านโบราณชิราคาวาโกะ ในเมืองทาคายาม่ากันเป็นอย่างดี แต่ในความเป็นจริงแล้วที่มิยาม่า พื้นที่ชนบททางเหนือของเมืองเกียวโตนั้นมีหมู่บ้านโบราณอีกแห่งหนึ่งที่ยังคงได้รับอนุรักษ์เอาไว้มาจนถึงปัจจุบัน โดยรูปแบบของหมู่บ้านโบราณที่นี่เป็นบ้านชาวนาที่เรียกว่าคายาบูกิ (Kayabuki) โดยจะมีรูปแบบแตกต่างกันเล็กน้อยตรงที่ตัวหลังคานั้นจะไม่ได้เป็นทรงสามเหลี่ยมขนาดใหญ่เหมือนกับกับรูปแบบการสร้างบ้านสไตล์ Gassho-zukuri ของหมู่บ้านชิราคาวาโกะ แต่บรรรยากาศโดยรวมนั้นก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน และยังมีนักท่องเที่ยวน้อยกว่า ทำให้บรรยากาศที่เงียบสงบกว่ามาก

บ้านโบราณในเขตมิยาม่านั้นมีจำนวนกว่า 200 หลังกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ท่ามกลางบรรยากาศของทุ่งนากว้างใหญ่ซึ่งยังคงมีการเพาะปลูกข้าวอยู่ในปัจจุบัน โดยบริเวณที่เป็นจุดท่องเที่ยวหลักจะมีชื่อเรียกว่า Kayabuki no Sato ซึ่งประกอบไปด้วยบ้านโบราณจำนวน 40 หลัง ซึ่งบางส่วนถูกดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์และคาเฟ่เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

การเดินทาง : จากสถานี Kyoto ขึ้นรถไฟสาย JR Sagano Line (San-in Line) ไปลงที่สถานี Sonobe และต่อรถไฟสาย San-in อีกครั้งไปลงที่สถานี Hiyoshi (760เยน 45 นาที ใช้ JR Pass ได้) จากนั้นขึ้นรถบัส Nantan ไปลงที่ป้าย Miyama (50 นาที 600 เยน)
เวลาเปิดทำการ : ตัวหมู่บ้านเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าเข้าชม : ตัวหมู่บ้านไม่เสียค่าเข้าชม แต่พิพิธภัณฑ์ทั้ง 3 แห่งในหมู่บ้านมีค่าเข้าชมครั้งละ 300 – 500 เยน

2. สัมผัสความงามของธรรมชาติ สายน้ำ และศาลเจ้าเก่าแก่ที่คิบุเนะ (Kibune)

2. สัมผัสความงามของธรรมชาติ สายน้ำ และศาลเจ้าเก่าแก่ที่คิบุเนะ (Kibune)

นอกจากการเดินชมวัดวาอารามอันสวยงามท่ามกลางกลิ่นอายเมืองเก่าของเกียวโตแล้ว ไม่ไกลจากตัวเมืองไปทางตอนเหนือ ก็ยังมีจุดท่องเที่ยวที่สามารถชื่นชมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และความงามของศาลเจ้าเก่าแก่อันมีเอกลักษณ์ไปพร้อมๆกัน บริเวณนั้นก็คือ “คิบุเนะ” เมืองเล็กๆในหุบเขาซึ่งมีความโดดเด่นจากโคมไฟสีแดงจำนวนมากที่เรียงรายอยู่บนบันไดหิน ซึ่งเมื่อเดินขึ้นบันไดไปจนสุดทางก็จะพบกับ ”ศาลเจ้าคิบุเนะ” (Kibune Shrine) ศาลเจ้าชื่อดังซึ่งตั้งอยู่บนเขา โดยระหว่างทางนั้นยังสามารถสัมผัสความร่มรื่นต้นไม้นานาพรรณ รวมถึงลำธารและน้ำตกขนาดเล็กที่คอยสร้างความชุ่มชื้นตลอดทั้งปี

คิบุเนะนั้นถือเป็นจุดท่องเที่ยวที่มีสเน่ห์ในทุกฤดู ไม่ว่าจะเป็นในฤดูใบไม้ผลิที่มีดอกซากุระผลิบาน ฤดูร้อนที่มีจุดเด่นจากร้านอาหารต่างๆที่มอบประสบการณ์ในการทานอาหารแบบ “คาวาโดโกะ” (Kawadogo) หรือการนั่งทานอาหารเหนือลำธารโดยมีสายน้ำไหลผ่าน ไปจนถึงช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่เต็มไปด้วยความสวยงามของพรรณไม้หลากสีสัน และฤดูหนาวที่ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่จุดของเกียวโตที่มีโอกาสพบเห็นหิมะได้มากที่สุดอีกด้วย

การเดินทาง : หากเริ่มจากสถานี Kyoto ขึ้นรถไฟสาย JR Nara Line ไปลงที่สถานี Tofukuji (หนึ่งสถานีเท่านั้น) และต่อรถไฟสาย Keihan Main Line ไปลงที่สถานี Demachiyanagi จากนั้นต่อรถไฟสาย Eizan Main Line ไปลงที่สถานี Kibuneguchi (50 นาที 830 เยน)
เวลาเปิดทำการ : ศาลเจ้าคิบุเนะเปิดทำการตั้งแต่ 06.00 – 20.00 น.
ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าเข้าชม

3. ทาคาโอะ (Takao) เมืองแสนสงบในหุบเขา และวัดที่เก็บการ์ตูนมังงะชิ้นแรกของญี่ปุ่น

หากใครที่ประทับใจบรรยากาศของคิบุเนะมาแล้ว ก็ไม่ควรพลาดการเดินทางมาเยือนทาคาโอะ อีกหนึ่งเมืองเล็กๆในหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยธรรมชาติอันเงียบสงบและยังมีวัดเก่าแก่มากมายหลายแห่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน และตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเกียวโตด้วยการขึ้นรถบัสมาเพียง 45 นาที โดยช่วงเวลาที่จะมีผู้คนมาเยือนทาคาโอะมากที่สุดก็คือช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งจะมองเห็นต้นไม้ทั้งหุบเขาเปลี่ยนสีสันพร้อมๆ กันอย่างงดงาม

นอกจากความสวยงามของธรรมชาติแล้ว บริเวณทาคาโอะยังมีวัดชื่อดังอยู่จำนวน 3 แห่ง คือวัดจินโกจิ (Jingoji) วัดไซเมียวจิ (Saimyoji) และวัดโคซันจิ (Kozanji) โดยวัดโคซันจินั้นถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเป็นจำนวนมาก ทั้งจากความเก่าแก่นับพันปีจนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกของเกียวโต และภายในวัดยังมีม้วนภาพวาดซึ่งได้รับยกย่องให้เป็น มังงะชิ้นแรกของญี่ปุ่น โดยเป็นรูปวาดแนวล้อเลียนของสัตว์ต่างๆ ที่มีพฤติกรรมต่างๆเหมือนมนุษย์ ซึ่งถูกวาดมาตั้งแต่ในสมัยเฮอันของญี่ปุ่น

การเดินทาง : จากหน้าสถานี Kyoto ขึ้นรถ JR Bus มาลงที่ป้าย Takao (45 นาที 520 เยน สามารถใช้ JR Pass ได้)
เวลาเปิดทำการ : วัดต่างๆ เปิดทำการตั้งแต่ 09.00 – 17.00 น.
ค่าเข้าชม : วัดทั้ง 3 แห่งมีค่าเข้าชมแห่งละ 500 เยน

4. สัมผัสวิถีชนบท ณ หมู่บ้านเกษตรกรรมโอฮาระ (Ohara)

4. สัมผัสวิถีชนบท ณ หมู่บ้านเกษตรกรรมโอฮาระ (Ohara)

โอฮาระถือเป็นหนึ่งในหมู่บ้านเกษตรกรรมหลักของเมืองเกียวโต โดยบรรยากาศในหมู่บ้านนั้นเต็มไปด้วยเรือกสวนไร่นาของพืชผลทางการเกษตรหลากหลายชนิด และยังถูกโอบล้อมเอาไว้ด้วยหุบเขา นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับความเงียบสงบและวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของผู้คนแล้ว ก็ยังสามารถชิมผักผลไม้ต่างๆ ที่จำหน่ายโดยตรงจากเกษตรกรในท้องที่ ไปจนถึงอาหารท้องถิ่นหลากหลายเมนูที่ปรุงขึ้นจากวัตถุดิบในท้องถิ่นเช่นกัน

บริเวณโอฮาระยังเป็นที่ตั้งของวัดเก่าแก่จำนวนมาก โดยวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดในบริเวณนี้ก็คือวัดซานเซ็นอิน (Sanzenin) เป็นวัดขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยอาคารต่างๆ ที่มีความเก่าแก่งดงาม และยังมีสวนญี่ปุ่นที่ได้รับการตกแต่งดูแลอย่างดี ถัดจากตัววัดไปเพียง 10 นาทียังเป็นที่ตั้งของน้ำตกโอโตนาชิ (Otonashi no Taki) น้ำตกสายเล็กๆ ที่มีจุดเด่นตรงที่สายน้ำนั้นตกกระทบกับโขดหินโดยไม่มีเสียง จนเป็นที่มาของชื่อน้ำตกที่มีความหมายตรงตัวว่า “น้ำตกไร้เสียง”

การเดินทาง : จากหน้าสถานี Kyoto ขึ้นรถบัสสาย 17 มาลงที่ป้าย Ohara (1 ชั่วโมง 550 เยน)
เวลาเปิดทำการ : วัดต่างๆ เปิดทำการตั้งแต่ 09.00 – 17.00 น.
ค่าเข้าชม : วัดต่างๆ มีค่าเข้าชมตั้งแต่ 300 – 800 เยน

5. ชมปราสาทแห่งที่สองของเกียวโตและย่านทำสาเกที่ฟูชิมิ (Fushimi)

เมื่อพูดถึงชื่อ “ฟูชิมิ” เชื่อว่าแทบทุกคนคงนึกถึงศาลเจ้าชื่อดังที่สุดของญี่ปุ่นอย่าง “ฟูชิมิ อินาริ” ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเกียวโตก็มักจะเดินทางมาเยือนศาลเจ้าแห่งนี้ และเดินทางไปยังย่านอื่นๆต่อโดยอาจไม่รู้มาก่อนว่าที่จริงแล้วย่านฟูชิมินั้นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอื่นๆที่รอให้มาเยือน หนึ่งในนั้นก็คือปราสาทฟูชิมิ (Fushimi Castle) ปราสาทที่สร้างขึ้นได้เพียง 2 ปีก็ถูกทำลายลงจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว แต่ก็มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในยุครวมประเทศ และปัจจุบันปราสาทแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่จนสมบูรณ์ และมีความสวยงามโดดเด่นจากโครงปราสาทที่เป็นไม้สีแดง ตัดกับกระเบื้องหลังคาสีดำซึ่งไม่เหมือนกับปราสาทแห่งอื่นๆในญี่ปุ่น

สถานที่ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งในย่านฟูชิมิก็คือย่านผลิตสาเกฟูชิมิ (Fushimi Sake District) ที่แม้ว่าจะไม่ใช่คนที่ชื่นชอบเครื่องดื่มมึนเมา ก็สามารถมาเพลิดเพลินกับบรรยากาศสไตล์เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนเก่าแก่ ร้านจำหน่ายสินค้าต่างๆ และโรงงานผลิตสุราซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี สถานที่ผลิตสาเกบางแห่งในย่านนี้ยังเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมขั้นตอนการผลิต รวมถึงชิมสาเกรูปแบบต่างๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงยังมีลำคลองสายเล็กๆ ที่มีเรือสไตล์ญี่ปุ่นโบราณที่พร้อมจะพาไปสัมผัสความงดงามของบรรยากาศสองฟากฝั่ง ซึ่งหากใครได้มาเยือนในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็จะได้พบกับต้นซากุระที่ผลิบานเรียงรายอยู่ตลอดริมฝั่งคลองสายนี้

การเดินทาง : จากสถานี Kyoto ขึ้นรถไฟสาย JR Nara มาลงที่สถานี Momoyama (13 นาที 200 เยน ใช้ JR Pass ได้) ปราสาทฟูชิมิจะอยู่ห่างจากสถานีประมาณ 1 กิโลเมตร ส่วนย่านผลิตสาเกฟูชิมิจะอยู่อีกฝั่งหนึ่งของสถานี ถัดไปประมาณ 700 เมตร
เวลาเปิดทำการ : ปราสาทฟูชิมิเปิดทำการตั้งแต่ 07.00 – 17.00 น.
ค่าเข้าชม : ปราสาทฟูชิมิไม่เก็บค่าเข้าชม ส่วนพิพิธภัณฑ์บางแห่งในย่านผลิตสาเกฟูชิมิอาจมีค่าเข้าชมเพิ่มเติม