All About Japan

5 วัดญี่ปุ่นที่ศักดิ์สิทธิ์สุดๆเรื่องเงินๆทองๆ

| ศาลเจ้า , วัด และ ศาลเจ้า
5 วัดญี่ปุ่นที่ศักดิ์สิทธิ์สุดๆเรื่องเงินๆทองๆ

วันนี้ขอแนะนำวัดในญี่ปุ่นสำหรับขอพรด้านโชคลาภเงินทองโดยเฉพาะ ญี่ปุ่นนั้นเต็มไปด้วยวัด แต่ละที่นั้นก็มีความศักดิ์สิทธิ์ในด้านต่างๆที่ไม่เหมือนกัน บูชาเทพเจ้าคนละองค์กัน เพราะงั้นถ้าอยากรวยต้องไปให้ถูกที่ ขอกับเทพให้ถูกองค์นะครับ

1. ศาลเจ้ามิคาเนะ ใจกลางเมืองเกียวโต (Mikane  Shrine)

ศาลเจ้ามิคาเนะเป็นศาลเจ้าเล็กๆในเกียวโตที่ชาวไทยอาจไม่คุ้นชื่อนัก ภายในศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าคานายามะ ฮิโกะ โนะ มิโคโตะ (คานายามะ แปลว่า ภูเขาทองคำ หรือเหมืองทอง) เทพเจ้าซึ่งชาวญี่ปุ่นในอดีตเคารพบูชาในฐานะเทพเจ้าแห่งการตีเหล็กรวมถึงแร่เหล็กต่างๆ และเมื่อเข้าสู่ยุคที่เริ่มมีการนำเหล็ก เงิน และทองคำ มาใช้เป็นเงินตราในการซื้อขายแลกเปลี่ยน เทพเจ้าองค์นี้ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งเงินทองไปด้วย

สิ่งที่สะดุดตาและเป็นเหมือนเอกลักษณ์ของศาลเจ้ามิคาเนะ ก็คือประตูโทริอิสีทองบริเวณทางเข้า และนอกจากการทำพิธีชำระล้างจิตใจและร่างกายตามขั้นตอนปกติของการไปเยือนศาลเจ้าญี่ปุ่นแล้ว ในจุดทำพิธีนั้นยังมีตะกร้าเล็กๆสำหรับชำระล้างเหรียญเงินของเราให้บริสุทธิ์ และสามารถเก็บเอาไว้เป็นเครื่องรางด้านโชคลาภได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันศาลเจ้าแห่งนี้มีชื่อเสียงอย่างมากในด้านการขอพรให้ถูกล็อตเตอรี่ และขอพระให้ประสบความสำเร็จในด้านการลงทุนรูปแบบต่างๆ


การเดินทาง : ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Tozai ของเกียวโต ไปลงที่สถานี Nijojo-Mae จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 500 เมตร
เวลาเปิดทำการ : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าเข้าชม

2. ศาลเจ้าอิมามิยะ เอบิสุ ศาลเจ้าประจำเมืองโอซาก้า (Imamiya Ebisu Shrine)

ศาลเจ้าอิมามิยะ เอบิสุ ถือเป็นศาลเจ้าสำคัญของชาวเมืองโอซาก้าในด้านการขอพรให้กิจการและการทำมาค้าขายต่างๆเจริญรุ่งเรือง เนื่องจากศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าของเทพเจ้าเอบิสุ เทพเจ้าแห่งการทำประมง (ซึ่งชาวประมงที่ถือเป็นหนึ่งในอาชีพหลักของชาวญี่ปุ่นในอดีต) นิยมมาสักการบูชาเพื่อให้เดินทางในทะเลอย่างปลอดภัย และขอให้ได้ปลากลับมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งความศรัทธาในเทพเจ้าเอบิสุก็ยังคงถูกสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน จนทำให้ชาวญี่ปุ่นเคารพยกย่องเทพเจ้าเอบิสุในฐานะเทพเจ้าแห่งความเจริญรุ่งเรืองในธุรกิจมาจนถึงทุกวันนี้

ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีการจัดหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญที่สุดของชาวเมืองโอซาก้า นั่นคือเทศกาล “โทกะ เอบิสุ” (Toka Ebisu) เทศกาลที่จัดขึ้นในช่วงวันที่ 9-11 มกราคมของทุกปี และมีผู้คนกว่าหนึ่งล้านคนมาเข้าร่วมพิธีเพื่อขอพรและสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับหน้าที่การงานและธุรกิจต่างๆของตนเองไปตลอดทั้งปี

การเดินทาง : ขึ้นรถไฟสาย Nanakai-Koya มาลงที่สถานี Imamiyaebisu หรือเดินประมาณ 1 กิโลเมตรจากสถานี Namba
เวลาเปิดทำการ : 09.00 – 17.00 น.
ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าเข้าชม

3. ศาลเจ้าคอนโนฮาจิมังกู (Konnoh Hachimangu Shrine)

ในย่านที่วุ่นวายอย่างชิบูย่า นอกจากจะมีแลนด์มาร์คเป็นห้าแยกที่คนเยอะที่สุดในโลก มีผู้คนเดินข้ามถนนไปมาอย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งวันแล้ว ในอีกมุมหนึ่งก็ยังมีความเงียบสงบของศาลเจ้าคอนโนฮาจิมังกู ศาลเจ้าซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดชื่อของย่าน "ชิบูย่า" ที่เราเรียกกันในปัจจุบันนี้ เนื่องจากศาลเจ้าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยตระกูลชิบูย่า ตระกูลนักรบที่ทำปกครองพื้นที่แถวนี้ในอดีต ตัวศาลเจ้าเองก็ถูกอุทิศให้กับเทพเจ้าฮาจิมัง (Hachiman) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม และเทพอินาริ (Inari) เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ในความเชื่อของชาวญี่ปุ่น

บรรยากาศภายในศาลเจ้าแห่งนี้จะพบเสาโทริอิสีส้มเรียงรายอยู่เป็นระยะสั้นๆ ให้บรรยากาศที่คล้ายกับศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ ศาลเจ้าในเกียวโตที่มีชื่อเสียงในเรื่องเสาโทริอิสีแดงพันต้น

ที่มาของการสร้างเสาโทริอิมาถวายให้กับศาลเจ้าแห่งนี้ก็มีเหตุผลที่ไม่ต่างกัน คือเจ้าของบริษัทห้างร้าน จะสร้างถวายเพื่อขอพรกับเทพเจ้าอินาริ ให้ธุรกิจหรือบริษัทของตนเองมีความเจริญรุ่งเรือง ผู้คนทั่วไปที่นิยมเดินทางมาขอพรด้านโชคลาภกับเทพเจ้าอินาริเองก็มักจะขอให้ชีวิตของตนมีความมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์

การเดินทาง : เดินต่อจากสถานี Shibuya มาประมาณ 500 เมตร
เวลาเปิดทำการ : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าเข้าชม

4. ศาลเจ้าเซนิอาราอิ (Zeniarai Benten Shrine)

เมื่อเอ่ยถึงเมืองคามาคุระ (Kamakura) เมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียว หลายคนอาจนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างพระพุทธรูปไดบุทสึ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "พระใหญ่แห่งเมืองคามาคุระ" แต่นอกจากนั้นแล้ว เมืองนี้ยังมีศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์อีกมาก อย่างศาลเจ้าเซนิอาราอิ ศาลเจ้าเก่าแก่อายุกว่า 800 ปี ที่แม้จะเล็ก แต่ความนิยมนั้นไม่เล็กแน่นอน

ที่นี่ดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้เดินทางมาเพื่อทำพิธี "ล้างเงิน" จากความเชื่อที่ว่าหากใครได้นำเงินของตัวเองมาทำพิธีชำระล้างด้วยสายน้ำบริสุทธิ์ภายในวัดแห่งนี้ระหว่างฤดูใบไม้ผลิ โชคลาภและเงินทองที่ตนเองจะได้รับหลังจากนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

นอกจากความศักดิ์สิทธิ์ด้านโชคลาภแล้ว ศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีบรรยากาศที่ค่อนข้างน่าสนใจ เนื่องจากตัวศาลเจ้าตั้งอยู่ในพื้นที่ๆเป็นภูเขาหิน ทำให้ทั้งบริเวณทางเข้าศาลเจ้า และพื้นที่สำหรับการทำพิธีล้างเงินนั้นจะอยู่ภายในถ้ำ และยังเป็นศาลเจ้าไม่กี่แห่งในญี่ปุ่นที่รอดพ้นจากการแบ่งแยกศาสนาในยุคปฏิรูปเมจิ ทำให้ภายในตัวศาลเจ้ายังคงมีทั้งพระพุทธรูปของศาสนาพุทธ และรูปเคารพเทพเจ้าต่างๆรวมถึงเสาโทริอิของศาสนาชินโตอยู่ร่วมกัน

การเดินทาง : จากสถานี Kamakura เดินต่อไปอีกประมาณ 20 นาที
เวลาเปิดทำการ : 08.00 - 17.00 น.
ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าเข้าชม

5. ศาลเจ้าไคจู อินาริ (Kaichu Inari Shrine)

ศาลเจ้าไคจู อินาริ เป็นศาลเจ้าเล็กๆใกล้ชินจูกุ ย่านบันเทิงและย่านช้อปปิ้งชื่อดังของโตเกียว สาเหตุที่ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาเริ่มต้นตั้งแต่สมัยยุคเอโดะ ซึ่งมีกลุ่มทหารแม่นปืนจำนวน 100 คนมาตั้งถิ่นฐานและทำการฝึกซ้อมยิงปืนในบริเวณใกล้เคียงกับศาลเจ้าแห่งนี้ ทว่าการฝึกฝนก็ไม่เป็นผลอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่เมื่อหัวหน้ากองได้มาสักการะบูชาเทพเจ้าอินาริในศาลเจ้าแห่งนี้ ฝีมือการยิงปืนของทุกคนก็แม่นยำและเข้าเป้ากันเป็นอย่างดี

จากการบอกต่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าแห่งนี้เรื่อยมา บวกกับตำนานและคำว่า"เข้าเป้า"นี่เอง ทำให้เกิดการเล่นคำในภาษาญี่ปุ่น ว่าการเข้าเป้านั้นก็หมายถึงการได้รับเลือก หรือการถูกรางวัล จึงทำให้ศาลเจ้าไคจู อินาริกลายเป็นศาลเจ้าที่ผู้คนนิยมมาขอพรด้านโชคลาภกันอย่างไม่ขาดสาย สัญลักษณ์และเครื่องรางของศาลเจ้าแห่งนี้ก็เป็นรูปลูกธนูและเป้าธนู เพื่อการขอพรให้ทุกอย่างเข้าเป้าโดยเฉพาะ

แต่ความพิเศษยิ่งกว่านั้นคือการตีความไปถึงการขอพรให้ได้รับเลือกในการจองตั๋วคอนเสิร์ตแบบญี่ปุ่น ที่ไม่ได้เปิดจองกับทุกคนในทันที แต่จะใช้ระบบสุ่มเพื่อมอบสิทธิ์ในการจองตั๋วให้กับแฟนคลับบางคนที่ได้รับเลือกเท่านั้น กล่าวคือถึงจะเร็วและมีเงิน แต่ไม่มีดวงก็ซื้อไม่ได้

ซึ่งก็ได้มีแฟนคลับบางคนมาขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้ และถูกเลือกในการสุ่มจองตั๋วคอนเสิร์ตจริงๆ ทำให้ในปัจจุบันมีแฟนคลับศิลปินมากมายนับไม่ถ้วนที่เดินทางมาขอพรก่อนการจองตั๋วคอนเสิร์ตเพื่อให้สมหวัง จนเกิดเป็นกระแสและสร้างชื่อเสียงให้กับศาลเจ้าแห่งนี้เป็นอย่างมาก ใครที่สนใจสามารถอ่านเรื่องติ่งๆ ของศาลเจ้านี้เพิ่มเติมได้ที่นี่

การเดินทาง : ขึ้นรถไฟสาย Yamanote มาลงที่สถานี Shin-Okubo และเดินต่ออีกเพียง 100 เมตร
เวลาเปิดทำการ : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าเข้าชม